Education and Discovery

The Secret of COVID-free design by MQDC

By RISC | 4 months ago

  MQDC จับกระแสการออกแบบที่อยู่อาศัยเพื่อส่งเสริมสุขภาวะและสุขอนามัยที่ดีของลูกบ้าน และรวมไปถึงชุมชน โดยร่วมกับศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน RISC by MQDC ชูแนวคิดหลักเรื่องของสุขภาวะที่ปราศจากการสะสมของเชื้อโรคและแบคทีเรีย เพื่อลดความเสี่ยงของการแพร่กระจายของเชื้อโรค ในช่วงระหว่างและหลังจากการแพร่ระบาดของโรค COVID-19    หลักของการออกแบบพื้นที่เพื่อสุขอนามัยที่ดีของโครงการที่อยู่อาศัยภายใต้ MQDC ภายใต้คอนเซปต์ The Secret of Covid-Free Design แบ่งออกเป็น 4 แนวคิดหลัก ได้แก่ 1. การออกแบบพื้นที่ปลอดเชื้อ หรือ Disinfection Zone เพื่อดักและระงับการเจริญเติบโตของเชื้อโรค โดยได้กำหนดและออกแบบอุปกรณ์ต่างๆเพื่อให้พื้นที่ของ MQDC เป็นพื้นที่ปลอดเชื้อ ได้แก่  1) การออกแบบประตูสองชั้นบริเวณทางเข้า-ออกหลักของพื้นที่โครงการทุกๆโครงการของ MQDC เพื่อดักฝุ่นและสิ่งสกปรกที่อาจติดเข้ามาบนตัวคนหรือสิ่งของก่อนเข้าสู่ภายในอาคาร  2) ติดตั้งระบบฟอกอากาศบริเวณทางเข้า-ออกหลัก (Entrance Air Purifier) ของอาคารแต่ละโครงการ รวมถึงในลิฟต์ เพื่อฆ่าเชื้อโรคในอากาศและเชื้อโรคบริเวณพื้นผิวต่างๆที่อาจติดเข้ามาในพื้นที่ เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า รวมถึงเชื้อที่อาจติดอยู่ที่ผนัง พื้น และอื่นๆ   3) การติดตั้งพรมที่สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคหรือ AVA (Anti Viral Allergy Free) Carpet โดยพรมนี้จะมีนวัติกรรมที่สามารถดักและหยุดการแพร่กระจายของเชื้อโรคที่อาจติดมากับรองเท้าของลูกบ้านหรือผู้มาติดต่อ  2. SMART & TOUCHLESS –  การออกแบบพื้นที่โดยมีการปรับใช้นวัตกรรม และเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อลดการสัมผัสในพื้นที่และกิจกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นภายในโครงการ ซึ่งนวัตกรรมและเทคโนโลยีภายใต้ Covid-Free Design สามารถแบ่งออกได้ดังนี้   1) Face Recognition ใช้ระบบสแกนใบหน้า เพื่อควบคุมการเข้า-ออก โดยนอกจากการสแกนใบหน้าแล้ว ยังสามารถตรวจวัดอุณหภูมิได้อีกด้วย 2) Automatic Door ประตูเปิด-ปิดอัตโนมัติ เพื่อช่วยลดการสัมผัส 3) Sensor Faucet ก๊อกน้ำเปิด-ปิดอัตโนมัติลดการสัมผัส 4) Touchless Lift ระบบลิฟต์ที่ช่วยลดการสัมผัสด้วยการใช้รังสีอินฟราเรด หรือ Virtual screen ไปถึงการนำวัสดุอื่นๆ มาช่วยสัมผัสได้อีกด้วย โดยนวัตกรรมดังกล่าวอาจมีรูปแบบแตกต่างกันในแต่ละโครงการ    3. HAPPY WORKING FROM HOME – การออกแบบพื้นที่อยู่อาศัยของแต่ละบุคคลเพื่อรองรับการ work from home ที่ถูกสุขลักษณะ เพื่อส่งเสริมการทำงานและทำกิจกรรมภายในบ้าน ลดปัญหาด้านสุขภาพ โดยการออกแบบนี้จะประกอบไปด้วย 1) การออกแบบรองรับการปรับพื้นที่ห้องพักเป็นพื้นที่ทำงาน โดยนำเสนอแนวคิดพิเศษในการปรับพื้นที่ใช้สอยที่รองรับสรีระและอิริยาบถต่างๆ ของผู้อาศัย เพื่อส่งเสริมการทำงานและทำกิจกรรมภายในบ้าน การออกแบบเพื่อความสะดวกสบายด้านอุณหภูมิ และคุณภาพอากาศที่ดี เช่น โต๊ะเก้าอี้ทำงานที่สามารถปรับให้เหมาะสมกับสรีระต่างๆ ได้ รวมถึงการวางตำแหน่งของเครื่องพิมพ์เอกสาร และเครื่องสแกน สัญญาณ Wi-Fi การออกแบบเพื่อลดผลกระทบจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (EMF) และการออกแบบแสงสว่างที่เหมาะสมต่อการทำกิจกรรมต่างๆ  รวมถึงในพื้นที่ส่วนกลางที่จัดให้เป็น co-working space สำหรับทำงานร่วมกันหลายคนภายในอาคารที่พักอาศัยก็ได้มีการปรับพื้นที่เป็น phone booth เพื่อลดเสียงรบกวนระหว่างกั 2) การจัดเตรียมตู้จ่ายสินค้าอัตโนมัติประเภทอาหาร (Vending machine) ในพื้นที่พักอาศัยเพื่อความสะดวกกรณี lockdown    4. MANAGEMENT PROTOCOL – การกำหนดนโยบาย และหลักการปฏิบัติภายใต้กรอบและข้อกำหนดของการป้องกันเชื้อโรค COVID-19 ในช่วงของการแพร่ระบาด ซึ่งจะเป็นการกำหนดนโยบายและหลักการจากฝ่ายบริหารงานของนิติฯ ของทุกๆโครงการภายใต้ MQDC โดยเนื้อหาหลักจะครอบคลุมถึงเรื่องต่างๆ ดังนี้ 1) Infection Prevention โดยจะมีการประกาศหลักการทำลายเชื้อในยุคการระบาดของโรค COVID-19 และ วิธีการทำความสะอาดอาคารสถานที่ที่ถูกต้อง มาตราการการเว้นระยะเพื่อลดความเสี่ยงการแพร่กระจายเชื้อโรค รวมถึงการออกแบบเพื่อลดการพบปะและการสัมผัส เช่น การติดตั้งกล่องฆ่าเชื้อ (Disinfection Box) เพื่อฆ่าเชื้อบนกล่องพัสดุก่อนถึงมือลูกบ้าน การฝากพัสดุไว้ในล็อคเกอร์เพื่อลดการพบปะทางกายภาพ เพื่อให้ผู้อาศัยสามารถเข้าใจและปฏิบัติได้อย่างถูกต้องและถูกหลักอนามัย 2) Cleaning การประกาศแนวทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมเมื่อพบผู้เสี่ยงในพื้นที่ 3) Waste Disposal ทุกโครงการจัดเตรียมถังขยะหรืออุปกรณ์สำหรับทิ้งหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วโดยเฉพาะ เพื่อลดความเสี่ยงของการแพร่กระจายเชื้อโรค และเพื่อการนำไปกำจัดทิ้งอย่างถูกต้อง เช่น ถุงแดงซิปล็อคจำกัดเชื้อ สำหรับทิ้งหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้ว โดยจะมีการแจกให้กับลูกบ้านของ MQDC เพื่อยังเป็นการเตือนให้รู้ว่าเป็นขยะอะไร และระวังในการสัมผัสอีกด้วย   ทั้งหมดนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทาง MQDC และ RISC ได้พัฒนาขึ้นเพื่อส่งเสริมให้เกิดสุขภาวะที่ดีของลูกบ้าน ชุมชน และบุคคลทั่วไป รวมถึงลดโอกาสการสัมผัสและการติดเชื้อ COVID-19 จากกิจกรรมที่เกิดขึ้นในแต่ละวันภายในโครงการที่อยู่อาศัยของ MQDC เพื่อให้พื้นที่ภายในโครงการเป็นพื้นที่ปลอดเชื้อ COVID-19 ส่งเสริมให้เกิดแนวคิด “For All Well-Being” อย่างสมบูรณ์แบบและเป็นรูปธรรม รับชมวีดิโอ The Secret of COVID-free Designได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=8sa7v0dZ5lE

