Knowledge - RISC

Knowledge

is Power

Highlight

Biodiversity

การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ของนักพัฒนา

Education and Discovery

Knowledge Hub for All Well-Being, Research and Development

Smart and Sensible Construction

พฤติกรรมจำลองสุข Simulation for well being นวัตกรรมใหม่ในการอยู่อาศัย ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์อย่างลงตัว

Recent Articles 2020

ใกล้ชิดธรรมชาติ...ทำไมถึงรู้สึกดี?

ใกล้ชิดธรรมชาติ...ทำไมถึงรู้สึกดี?

By RISC

สังเกตกันหรือไม่? คนเราสมัยนี้อยากจะใกล้ชิดธรรมชาติกันมากขึ้น!!! ไม่ว่าจะเป็นบ้านที่เน้นพื้นที่สวนเป็นจุดขาย หรือวางแผนพักผ่อนวันหยุดก็มักเลือก “...ไปทะเล ...ไปภูเขา ...หรือน้ำตก” เคยสงสัยหรือตั้งคำถามกับตัวเองบ้างหรือไม่ว่า “ทำไมเราถึงอยากไปสัมผัสหรือใกล้ชิดธรรมชาติกันนัก” บางคนอาจจะตอบว่า อยู่กับธรรมชาติแล้ว...”รู้สึกสบายดี” หรือ “ผ่อนคลายดี” หรือ “เหมือนไปชาร์ตพลัง”

ใช่!!! เราทุกคนรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ แต่ทำไมถึงรู้สึกแบบนั้นได้?

บทความนี้นี้ เราจะขอเล่าที่มาของ “ความรู้สึกดี-สบาย-ผ่อนคลาย” จากการใกล้ชิดธรรมชาติว่าทำให้เรารู้สึกจริงหรือไม่? เพราะอะไร?

เรามาทำความเข้าใจก่อนว่า “ความรู้สึกสบาย” ของเรานั้น จริงๆเกิดมาจาก “ประสาทการรับรู้ด้านต่างๆ” ของเรา ไม่ว่าจะเป็นตา หู จมูก และผิวกายของเรานั่นเอง ซึ่งในธรรมชาตินั้นมีสิ่งซ่อนเร้น ได้แก่ แสง สี เสียง กลิ่น อุณหภูมิ ที่ทำให้ประสาทสัมผัสของเรารับรู้อย่างเหมาะสม ทำปฎิกิริยากับระบบประสาทต่างๆ ของร่างกายเราโดยอัตโนมัติ และส่งต่อไปยังสมอง จนเกิด “ความรับรู้เชิงบวก” (Positive Perception) หรือที่เราเรียกว่า “รู้สึกดี” แบบไม่รู้ตัวในรูปแบบต่างๆ ดังนี้

 

สีสร้างความผ่อนคลาย ธรรมชาติส่วนใหญ่มีสัดส่วนของสีเขียวจากต้นไม้ใบหญ้า สีฟ้าจากท้องน้ำ ท้องทะเล หรือสีครามจากท้องฟ้า ซึ่งสีเหล่านี้มีผลต่อระบบประสาทตาเชิงบวก ทำให้กล้ามเนื้อตาผ่อนคลาย หน่วงความล้าของดวงตาให้ช้าลง และมากไปกว่านั้น แต่ละสีมีความยาวคลื่นและความถี่ต่างกัน ส่งผลต่อสมอง ความรู้สึก จิตใจ ฮอร์โมน และอารมณ์ต่างกัน ทำให้มีผลต่อระบบภายในร่างกาย เช่น สีเขียว ทำให้คลายเครียด ลดความดันเลือด ช่วยระงับความรู้สึกตื่นเต้นได้ดี สร้างสมดุลของจิตใจ และลดอาการหงุดหงิด นอกจากนั้น สีที่สว่างและโทนอบอุ่นจะกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติ ทำให้เพิ่มความดันโลหิต ชีพจร และอุณหภูมิร่างกายอีกด้วย (อ้างอิง: Faber,B.,1950)