5813 viewer

ท่ามกลางปัญหามากมายของเมือง Urban Resilience คืออะไรและจะช่วยเมืองได้อย่างไร

By RISC | 6 months ago

  ปัญหาต่าง ๆ ที่รุมเร้าเมืองของเราในทุก ๆ วัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาฝุ่น PM2.5 ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ภัยพิบัติต่าง ๆ เช่น น้ำท่วม น้ำแล้ง ไฟไหม้ป่า ฯลฯ ทำให้แนวคิด Urban Resilience ได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ บทความนี้มุ่งนำเสนอคำอธิบายของคำว่า Urban Resilience   บทความภาษาไทยที่เกี่ยวกับ Urban Resilience แปลคำนี้ไว้หลายรูปแบบ เช่น เมืองที่รับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้[i] เมืองยืดหยุ่น[ii] เมืองพลวัต[iii] เมืองพร้อมรับมือ[iv] เป็นต้น   เมื่อพิจาณาถึงรากศัพท์ คำว่า Resilience ในภาษาอังกฤษนั้นมาจากภาษาละติน resilio ที่แปลว่า "กระเด้งกลับ" (to bounce back) สะท้อนให้เห็นการรบกวนหรือการเผชิญปัญหา โดยอาจเปรียบกับการที่ลูกบอลตกกระทบพื้น จากนั้นลูกบอลกระเด้งกลับขึ้นมา เปรียบได้กับการรับมือและฟื้นตัว   ในอดีตคำว่า Resilience ถูกใช้ในบางสาขาวิชาโดยเฉพาะจิตวิทยาและนิเวศวิทยา การศึกษา Resilience ในด้านจิตวิทยาเน้นศึกษาคนหรือครอบครัวที่ประสบความยากลำบากหรืออยู่ในสถานการณ์เปราะบาง ตัวอย่างงานวิชาการในอดีตเช่นงานของ Antonovsky ศึกษาผู้ใหญ่ที่รอดชีวิตจากค่ายกักกันในปีพ.ศ. 2514 (ค.ศ. 1971) สำหรับนิเวศวิทยา Resilience ถูกนำมาใช้ประเมินอัตราการกลับเข้าสู่สมดุลหลังจากระบบถูกรบกวน[v][vi]   สำหรับสาขาวิชาการวางแผนเมือง (urban planning) โครงการ 100 Resilient Cities ซึ่งสนับสนุนโดยมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ในปีพ.ศ. 2559 (ค.ศ. 2016) ได้อธิบาย Urban Resilience ว่าคือความสามารถของบุคคล ชุมชน องค์กร ธุรกิจหรือระบบภายในเมืองที่จะอยู่รอด ปรับตัวและเติบโตได้ไม่ว่าจะเผชิญกับปัญหาเรื้อรังหรือปัญหาเฉียบพลัน[vii]   สังเกตได้ว่าแนวคิด Resilience เกี่ยวข้องอยู่กับ 2 ประเด็นหลักคือเกิดเหตุการณ์รบกวนหรือปัญหา และการรับมือต่อเหตุการณ์รบกวนนั้น   ตัวปัญหาอาจแบ่งได้ตามลักษณะการเกิดตามช่วงเวลา ซึ่งแบ่งได้เป็นปัญหาที่มีมานาน (chronic stress) หรือปัญหาที่เกิดขึ้นฉับพลัน (acute shock) ตามคำอธิบายของมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์   สำหรับการรับมือกับปัญหา อาจจำแนกตามช่วงเวลาได้เป็นการเตรียมตัวก่อนเกิดเหตุการณ์ การจัดการขณะที่เหตุการณ์รบกวนนั้นกำลังเกิดขึ้น และการฟื้นฟูภายหลังเหตุการณ์รบกวนนั้นผ่านไปแล้ว ระบบที่มีความ Resilience จะสามารถ 1. อยู่รอด (survive) 2. ปรับตัว (adapt) และ 3. เติบโต (grow) ได้   ในบทความนี้ขอแปล Resilience ด้วยคำว่าความพร้อมรับมือ และ Urban Resilience ก็คือเมืองพร้อมรับมือ เนื่องจากคำว่าพร้อมรับมือ สื่อให้เห็นถึงการเตรียมตัวก่อนเกิดปัญหา และมีความหมายรวม"ตัวปัญหา"เข้าไปด้วย เนื่องจากเพราะคาดว่าจะมีปัญหาจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือ ต่างจากคำว่าพลวัต หรือยืดหยุ่น ซึ่งหากไม่มีบริบทอาจทำให้นึกภาพถึงการเกิดปัญหาหรือการรบกวนได้ยาก   ความพร้อมรับมือหรือ Resilience นี้แตกต่างจากความยั่งยืนหรือ Sustainability โดยความยั่งยืนมีสมมติฐานว่าความสมดุลระหว่างสรรพสิ่งนั้นเป็นไปได้ ในขณะที่ความพร้อมรับมือนั้นคิดว่าการเปลี่ยนแปลงเกิดได้ตลอดเวลา งานวิจัยของฝั่งความยั่งยืนจึงเน้นที่การศึกษาปริมาณการปล่อยคาร์บอน การใช้ทรัพยากรมากเกินไป ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ในขณะที่งานวิจัยด้านความพร้อมรับมือจะเน้นที่การจัดการภัยพิบัติ ผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง[viii]   การพัฒนาและการใช้ชีวิตจึงต้องคำนึงถึงทั้งความพร้อมรับมือและความยั่งยืน ความพร้อมรับมือจะช่วยให้ระบบฟื้นตัวจากเหตุการณ์รบกวนซึ่งอาจถูกป้องกันไม่ให้เกิดหรือเกิดโดยมีผลกระทบลดลงโดยการเลือกใช้มาตรการที่เหมาะสม และมาตรการที่เหมาะสมจำเป็นต้องคำจึงถึงความยั่งยืนเพื่อลดแนวโน้มการสร้างปัญหาต่อ ๆ ไป[ix] เมืองที่พร้อมรับมือและมุ่งสร้างความยั่งยืนจึงจะเป็นเมืองที่อยู่รอดในอนาคตอย่างแท้จริง   [i] พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์. (2559). เมืองที่รับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์. https://www.matichon.co.th/columnists/news_191562   [ii] City Cracker. (2563). URBAN RESILIENCE เมืองยืดหยุ่นคืออะไร ทำไมเมืองถึงต้องยืดหยุ่น. https://citycracker.co/city-environment/what-is-urban-resilience/   [iii] Urban Futures & Policy. (2562). https://www.facebook.com/UrbanFutures.tu/posts/2263873930360335   [iv]  สุนิสา ปั้นวิสัย. (2561). สรุปเนื้อหาการประชุมทางวิชาการหรือการหารือความร่วมมือกับต่างประเทศ http://iad.bangkok.go.th/sites/default/files/2_%20Summarize%20the%20content%20of%20the%20conference%2C%20or%20discuss%20international%20cooperation%20on%20the%20web..pdf   [v] Martin-Breen, P. Anderies, JM. (2011) 'Resilience: A Literature Review' Bellagio Initiative, Brighton:IDS https://opendocs.ids.ac.uk/opendocs/handle/20.500.12413/3692   [vi] Resilience and sustainability. Nat Sustain 2, 249 (2019). https://doi.org/10.1038/s41893-019-0284-4   [vii] The Rockefeller Foundation. (2016). Resilience in action. (Press release) https://www.c40.org/press_releases/press-release-c40-100-resilient-cities-announce-partnership-to-jointly-advance-climate-change-and-resilience-efforts-in-member-cities#:~:text=Urban%20Resilience%20is%20the%20capacity,and%20acute%20shocks%20they%20experience.   [viii] Lew, A.A., Ng, P.T., Ni, C., Wu, T. (2015). Community sustainability and resilience: similarities, differences and indicators. https://doi.org/10.1080/14616688.2015.1122664   [ix] Sustainability Degress. (2014). Sustainability vs. Resilience: Why Bouncing Back is the Way of the Future. https://www.sustainabilitydegrees.com/blog/sustainability-vs-resilience-why-bouncing-back-is-the-way-of-the-future/  

713 viewer

From a concept of Aging in Place to livable residences

By RISC | 7 months ago

  When we’re happy somewhere, we want to stay there.​ As society ages, the term “aging in place” will become increasingly familiar. Aging in place means giving older adults the support to live happy, healthy, independent lives in residences and communities with appropriate facilities.​ RISC works with specialists to understand the needs of older adults and find solutions in residential design such as:​ - Universal Design for homes that suit everyone, especially older adults​ ​ - Non-toxic, safe, and suitable materials​ ​ - Lighting and air quality that enhance well-being​ ​ - 60% green area around the project with plants and flowers that help residents relax, benefiting the body, mind, and brain​ - A pathway of 850 meters with the gentle slopes, protection from sun and rain, and benches in well-ventilated areas, promoting exercise for physical and psychological well-being​ - Integration of body and brain in fun daily activities that promote 4 aspects for older adults: body, brain, emotion, and society ​ - Technology that enhances comfort and convenience​ When we combines all these elements in the project, it can promote the well-being of older adults, providing sustainable aging in place at The Aspen Tree by MQDC.​ Stay tuned for more news on The Aspen Tree, the project integrating in-depth knowledge for sustainable well-being of older adults!​

584 viewer

Did you know that we start to decline physically from 18?​

By RISC | 8 months ago

Our bodies start deteriorating at 18. Our skin starts aging first. Our lungs start at 30, our muscles and eyes at 40, our kidneys at 50, our internal organs and hearing at 60, and finally our brains at 70. But how fast or slow we age depends partly on how we look after ourselves.​If we think about it, although aging is gradual, by 60 it will affect our life through changes to our organs and hormones...​ ​- Movement: Older adults move more slowly, taking shorter paces, walking less far, and they can struggle to grab or sit and may slip more because of muscular weakness.​- Vision: Older adults may have blurred vision and slow eye adjustment and need more light. They may struggle to distinguish purple, blue, and green because of their short light wavelengths.​- Hearing: Older adults might not hear high-frequency sounds like birds or sirens. Voices can be hard to tell from the background. Men's hearing worsens faster than women's.​- Hormones and emotions: A change in chemicals can trigger worry, paranoia, anxiety, depression, and insomnia.​ ​If we understand these changes, we can design homes where older adults live happily together.​Learn more from "RISC Talk Vol.2/2020: The Secrets of Body and Brain for Silver Age Residential Development" with "Learning and understanding about body development in each age" by Dr. Sarigga Pongsuwan, Vice President of RISC, at https://youtu.be/Dx38HjLU8vQ#RISCTalk #RISCwellbeing #Sustainability #Innovation #Research 