แสงปรับฮอร์โมน แสงสว่างตามธรรมชาติมีความยาวคลื่นของแสงสีน้ำเงิน (Blue Wave) ในช่วงคลื่น 447-484 nm ซึ่งแสงในช่วงนี้มีผลต่อระบบประสาทตาเชิงบวกส่งต่อไปยังสมอง ช่วยกระตุ้นการผลิตสารเคมีของสมองรักษาความผิดปกติทางอารมณ์ตามฤดูกาล ลดอาการซึมเศร้า ลดอาการเครียด ด้วยเหตุนี้การที่เราได้มองเห็นแสงธรรมชาติบ้างจะช่วยส่งผลดีต่ออารมณ์โดยตรง คนที่ทำงานหนัก เคร่งเครียดจากการทำงาน และผู้สูงอายุที่มีอาการซึมเศร้าจากฮอร์โมนไม่สมดุล  จึงต้องการผ่อนคลายในบรรยากาศที่มีความเป็นธรรมชาติ ซึ่งจะทำให้ระบบประสาทของร่างกายได้รับ Blue Wave จากแสงธรรมชาติและอากาศที่ดีไปพร้อมกัน ทำให้รู้สึกสดชื่น สบาย ผ่อนคลาย (อ้างอิง: ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่)

 

เสียงสร้างสมาธิและใจสงบ เสียงในธรรมชาติ การได้ยินเสียงซ้ำๆ ของใบไม้ น้ำพุ น้ำตก เป็นเสียงที่มีผลต่อระบบประสาทการได้ยินเชิงบวก ส่งผลต่อการปรับคลื่นสมองให้อยู่ในช่วงคลื่นอัลฟ่า (Alpha brainwave) มีความถี่ประมาณ 7-14 รอบต่อวินาที (Hz) ซึ่งเป็นความถี่ของคลื่นสมองจะเกิดได้เมื่อร่างกายผ่อนคลาย ก่อนหลับหรือหลับใหม่ๆ เวลาอ่านหนังสือ หรือการเข้าสมาธิ  คลื่นสมองนี้จะทำให้จิตใจสงบ เยือกเย็น สุขุม มีอารมณ์ดี เบิกบาน ความคิดสร้างสรรค์สูง สมาธิสูง มีความจำดี และมีพลังความคิดด้านบวกสูง มองโลกในแง่ดี (อ้างอิง: สำนักหอสมุดและศูนย์สารสนเทศวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) 

อุณหภูมิรอบตัวสร้างสุขภาพที่ดี สภาวะน่าสบายของคนเรา มีอุณหภูมิโดยรอบร่างกายอยู่ที่ช่วง 22-29OC และความชื้นสัมพัทธ์ 20-75% การทำให้รู้สึกสบายนั้น ต้องมีอุณหภูมิอากาศไม่สูงกว่าอุณหภูมิผิวของร่างกาย คือ 32OC เพื่อสามารถเกิดการระบายความร้อนสู่สภาพแวดล้อมได้ เป็นแนวทางการสร้างความสบายให้กับมนุษย์ และลดความแปรปรวนของอุณหภูมิโดยรอบร่างกาย เพื่อลดการปรับอุณหภูมิของร่างกาย อันเป็นสาเหตุหลักของความเจ็บป่วย ด้วยเหตุนี้ ธรรมชาติที่เรามักจะไป เช่น ป่า มักจะมีความชื้นจากดิน ร่มเงาต้นไม้ ทำให้อุณหภูมิโดยรอบเกือบอยู่ในช่วง “สภาวะน่าสบาย” ทำให้ร่างกายรู้สึกสบาย และไม่อ่อนเพลียจากการปรับอุณหภูมิไปมาของร่างกาย ทำให้เรารู้สึกเหมือนไปเติมพลังนั่นเอง