401 viewer

Knowledge Hub for All Well-Being, Research and Development

By RISC | 1 year ago

ด้วยแนวคิด For All Well-Being เป็นการมุ่งมั่นในการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานที่อยู่อาศัย จึงเกิดหน่วยงานวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ของบริษัทแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จากัด (MQDC) ขึ้นมา ในการศึกษาค้นคว้าและพัฒนาให้เป็น “ศูนย์กลางองค์ความรู้” (Knowledge Hub) จนเป็นหัวใจในการพัฒนาโครงการเพื่อคุณภาพชีวิตได้อย่างแท้จริง ซึ่งประยุกต์และ ผสมผสานไปกับการออกแบบโครงการที่อยู่อาศัยผ่าน ”กระบวนการออกแบบเชิงบูรณาการ” (Integrated Design Process) ศูนย์กลางองค์ความรู้ (Knowledge Hub) เป็นการรวบรวมความรู้วิจัยด้านการออกแบบเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน และรักษาสิ่งแวดล้อม การออกแบบเพื่อสุขภาพที่ดี ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ การออกแบบเพื่อตอบสนองต่อพฤติกรรมและสอดคล้องกับการใช้งานของทุกวัย ตลอดจนการนาเทคโนโลยีมาใช้เพื่อสร้างความสะดวกสบาย ประกอบกับการใช้เครื่องมือเพื่อทดสอบ (Testing) และจาลองสถานการณ์ (Simulation) จนกลายเป็นองค์ความรู้ของบริษัท จากนั้นจึงนามาใช้เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนกระบวนการทางานแบบบูรณาการโดยมีองค์ความรู้เป็นศูนย์กลาง และการพัฒนาความรู้เข้าสู่กระบวนการพัฒนาโครงการด้วยกันกับหลายหน่วยงาน อาทิ หน่วยงานพัฒนาโครงการ, การตลาด, งานประกันคุณภาพโครงการ, วิศวกร, สถาปนิก และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เป็นต้น โดยการบูรณาการนี้จะประสบความสาเร็จได้นั้นอยู่ที่การมีส่วนร่วมของบุคลากรทุกคน ความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนความคิดจะทาให้สามารถเห็นปัญหาได้อย่างรอบด้าน และแสวงหาทางออกที่ดีที่สุดจนเกิดเป็นสิ่งใหม่สาหรับการออกแบบโครงการอยู่อาศัยได้ Knowledge Hub เป็นการเน้นย้าถึงวิสัยทัศน์ของความมุ่งมั่นในการสร้างโครงการ ให้ผู้อยู่อาศัยในโครงการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ทาให้ ’บ้าน’ เป็นสถานที่ที่สร้างความสุขทั้งทางกายและทางใจ และยังสามารถแบ่งปันองค์ความรู้เหล่านี้ไปให้กับทุกคน ทั้งภายในและภายนอกองค์กร, นักศึกษา, นักวิชาการ และผู้ที่สนใจทุกคน เพื่อร่วมกันยกระดับมาตรฐานที่อยู่อาศัยให้กับประเทศชาติและโลกได้อย่างแท้จริง   Author: ณพล เกียรติก้องมณี (Napol Kieatkongmanee), Senior Sustainable Designer l MQDC