ที่กล่าวมานี้เป็นบางส่วนที่ซ่อนอยู่ในธรรมชาติ เป็นที่มาของ “ความรู้สึกดี” องค์ประกอบต่างๆ ในธรรมชาติรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสจนเกิดปฎิกิริยากับระบบประสาทต่างๆ ภายใน ส่งผลดีต่อสมองและระบบต่างๆของร่างกาย สร้างความสบาย ผ่อนคลาย นอกจากการการพาตัวเองไปหาธรรมชาติแล้ว เรายังสามารถนำความเข้าใจนี้ไปใช้ในการควบคุม กำหนด หรือคัดเลือกสิ่งที่อยู่รอบตัวของเราให้กระตุ้นประสาทการรับรู้ด้านต่างๆ อย่างเหมาะสม  เพื่อสร้างการรับรู้เชิงบวก ทำให้เรารู้สึกดีและมีความสุขได้จากการสร้างของเราเอง

 

ดร.สฤกกา พงษ์สุวรรณ (Dr.Sarigga Pongsuwan)

ฝ่ายวิจัยและพัฒนา

บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์คอร์ปอเรชั่น จำกัด  (กลุ่มบริษัท ดีที)

 

BALANCED LIVING – การอยู่อาศัยอย่างสมดุล

BALANCED LIVING – การอยู่อาศัยอย่างสมดุล

By RISC

การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศทำให้เกิดการขยายตัวของสังคมเมืองอย่างรวดเร็ว ดังจะเห็นได้ว่าใน 10 ปีที่ผ่านมามีโครงการที่อยู่อาศัยเกิดขึ้นมากมายเพื่อรองรับการใช้ชีวิตในเมือง จนบางครั้งอาจลดความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย

โครงการที่อยู่อาศัยที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิต ควรมีแนวคิดในการพัฒนาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัยทั้งระบบ ซึ่งมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน โดยอาจแบ่งเป็น 3 ด้านหลักดังนี้

1. ผู้อยู่อาศัย: การให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยที่ตอบสนองการใช้ชีวิต คำนึงถึงความปลอดภัย และสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจ โดยไม่ทำลายสภาพแวดล้อม

2. สังคม: การให้ความสำคัญกับการสร้างปฏิสัมพันธ์ภายในชุมชน สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ดูแลกันให้เกิดความปลอดภัย สร้างบรรยากาศที่ดีในการอยู่อาศัยร่วมกัน

3. สิ่งแวดล้อม: การให้ความสำคัญกับการดูแลสภาพแวดล้อม ลดการทำลายธรรมชาติ เพื่อสร้างความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการดำรงชีวิต

หลักคิดในการพัฒนาคุณภาพชีวิตทั้ง 3 ด้านที่กล่าวมานั้น หากมีการนำมาใช้ในทุกๆ ขั้นตอนของการพัฒนาโครงการ ตั้งแต่การกำหนดแนวความคิดของโครงการ การออกแบบ ไปจนถึงการก่อสร้างและใช้งาน ก็จะสามารถสร้างคุณภาพชิวิตที่ดีให้แก่ผู้อยู่อาศัยในโครงการและสังคมโดยรอบ ได้อย่างเป็นระบบสอดคล้องและส่งเสริมกัน  ตัวอย่างแนวคิดต่างๆ ที่มีการนำไปพัฒนาในโครงการ เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ได้แก่

1. แนวคิดการออกแบบให้ตอบสนองความต้องการของผู้อยู่อาศัยที่สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้ชีวิต แม้สภาพเมืองในปัจจุบันจะมีข้อจำกัดด้านพื้นที่และเศรษฐกิจ ทำให้ที่อยู่อาศัยมีขนาดเล็กลง แต่หากมีการออกแบบพื้นที่ใช้สอยที่คิดทุกรายละเอียดตามการใช้ชีวิตจริง จะทำให้เกิดพื้นที่ที่มีประสิทธิภาพ สามารถดำเนินชีวิตและทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างสะดวกสบาย ปลอดภัยและการสร้างเสริมสุขภาพกายและใจที่ดี เช่น การจัดรูปแบบครัวที่หมาะสมกับการทำอาหารของคนเมือง การออกแบบขนาดและตำแหน่งช่องหน้าต่างให้มีการระบายอากาศที่ดีทำให้คุณภาพอากาศภายในห้องดีขึ้น การออกแบบตู้เสื้อผ้าในพื้นที่จำกัดให้เก็บของที่จำเป็นได้เต็มพื้นที่