604 viewer

World Class Architecture

By RISC | 1 year ago

อะไรคือสถาปัตยกรรมระดับโลก? ความเป็นเลิศในแง่มุมทางสถาปัตยกรรม อาจถูกจำกัดความได้หลากหลายตามมุมมองและประสบการณ์ของคนที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจหมายถึงสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่เอาชนะกฎแห่งธรรมชาติได้ อาจเป็นสถาปัตยกรรมที่ออกแบบโดยบุคคลที่มีชื่อเสียง มีรูปทรงสวยงามโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ มีนวัตกรรมหรือแนวคิดในการออกแบบอันชาญฉลาด หรืออาจเพราะความประทับใจส่วนบุคคล แต่การจะยกย่องให้สถาปัตยกรรมใดเป็นผลงานระดับโลก มักต้องเกิดจากข้อตกลงร่วมกันบางประการ หรือได้รับการยอมรับจากกลุ่มคนซึ่งเป็นตัวแทนสาขาวิชาชีพที่เกี่ยวข้องหรือสถาบันที่น่าเชื่อถือ  ดังเช่นการประกวดหรือการมอบรางวัล การประกวดหรือการมอบรางวัล ด้วยเกณฑ์การตัดสินหรือมติจากการลงคะแนนเสียงให้กับผลงานการออกแบบทางสถาปัตยกรรม มีมากมายตั้งแต่ระดับประเทศ ระดับภูมิภาค จนถึงระดับสากล ตัวอย่างรางวัลที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ เช่น • ระดับประเทศ: รางวัลผลงานสถาปัตยกรรมดีเด่น (Gold Medal Awards) รางวัลสถาปัตยกรรมที่สมควรเผยแพร่ (Citation Awards) และรางวัลสถาปัตยกรรมสีเขียวดีเด่น (ASA Green Awards) โดย สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชินูปถัมภ์  • ระดับภูมิภาค: รางวัล บีซีไอท๊อปเทน อวอร์ด (BCI Asia Top Ten Awards) รางวัล ฟิวเจอร์อาร์ค ไพรซ์ (FuturArc Prize) และรางวัล ฟิวเจอร์อาร์ค กรีน ลีดเดอร์ชิพส์ อวอร์ด (FuturArc Green Leadership Award) โดย กลุ่มบริษัทบีซีไอ (BCI Group of Companies) • ระดับสากล: รางวัลอาคารแห่งปี (World Building of the Year) และรางวัลโครงการในอนาคตแห่งปี (Future Project of the Year) จากงานเทศกาลสถาปัตยกรรมโลก (World Architecture Festival) จากตัวอย่างรางวัลข้างต้น จะเห็นแนวโน้มของการให้ความสำคัญกับความ “เขียว” มากขึ้นในทุกระดับ ซึ่งมิได้มุ่งเน้นเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่หมายรวมถึงผลกระทบองค์รวมของการใช้ทรัพยากรตั้งแต่การออกแบบ การก่อสร้าง และการใช้งานอาคาร ที่ส่งผลต่อสภาพแวดล้อม คุณภาพชีวิต และสังคมเป็นที่ตั้ง ดังจะเห็นได้จากการเปรียบเทียบเกณฑ์การตัดสินและตัวอย่างผลงาน ดังนี้ สำหรับงานเทศกาลสถาปัตยกรรมโลก (World Architecture Festival) นับว่าเป็นรายการสำคัญที่มีผู้คนให้ความสนใจเข้าร่วมส่งผลงานมากกว่า 50 ประเทศ และได้รับเกียรติจากสถาปนิกชั้นนำเข้าร่วมตัดสินผลงานกว่า 75 ท่าน จากทั่วทุกมุมโลก เกณฑ์การตัดสินยังไม่มีการเผยแพร่อย่างเป็นทางการ ส่วนการให้รางวัลมี 2 ประเภทหลัก คือ อาคารที่สร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว และโครงการในอนาคต แบ่งตามสาขาวิชา ได้แก่ ศูนย์ชุมชน (Civic and community) อาคารด้านวัฒนธรรม (Culture) นิทรรศการ (Display) สุขภาพ (Health) สถานพักผ่อน (Holiday and Leisure) ที่อยู่อาศัย (Residential) ภูมิสถาปัตยกรรมและการวางผัง (Landscape and Masterplanning) สำนักงาน (Office) ศูนย์การค้า (Commercial) สถานศึกษา (Education) อาคารทางศาสนา (Religion) สนามกีฬา (Sport) โครงสร้างพื้นฐานและการขนส่ง (Infrastructure and Transport) เป็นต้น และสำหรับปี พ.ศ. 2557 นี้ การจัดงานเทศกาลสถาปัตยกรรมโลกพร้อมด้วยการประกาศผลรางวัลสถาปัตยกรรมแห่งปีได้เสร็จสิ้นลงแล้วเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งรางวัลที่โดดเด่นที่สุดในงาน คือ อาคารแห่งปี ได้แก่ผลงาน The Chapel ออกแบบโดย a21studio จากประเทศเวียดนาม The Chapel ถูกออกแบบให้ตอบสนองความต้องการของคนในชุมชนย่านชานเมืองโฮจิมินห์ เป็นศูนย์กลางเพื่อการพบปะสังสรรค์และจัดงานสำคัญต่างๆ มีการนำโครงเหล็กและแผ่นเหล็กจากอาคารเก่าของเจ้าของโครงการกลับมาใช้ใหม่เป็นโครงสร้างหลักและเปลือกอาคาร ทำให้ลดระยะเวลาและงบประมาณในการก่อสร้างลงได้ โครงสร้างเหล็กรูปต้นไม้ช่วยให้อาคารดูโปร่งโล่ง และด้วยสีสันของม่านที่หลากหลายช่วยเพิ่มความสดใสมีชีวิตชีวาให้กับบรรยากาศภายในอาคาร และอีกหนึ่งรางวัลคือ โครงการในอนาคตแห่งปี ได้แก่ผลงาน Art Gallery of Greater Victoria ออกแบบโดย 5468796 Architecture + number TEN architectural group จากประเทศแคนาดา Art Gallery of Greater Victoria คือแนวคิดการปรับปรุงอาคารเก่าสำหรับเป็นห้องแสดงงานศิลปะในอนาคต มีความต้องการให้ความเป็นเมืองได้ถูกสอดแทรกเข้ามาในพื้นที่ซึ่งเป็นย่านชานเมือง โดยยังคงไว้ซึ่งลักษณะพื้นถิ่น และเก็บรักษาต้นไม้เดิมไว้ ปรับปรุงส่วนผนังให้เป็นกระจกใสโดยรอบเพื่อดึงความสนใจจากผู้คนทุกทิศทาง สร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างภายนอกกับภายใน หลังคาประดับด้วยไม้ซี่เล็กๆที่ช่วยบังแดดให้กับผลงานศิลปะ แต่ยอมให้แสงสว่างสะท้อนลอดเข้ามายังภายในได้ สร้างบรรยากาศคล้ายการเดินใต้ร่มไม้ในพื้นที่ป่าที่หาชมได้ยากและแตกต่างจากอาคารอื่นในย่านนั้น จากเกณฑ์การตัดสินและตัวอย่างผลงานสถาปัตยกรรมที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลข้างต้น จะเห็นได้ว่ามีการให้ความสำคัญต่อบริบททางด้านคน สังคม และทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี สภาพสังคมที่เหมาะสม ระบบนิเวศที่ยั่งยืน และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต หมายความได้ว่า สถาปัตยกรรมระดับโลกอาจไม่จำเป็นต้องเป็นอาคารใหญ่โต หรูหราอลังการ ประดับประดาฟุ่มเฟือย หรืออยู่เหนือธรรมชาติแต่อย่างใด แม้เป็นเพียงอาคารเล็กๆ เรียบง่าย หากแฝงไว้ซึ่งความคิด ความใส่ใจ ใช้ประโยชน์จากสิ่งรอบข้างอย่างคุ้มค่า และสามารถตอบโจทย์ความต้องการของคนและสังคมได้อย่างตรงประเด็น สิ่งก่อสร้างนั้นจักสามารถเป็นสถาปัตยกรรมที่ผู้ออกแบบควรภาคภูมิใจไม่แพ้สุดยอดผลงานระดับโลกใดใด   สริธร อมรจารุชิต (Saritorn Amornjaruchit) ฝ่ายวิจัยและพัฒนา บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์คอร์ปอเรชั่น จำกัด  (กลุ่มบริษัท ดีที)  

795 viewer

Iconic

By RISC | 1 year ago

ไอคอน (Icon) เป็นคำที่นิยมเรียกทับศัพท์ โดยรากศัพท์ของ Icon มาจากภาษากรีก แปลว่า รูปภาพ (image) ความชอบ (likeness) และการอุปไมย (Similitude) Icon สามารถใช้แทนในความหมายต่างๆได้เช่นในทางศาสนา Icon หมายถึงรูปบูชา ทางด้านคอมพิวเตอร์เป็นสิ่งแทนเครื่องหมายต่างๆเช่นเครื่องหมายเอกสาร (document) นอกจากนี้ Icon ยังใช้แทนเป็นเชิงสัญลักษณ์ของบุคคลผู้ที่มีอิทธิพลต่อทัศนคติของคนจำนวนมาก อาทิเช่น มหาตมะ คานธี เป็นผู้ต่อสู้ด้วยระบบอหิงสาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์เป็นต้น  ไอคอนกับงานสถาปัตยกรรม หรือจะเรียกว่า สถาปัตยกรรมสัญลักษณ์ (Iconic Architecture) เป็นรูปแบบของการสร้างสรรค์ในมุมมองที่โดดเด่นจากสถานที่โดยงานสถาปัตยกรรม โดยงาน Iconic Architecture นี้ไม่เพียงแต่มีความพิเศษทางด้านรูปลักษณ์จากงานสถาปัตยกรรมทั่วไป แต่ยังเป็นการสร้างปรากฏการณ์ของการมีอยู่ของสถานที่และวิถีชีวิตของผู้คนในบริบทนั้นๆ โดย ชาร์ลส์ เจ็งส์ (Charles Jencks) ได้กล่าวว่า Iconic Architecture นั้นได้ให้มิติของรูปลักษณ์และยังแทรกด้วยปรัชญาในเชิงสัญลักษณ์ไว้ด้วย เหมือนกับงานภาพเขียน Byzantine painting of Jesus  หากเราพิจารณาลงในบริบทของเมือง Iconic Architecture มักจะมีเอกลักษณ์โดดเด่นออกมาจากเมืองด้วยลักษณะรูปทรงที่พิเศษ หรือความสูงที่ต่างจากบริบทโดยรอบ ตัวอย่างเช่น Gherkin tower ซึ่งใช้เทคโนโลยีสุดโต่ง กับรูปทรงอาคารที่มีเอกลักษณ์ที่แปลกแยกออกจากบริบทของเมืองอย่างชัดเจน  Jencks ยังกล่าวอีกว่า Iconic Architecture ที่มีความโดดเด่นจะสร้างมูลค่าอย่างไม่สามารถประเมินค่าได้เลย เนื่องจากรูปลักษณ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวนี้ที่มีความแตกต่างจากบริบทโดยรอบ จะสร้างประสบการณ์ใหม่และความประทับใจต่อผู้คนที่ได้พบเห็น เปรียบเสมือน landmark ของพื้นที่นั้นๆ อาทิเช่น The Sydney Opera House ประเทศออสเตรเลีย ที่มีรูปทรงสวยงามโดดเด่น หรือ The Eiffel Tower ประเทศฝรั่งเศส ที่สร้างโดยเทคโนโลยีสูงสุดของโครงสร้างเหล็กในเวลานั้น  ซึ่งทั้งสองงานสถาปัตยกรรมนี้ถือได้ว่าเป็น Iconic Architecture ที่เปรียบเสมือน Landmark ที่นักท่องเที่ยวต้องไปเยี่ยมชมเพราะถือเป็นสัญลักษณ์ของเมืองนั้นๆ สถาปัตยกรรมสัญลักษณ์ (Iconic Architecture) เป็นการออกแบบผสมผสานระหว่างพื้นที่และรูปแบบสถาปัตยกรรมในเชิงบวก  นอกจากการสร้างมุมมองที่โดดเด่นของสถานที่แล้วงานสถาปัตยกรรมสัญลักษณ์สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงเข้ามาในวิถีชีวิตของมนุษย์ได้ Iconic Architecture จึงไม่เพียงแต่อยู่เหนือสถาปัตยกรรมพื้นฐาน แต่ยังมีความสัมพันธ์ระหว่างสถานที่และความเป็นมนุษย์ ตัวอย่างสถาปัตยกรรมสัญลักษณ์ที่สร้างสรรค์ภาพลักษณ์อันโดดเด่น ที่สามารถเปลี่ยนเมืองเล็กๆที่ไม่มีใครรู้จักกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกขึ้นมานั่นก็คือ Guggenheim Museum ซึ่งออกแบบโดย Frank Gehry โดยรัฐบาลสเปนตั้งใจเป็นอย่างยิ่งที่จะใช้ชื่อ Bibao เป็นเมืองท่องเที่ยวโดยใช้สถาปัตยกรรมสมัยใหม่เป็นตัวดึงดูด และสามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวมหาศาล (Klaus Reichold, 1999) ลักษณะเฉพาะของการสร้างรูปแบบสัญลักษณ์ในงานสถาปัตยกรรม จากตัวอย่างที่กล่าวมาแล้วของรูปแบบของ Iconic Architecture ไม่ว่าในเรื่อง ของความมีเอกลักษณ์เฉพาะ ภาพลักษณ์ความโดดเด่น ขนาด ความสูงของงานสถาปัตยกรรม ในบริบทต่างๆนั้นสามารถแบ่งลักษณะเฉพาะของ Iconic Architecture ได้ดังนี้ • รูปภาพ (Image) ความโดดเด่นของงานสถาปัตยกรรมจากสภาพแวดล้อม โดยผลของการมีอยู่ของ Iconic Architecture ต้องสร้างผลกระทบด้านบวกต่อการรับรู้ของผู้คนในสถานที่นั้นๆ ตัวอย่างอาคาร Guggenheim Museum ถือเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนถึงการเปลี่ยนแปลงภาพของบริบทนั้นอย่างสุดโต่งของสถานที่นั้น หรือตัวอย่างอาคาร Dancing house กรุงปราก ที่ออกแบบโดย Frank Gehry โดยออกแบบอาคารโดยเน้นการใช้กรอบอาคารกระจกด้านนอกที่เป็นวัสดุสมัยใหม่ ออกแบบรูปทรงแทนแนวคิดของการเต้นรำ โดยเป็น Iconic Architecture ที่ออกแบบเข้าไปแทรกในกลุ่มอาคารประวัติศาสตร์ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่และบริบทนี้โดยงาน  Iconic Architecture อย่างเห็นได้ชัดเจน  • ความทันสมัย (Modernity) เป็นความสัมพันธ์เรื่องของงานสถาปัตยกรรมกับเวลา ซึ่งสามารถเป็นตัวแทนบอกเรื่องราวในการพัฒนาสำหรับแนวคิดในอนาคตได้ การแสดงออกด้วยความใหม่สุดของเทคโนโลยี วัสดุ โครงสร้างหรือรูปแบบงานสถาปัตยกรรม ซึ่งสามารถบอกถึงวิวัฒนาการของโลกและสามารถแสดงออกมาให้เกิดการรับรู้แบบใหม่ให้กับผู้คนได้ เช่น The Eiffel Tower ซึ่งเป็นการแสดงนวัตกรรมด้านโครงสร้างในเวลานั้น หรือ the Reichstag Building ในกรุงเบอร์ลิน ที่ออกแบบโดย Sir Norman Foster โดยการสร้างโดมกระจกขนาดใหญ่บนส่วนสูงสุดของอาคารประวัติศาสตร์ ซึ่งสามารถมองวิวของเมืองได้ 360 • วัฒนธรรม (Culture) Iconic Architecture ซึ่งเป็นตัวแทนของเมืองนั้นๆ ต้องสามารถสร้างความเชื่อมโยงระหว่างผู้คนกับงานสถาปัตยกรรมได้ Iconic Architecture ที่สามารถเป็นตัวแทนของวัฒนธรรม สังคมและประวัติศาสตร์ของเมือง ที่สร้างคุณค่าให้กับเมืองตัวอย่างอาคาร The Azadi Square ในอิหร่าน นั้นแสดงให้เห็นถึงแก่นของของวัฒนธรรมตั้งแต่อดีต จิตวิญญาณ การปลดปล่อย โดยอาคารนี้สะท้อนถึงความเจริญก้าวหน้าตั้งแต่อดีตต่อไปถึงความหวังของอนาคต Iconic Architecture ถือเป็นจุดปลายทางหนึ่งในการเดินทางของผู้คนเพื่อได้ประสบการณ์ใหม่ ในการเรียนรู้ความแปลกและแตกต่าง เทคโนโลยี หรือแนวคิดที่มุ่งสู่อนาคต แต่ยังมีการสอดแทรกเรื่องราวของเมือง ผู้คน ชุมชน ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ของบริบทเมืองนั้นๆแฝงอยู่ในการเล่าเรื่องของแนวคิดของ Iconic Architecture นั้นๆ เมื่อย้อนกลับมาที่กรุงเทพฯ Iconic Architecture ที่สามารถมองเห็นได้ส่วนมากจะเป็นเชิงวัฒนธรรม เช่น วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แต่สถาปัตยกรรมเชิงสัญลักษณ์ ที่สามารถบอกถึงการเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการของเมือง เทคโนโลยีสมัยใหม่ ยังไม่มีสถาปัตยกรรมใดที่เห็นได้ชัด แต่คงอีกไม่นานอาจจะมีนวัตกรรมเชิงสถาปัตยกรรมเกิดขึ้นในกรุงเทพฯที่สามารถเรียกได้ว่าเป็น Iconic Architecture หรือ Landmark ของกรุงเทพฯได้   เอกสารอ้างอิง: http://prachatai.com/journal/2010/07/30358 ชุติมา ขจรณรงค์วณิช (2553). แนวทางการออกแบบสถาปัตยกรรมสัญลักษณ์สำหรับกรุงเทพฯ. วิทยานิพนธ์ สถาปัตยกรรมศาสตรมหาบัณฑิต, คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.   Story by ดร.จิตพัต ฉอเรืองวิวัฒน์ (ฝ่ายวิจัยและพัฒนา กลุ่มบริษัทดีที)