2. แนวคิดในการสร้างพื้นที่ที่เอื้อต่อการทำกิจกรรมร่วมกัน และสร้างสังคมที่น่าอยู่ ส่งเสริมการเกิดปฏิสัมพันธ์ของคนในชุมชน และรองรับการทำกิจกรรมกับสังคมโดยรอบ ให้เกิดการร่วมมือร่วมใจ ช่วยเหลือ และพึ่งพาอาศัยกัน เช่น การจัดพื้นที่ social lounge ให้เป็นจุดสังสรรค์ แลกเปลี่ยนความคิด และทำกิจกรรมร่วมกันสำหรับผู้อยู่อาศัยภายในอาคารและอาจเชื่อมต่อกับอาคารอื่นๆ ในโครงการหรือชุมชนโดยรอบได้

3. แนวคิดในการออกแบบที่คำนึงถึงสภาพแวดล้อมอย่างเหมาะสม นำเอาธรรมชาติที่อยู่รอบตัวมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น การนำแสงและลมธรรมชาติมาใช้ในอาคาร การบังเงาให้กัน นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการใช้วัสดุที่ไม่ส่งผลกระทบต่อผู้อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้วัสดุที่ปลอดสารพิษ หรือการใช้อุปกรณ์ประหยัดพลังงานและทรัพยากร

จากตัวอย่างข้างต้น จะเห็นได้ว่าการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยให้เกิดความสมดุลในปัจจัย 3 ด้านนั้น สามารถทำได้ตั้งแต่การวางแนวคิดโครงการ การวางผัง การออกแบบ การก่อสร้าง ไปจนถึงการเลือกใช้เทคโนโลยีต่างๆ ที่ช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตอย่างสอดคล้องและเกื้อหนุนกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งแนวคิดนี้หากขยายออกไปในแต่ละชุมชนหรือโครงการต่างๆ จะเกิดเป็นสังคมเล็กๆ เชื่อมโยงกันจนกลายเป็นชุมชนใหญ่ที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี

 

นดา ผลารักษ์

ฝ่ายวิจัยและพัฒนา กลุ่มบริษัทดีที

 

สถาปัตยกรรมระดับโลก (World Class Architecture)

สถาปัตยกรรมระดับโลก (World Class Architecture)

By RISC

อะไรคือสถาปัตยกรรมระดับโลก?

ความเป็นเลิศในแง่มุมทางสถาปัตยกรรม อาจถูกจำกัดความได้หลากหลายตามมุมมองและประสบการณ์ของคนที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจหมายถึงสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่เอาชนะกฎแห่งธรรมชาติได้ อาจเป็นสถาปัตยกรรมที่ออกแบบโดยบุคคลที่มีชื่อเสียง มีรูปทรงสวยงามโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ มีนวัตกรรมหรือแนวคิดในการออกแบบอันชาญฉลาด หรืออาจเพราะความประทับใจส่วนบุคคล

แต่การจะยกย่องให้สถาปัตยกรรมใดเป็นผลงานระดับโลก มักต้องเกิดจากข้อตกลงร่วมกันบางประการ หรือได้รับการยอมรับจากกลุ่มคนซึ่งเป็นตัวแทนสาขาวิชาชีพที่เกี่ยวข้องหรือสถาบันที่น่าเชื่อถือ  ดังเช่นการประกวดหรือการมอบรางวัล

การประกวดหรือการมอบรางวัล ด้วยเกณฑ์การตัดสินหรือมติจากการลงคะแนนเสียงให้กับผลงานการออกแบบทางสถาปัตยกรรม มีมากมายตั้งแต่ระดับประเทศ ระดับภูมิภาค จนถึงระดับสากล ตัวอย่างรางวัลที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ เช่น