1170 viewer

Urban revitalization create a life of community

By RISC | 1 year ago

The improvement in technology has changed our way of life and the environment in many respects. Although life quality enhancement – the construction of buildings, houses, and infrastructure – is a door to convenience, it can’t be denied that every change we make inevitably leads to the exploitation of natural resources. The social context has gradually changed; people have become more individual and independent, and there are fewer public rest areas. And at one stage, the problems and damages eventually become apparent due to constant changes.   Our ecosystem is being destroyed with increasing pollution and people at the community level are witnessing the change first-hand with abandoned buildings. Therefore, in an attempt to right a wrong, a number of major cities have initiated projects to improve rundown areas to improve the living standards of its inhabitants. For example, revitalization projects are being carried out to reactivate abandoned areas and to restore those that have been damaged by neglect. To do this, the sustainable development concept is applied in order to create a correlation between the environment, society, and economy.   The Cheonggyecheon Stream Restoration Project in Seoul, South Korea is one of the best examples of a project that has produced positive public benefits. The project successfully restored a stream in downtown Seoul that for decades had been paved over to create more space for the traffic. But the construction of the highway was also the primary cause of water and air pollution, which in turn led to the creation of slum conditions among the remaining properties. Then in 2003, then-Seoul mayor, Lee Myung-bak decided to remove the elevated highway and return the stream to its former condition, an 8-kilometer open-air space where people could come to relax. The multi-million dollar urban beautification project gave citizens and nature some much-needed breathing space and created a correlation of social, environment and economy as follows; Social: There are more spaces for families, communities, and tourists to relax. It is accessible to people of all ages and a perfect place to improve people’s mental health. Environment: The ecosystem is much healthier thanks to a decrease in air pollution and now the stream helps to reduce the temperature in nearby areas while attracting more birds and insects. The eco-environment has also brought back aquatic creatures and created a pleasant atmosphere for the downtown community. Economy: The area is now more economically viable with a daily increase of tourists, which is generating more income for local businesses without unduly affecting the environment. Besides the Cheonggyechoen project, there are many other projects around the world that are making a difference such as the Guthrie Green Park project in Oklahoma, New York City’s High Line Park in New York, USA, Namba Park project in Osaka, Japan and Clyde Waterfront project in Scotland, to name but a few. Each of these urban renewal projects aims to improve a specific area for nature and humans so that communities have a better quality of life and can live in harmony with nature. Creative conservation then is considered as an attempt to keep a balance between social, economy, and environment based upon ongoing changes in human needs. In doing so, environmental impact assessments need to be seriously taken into consideration for the mutual benefits of humans and Mother Nature.   Author: Panpisu Julpanwattana,  R&D

706 viewer

เรามารับ “แสงธรรมชาติ” อย่างถูกต้องกันเถอะ

By RISC | 1 year ago

จากตอนที่แล้ว เพื่อนๆ คงได้ทราบถึงประโยชน์ของแสงธรรมชาติกันมาบ้างแล้ว จะเห็นว่าเป็นประโยชน์ที่เราไม่ได้ลงทุนอะไรเพิ่มเลย ไม่ต้องซื้อ ไม่ต้องหา เพียงแค่ดึงมาใช้ในบ้านของเราให้ได้เท่านั้นเอง ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่เราจะมาคุยถึง “การนำแสงธรรมชาติเข้ามาใช้อย่างเหมาะสม” กันนะคะ   การวางทิศทางอาคาร ต้องคำนึงถึงอิทธิพลการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการนำแสงธรรมชาติเข้ามาใช้งานได้อย่างเต็มที่โดยให้มีความร้อนเข้าสู่อาคารน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ นั่นคือ เน้นการเปิดช่องแสงทางทิศเหนือ เป็นทิศที่มีแสงธรรมชาติตลอดวันโดยมีแสงแดดเข้ามาน้อยที่สุด และหากมีพื้นที่ต่อเชื่อมกับทิศใต้ได้จะยิ่งดี เพราะจะทำให้ลมประจำพัดผ่านเข้าสู่ตัวบ้านได้อีกด้วย ช่องเปิดเพื่อนำแสงธรรมชาติเข้าสู่อาคาร แบ่งออกเป็น การนำแสงเข้าจากด้านบน ได้แก่ หลังคา ฝ้าเพดาน และการนำแสงสว่างเข้าด้านข้าง ได้แก่ หน้าต่าง ประตู และต้องคิดร่วมกับการระบายอากาศ การลดความร้อนจากแสงแดด ลักษณะการใช้งานของพื้นที่ใช้สอย การกันฝน ความสวยงาม และการบำรุงรักษา    ประเทศไทยของเราจะมีทิศทางของแสงที่เหมาะสมทางทิศเหนือและทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งจะเป็นทิศทางที่ไม่รับแดดจากดวงอาทิตย์โดยตรง จึงมีความร้อนน้อยกว่าทิศอื่นๆ    การเลือกใช้วัสดุพื้นผิวภายในอาคาร สามารถเพิ่มความสว่างให้กับภายในอาคารได้ โดยเลือกใช้วัสดุที่มีสีสว่าง เช่น สีขาวหรือสีครีม แต่ไม่ควรมีผิวมันเงามากจนเกินไป เพราะอาจมีการสะท้อนแสง บาดตา สร้างความไม่สบายในการมองเห็นได้   หากบ้านของเพื่อนๆ ไม่สามารถทำช่องเปิดทางทิศเหนือ หรือทิศที่แสงแดดไม่เข้าได้แล้วจริงๆ จำเป็นต้องมีช่องเปิดในทิศที่ร้อน อย่างทิศตะวันออกหรือตะวันตก ควรมีการบังเงาไม่ให้แสงแดดเข้ามาภายในบ้านได้ อย่างที่เน้นไปว่า “เราต้องการแสงสว่าง ไม่ต้องการความร้อนจากแสงแดด” การบังเงาสามารถทำได้ด้วยยื่นแผงบังแดดหรือระแนง ทั้งแนวตั้งแนวนอนตามการเอียงของแดด หรือใช้ต้นไม้บังเงาก็ได้ค่ะ      แบ่งปันข้อมูล : ฝ่ายวิจัยและพัฒนา บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์  คอร์ปอเรชั่น จำกัด http://www.magnolia.co.th/th/project/story.php

706 viewer

Urban Living: Home Identity That Has Changed Over Time

By RISC | 1 year ago

  The task to evaluate residential housing information in order to create a new learning process for an improved future living style   The world’s evolution coupled with economic and social growth has all been crucial factors in a context of change that occurs in most communities. If we look back in the past, Bangkok was a city that was largely covered with trees. We could see people commuting by boats along canals and people living in Thai traditional houses. Those images have become just a memory of the past. Thailand currently has an increasing population of 10 million people with an estimated density of 3,634 people per square kilometer. This population growth has sparked a change in residential trends, which mainly concerns how to use space efficiently within a limited structure while accommodating its residents under the same roof. Adjusting to this trend is important for modern urban living. Therefore, it is more important that we study each household’s space so that we can manage them appropriately rather than just focusing on the space we will use. From the design ideas in the chart, we can see that in order to design modern living spaces having these basic ideas is crucial to answering the demands of its dweller.   Apart from the design which uses the idea of interaction between space and living behavior, we can also see an increase in ideas for urban living these days. For example, reducing a bedroom’s space, designing a smaller kitchen to appropriately meet its use, and using space vertically in overlapping areas have all been proven as efficient methods. The rapid growth of condominium developments and the small apartment rental business has increased enormously in urban areas. This is especially true in the central business district where land prices are very expensive. This has become a really challenging question for designers as they have to create a floor plan so that the inhabitants can gain maximum benefits from the limited space. An interesting example of how to maximize a small room has been designed by a Hong Kong architect who applied the idea of combining spaces with the room’s walls. By designing each partition of the wall so that it was able to slide and adjust, he could transform his 32 square-meter room into 24 differing models. This included a home theater room, a bedroom, a kitchen, and many other functional room types, all of which utilized external natural lighting. The Build Small-Live Large concept not only helps you manage a small living space perfectly, but it also stimulates a modern residence design for the next generation of urbanists.   Story by Dr. Jittapat Chorruengwiwat, Research and Development Department, DT Group of Companies  

510 viewer

Newsletters

Subscribe to our newsletters to stay updated.

© 2021 Magnolia Quality Development Corporation Limited - A DTGO Company
Result
Confirmation
Confirmation