ระดับประเทศ: รางวัลผลงานสถาปัตยกรรมดีเด่น (Gold Medal Awards) รางวัลสถาปัตยกรรมที่สมควรเผยแพร่ (Citation Awards) และรางวัลสถาปัตยกรรมสีเขียวดีเด่น (ASA Green Awards) โดย สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชินูปถัมภ์ 

ระดับภูมิภาค: รางวัล บีซีไอท๊อปเทน อวอร์ด (BCI Asia Top Ten Awards) รางวัล ฟิวเจอร์อาร์ค ไพรซ์ (FuturArc Prize) และรางวัล ฟิวเจอร์อาร์ค กรีน ลีดเดอร์ชิพส์ อวอร์ด (FuturArc Green Leadership Award) โดย กลุ่มบริษัทบีซีไอ (BCI Group of Companies)

ระดับสากล: รางวัลอาคารแห่งปี (World Building of the Year) และรางวัลโครงการในอนาคตแห่งปี (Future Project of the Year) จากงานเทศกาลสถาปัตยกรรมโลก (World Architecture Festival)

จากตัวอย่างรางวัลข้างต้น จะเห็นแนวโน้มของการให้ความสำคัญกับความ “เขียว” มากขึ้นในทุกระดับ ซึ่งมิได้มุ่งเน้นเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่หมายรวมถึงผลกระทบองค์รวมของการใช้ทรัพยากรตั้งแต่การออกแบบ การก่อสร้าง และการใช้งานอาคาร ที่ส่งผลต่อสภาพแวดล้อม คุณภาพชีวิต และสังคมเป็นที่ตั้ง ดังจะเห็นได้จากการเปรียบเทียบเกณฑ์การตัดสินและตัวอย่างผลงาน ดังนี้

สำหรับงานเทศกาลสถาปัตยกรรมโลก (World Architecture Festival) นับว่าเป็นรายการสำคัญที่มีผู้คนให้ความสนใจเข้าร่วมส่งผลงานมากกว่า 50 ประเทศ และได้รับเกียรติจากสถาปนิกชั้นนำเข้าร่วมตัดสินผลงานกว่า 75 ท่าน จากทั่วทุกมุมโลก เกณฑ์การตัดสินยังไม่มีการเผยแพร่อย่างเป็นทางการ ส่วนการให้รางวัลมี 2 ประเภทหลัก คือ อาคารที่สร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว และโครงการในอนาคต แบ่งตามสาขาวิชา ได้แก่ ศูนย์ชุมชน (Civic and community) อาคารด้านวัฒนธรรม (Culture) นิทรรศการ (Display) สุขภาพ (Health) สถานพักผ่อน (Holiday and Leisure) ที่อยู่อาศัย (Residential) ภูมิสถาปัตยกรรมและการวางผัง (Landscape and Masterplanning) สำนักงาน (Office) ศูนย์การค้า (Commercial) สถานศึกษา (Education) อาคารทางศาสนา (Religion) สนามกีฬา (Sport) โครงสร้างพื้นฐานและการขนส่ง (Infrastructure and Transport) เป็นต้น

และสำหรับปี พ.ศ. 2557 นี้ การจัดงานเทศกาลสถาปัตยกรรมโลกพร้อมด้วยการประกาศผลรางวัลสถาปัตยกรรมแห่งปีได้เสร็จสิ้นลงแล้วเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งรางวัลที่โดดเด่นที่สุดในงาน คือ อาคารแห่งปี ได้แก่ผลงาน The Chapel ออกแบบโดย a21studio จากประเทศเวียดนาม

The Chapel ถูกออกแบบให้ตอบสนองความต้องการของคนในชุมชนย่านชานเมืองโฮจิมินห์ เป็นศูนย์กลางเพื่อการพบปะสังสรรค์และจัดงานสำคัญต่างๆ มีการนำโครงเหล็กและแผ่นเหล็กจากอาคารเก่าของเจ้าของโครงการกลับมาใช้ใหม่เป็นโครงสร้างหลักและเปลือกอาคาร ทำให้ลดระยะเวลาและงบประมาณในการก่อสร้างลงได้ โครงสร้างเหล็กรูปต้นไม้ช่วยให้อาคารดูโปร่งโล่ง และด้วยสีสันของม่านที่หลากหลายช่วยเพิ่มความสดใสมีชีวิตชีวาให้กับบรรยากาศภายในอาคาร

และอีกหนึ่งรางวัลคือ โครงการในอนาคตแห่งปี ได้แก่ผลงาน Art Gallery of Greater Victoria ออกแบบโดย 5468796 Architecture + number TEN architectural group จากประเทศแคนาดา

Art Gallery of Greater Victoria คือแนวคิดการปรับปรุงอาคารเก่าสำหรับเป็นห้องแสดงงานศิลปะในอนาคต มีความต้องการให้ความเป็นเมืองได้ถูกสอดแทรกเข้ามาในพื้นที่ซึ่งเป็นย่านชานเมือง โดยยังคงไว้ซึ่งลักษณะพื้นถิ่น และเก็บรักษาต้นไม้เดิมไว้ ปรับปรุงส่วนผนังให้เป็นกระจกใสโดยรอบเพื่อดึงความสนใจจากผู้คนทุกทิศทาง สร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างภายนอกกับภายใน หลังคาประดับด้วยไม้ซี่เล็กๆที่ช่วยบังแดดให้กับผลงานศิลปะ แต่ยอมให้แสงสว่างสะท้อนลอดเข้ามายังภายในได้ สร้างบรรยากาศคล้ายการเดินใต้ร่มไม้ในพื้นที่ป่าที่หาชมได้ยากและแตกต่างจากอาคารอื่นในย่านนั้น

จากเกณฑ์การตัดสินและตัวอย่างผลงานสถาปัตยกรรมที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลข้างต้น จะเห็นได้ว่ามีการให้ความสำคัญต่อบริบททางด้านคน สังคม และทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี สภาพสังคมที่เหมาะสม ระบบนิเวศที่ยั่งยืน และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต หมายความได้ว่า สถาปัตยกรรมระดับโลกอาจไม่จำเป็นต้องเป็นอาคารใหญ่โต หรูหราอลังการ ประดับประดาฟุ่มเฟือย หรืออยู่เหนือธรรมชาติแต่อย่างใด แม้เป็นเพียงอาคารเล็กๆ เรียบง่าย หากแฝงไว้ซึ่งความคิด ความใส่ใจ ใช้ประโยชน์จากสิ่งรอบข้างอย่างคุ้มค่า และสามารถตอบโจทย์ความต้องการของคนและสังคมได้อย่างตรงประเด็น สิ่งก่อสร้างนั้นจักสามารถเป็นสถาปัตยกรรมที่ผู้ออกแบบควรภาคภูมิใจไม่แพ้สุดยอดผลงานระดับโลกใดใด

 

สริธร อมรจารุชิต (Saritorn Amornjaruchit)

ฝ่ายวิจัยและพัฒนา

บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์คอร์ปอเรชั่น จำกัด  (กลุ่มบริษัท ดีที)

 

สถาปัตยกรรมเชื่อมต่อความสัมพันธ์พื้นที่ริมน้ำ

สถาปัตยกรรมเชื่อมต่อความสัมพันธ์พื้นที่ริมน้ำ

By RISC

การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยากำลังเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณย่านคลองสาน ถนนเจริญกรุง ถนนเจริญนคร และถนนพระรามสาม เพราะมีปัจจัยพื้นฐานที่ครบถ้วน เช่น มีเส้นทางสัญจรที่สะดวกในการเข้าสู่พื้นที่ใจกลางธุรกิจอย่างสีลมและสาทร เป็นสถานที่ตั้งของสถานที่ราชการและสถานศึกษาต่างๆ เป็นพื้นที่ที่ประชากรมีกำลังซื้อสูง และมีการเจริญเติบโตของย่านการค้าอย่างต่อเนื่อง ทำให้พื้นที่บริเวณนี้กำลังจะกลายเป็นศูนย์กลางความเจริญใหม่อีกแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ที่ประกอบด้วยโครงการอสังหาริมทรัพย์ประเภทศูนย์การค้า สำนักงาน และที่พักอาศัยหลากหลายประเภท เช่น โรงแรม และคอนโดมิเนียม 

เดิมพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในบริเวณดังกล่าว พบว่ามีทั้งแหล่งวัฒนธรรมและชุมชนโบราณริมแม่น้ำที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ เพื่อคงเอกลักษณ์ของความเป็นพื้นที่ริมน้ำเดิมไว้ ถึงแม้วิถีชีวิตจากชุมชนเดิมอาจมีการเปลี่ยนแปลง และถูกพัฒนาในแง่ของความเจริญในภาคธุรกิจมากขึ้น เรื่องคุณภาพชีวิตก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ควรคำนึงถึง ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่จะคำนึงถึงผลประโยชน์ที่ได้ในภาคธุรกิจเป็นหลัก โดยขาดการคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของชุมชนใหม่ที่เกิดขึ้นและชุมชนริมน้ำเดิมที่อยู่รอบบริเวณโครงการ

วิธีหนึ่งที่นานาประเทศเลือกที่จะพัฒนาควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงการริมน้ำ คือ การฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่ริมน้ำ ให้เป็นพื้นที่สาธารณะที่ส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมร่วมกันของผู้อยู่อาศัยในย่านนั้นๆ โดยแนวคิดนี้ไม่ได้ถูกจำกัดเฉพาะสำหรับผู้พัฒนาเมืองเท่านั้น แต่สามารถประยุกต์ใช้ได้ถึงแม้จะเป็นผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ประกอบกับพื้นที่ริมน้ำในบริเวณที่กล่าวไปแล้วข้างต้นนี้ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ซึ่งยากแก่รัฐจะเข้าไปพัฒนาให้เกิดความเชื่อมโยงของแนวคิดในการฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่สาธารณะริมน้ำ โดยการฟื้นฟูและพัฒนาสามารถเกิดขึ้นได้ในหลายรูปแบบ เช่น ลานกิจกรรมหรือลานแสดงสินค้าของศูนย์การค้า (Retail plaza) สวนสาธารณะและสนามเด็กเล่น (Park and playground) พื้นที่แสดงผลงานศิลปะ (Gallery) พิพิธภัณฑ์ (Museum) พื้นที่ส่งเสริมความรู้ (Learning space) หรือศูนย์กีฬา (Sport hub) เป็นต้น

ลักษณะพื้นที่สาธารณะริมน้ำในปัจจุบันเริ่มจะมีให้เห็นอยู่บ้าง ตัวอย่างเช่นการพัฒนาโครงการในรูปแบบของศูนย์การค้าแนวราบ ที่กลายเป็นย่านการค้าและสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ในชุมชน ทั้งยังสามารถบอกเล่าเรื่องราวประวัติความเป็นมาของชุมชนในพื้นที่เดิมได้ ผ่านทางลักษณะของสถาปัตยกรรมและพื้นที่ใช้สอยต่างๆ ภายในโครงการ ทำให้เกิดกิจกรรมและปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มคนในชุมชนเดิมและกลุ่มคนในเมืองใหม่ นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่มีความใส่ใจถึงผลประโยชน์ของชุมชนเป็นที่ตั้ง มุ่งเน้นพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้ดีขึ้น ก่อให้เกิดการพัฒนาสังคมที่น่าอยู่อย่างยั่งยืน

 

Story by Anchisa Suntijitto, Researcher / R&D Department, DT Group of Companies 

อัญชิสา สันติจิตโต, นักวิจัย

 

© 2020 Magnolia Quality Development Corporation Limited - A DTGO Company
Result
Confirmation
Confirmation