Knowledge - RISC

Knowledge

is Power

Highlight

Health and Wellness

ลด “เสียงรบกวน” ในบ้านกันเถอะ

Health and Wellness

แสงธรรมชาติ ... เพื่อสุขภาพ

Health and Wellness

เรามาทำบ้านให้ ‘ปลอดเชื้อรา’ กันเถอะ” (2)

Recent Articles 2020

เชื้อราทำให้เราป่วยได้อย่างไร (1)

เชื้อราทำให้เราป่วยได้อย่างไร (1)

By RISC | 3 months ago

เชื้อราทำให้เราป่วยได้อย่างไร (1)   สวัสดีค่ะ เนื้อหาตอนนี้เราจะมาคุยกันถึงสิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า “เชื้อรา” กันนะคะ ยิ่งเฉพาะหลังน้ำท่วมทำให้เรามีโอกาสได้เจอเจ้าเชื้อรากันบ่อยและเยอะจนน่ากลัวเลยนะคะ แต่จริงๆ แล้วไม่ต้องมีน้ำมาท่วมบ้าน ในบ้านเราก็มีเชื้อรานี้กันอยู่แล้วค่ะ เพียงแต่มากหรือน้อย หรือเป็นชนิดที่เป็นอันตรายต่อเราหรือไม่เท่านั้นเองค่ะ ที่สำคัญมันส่งผลเสียอะไรกับเราบ้าง และจะทำให้บ้านของเราไม่เกิดเชื้อราได้อย่างไร   เชื้อรามาจากไหน? ก่อนอื่นเราต้องรู้ว่า “เชื้อรา” มาจากไหน เกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะการรู้ที่มาและการเกิด จะทำให้เราควบคุมให้ “ไม่เกิดเชื้อรา” ได้จากต้นเหตุจริงๆ เรามาดูกันนะคะ ว่าอะไรคือองค์ประกอบที่ทำให้ “เกิดเชื้อรา” ได้แก่   1.      น้ำหรือความชื้น น้ำ เปรียบเสมือน “อาหาร” มื้อหลักของเชื้อรา ไม่ว่าจะเป็นน้ำในรูปของ “ของเหลว” “ไอน้ำ” หรือ “การควบแน่น” น้ำหรือความชื้นมีผลต่อการเจริญเติบโตของเชื้อรา เมื่อพื้นผิวของวัสดุ (ที่เป็นอาหารของเชื้อรา) มีความชื้นสัมพัทธ์ 90-100% จะเป็นช่วงที่เชื้อราเติบโตได้ดี และช่วงความชื้นสัมพัทธ์ 40-60% จะเป็นช่วงที่เชื้อรามีการเติบโตน้อย นั่นคือ ช่วงเวลาบ่ายๆ ของเมืองไทยเรา (ฝนไม่ตก) และช่วงที่เปิดเครื่องปรับอากาศ 2.      อาหารของเชื้อรา อาหารสำคัญของเชื้อรา ได้แก่ วัสดุก่อสร้าง วัสดุตกแต่งภายในอาคาร และฝุ่น ซึ่งฝุ่นนี้เองที่เป็นที่อยู่ของเชื้อราบางชนิดได้เป็นอย่างดี เมื่อมีความชื้นสูงเชื้อราจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นที่มาของกลิ่นอับภายในห้อง นอกจากนั้น เมื่อฝุ่นเกาะตามผิววัสดุต่างๆ แม้วัสดุที่ไม่ดูดซับน้ำ เช่น กระจก พลาสติก ก็จะทำให้เกิดเชื้อราตามผิววัสดุดังกล่าวได้อีกด้วย 3.      อุณหภูมิ อุณหภูมิ เสมือนเป็น ตัวเร่งให้เชื้อราเจริญเติบโต ซึ่งเชื้อราแต่ละชนิดชอบช่วงอุณหภูมิที่ต่างกัน แต่ส่วนใหญ่มีช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตของเชื้อราอยู่ที่ 15-30 องศาเซลเซียส[1] แต่ถ้าใช้อุณหภูมิ 60-63 องศาเซลเซียส[2] เป็นระยะเวลา 30 นาที จะสามารถฆ่าเชื้อราได้ สรุปการเกิดเชื้อรา พบว่า ความชื้น มีอิทธิพลต่อการงอกและเติบโต (Germination) ของเชื้อรามากที่สุด รองลงมาคือวัสดุ หรืออาหารของเชื้อรา และสุดท้ายคือ อุณหภูมิ ดังนั้น วิธีการลดการเกิดเชื้อราภายในบ้านของเรา สามารถทำได้ตั้งแต่การออกแบบบ้าน การก่อสร้างและการใช้งานภายในบ้านที่ไม่เป็นต้นเหตุของการเกิดเชื้อรา ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมความชื้นที่เข้าสู่บ้านในส่วนต่างๆ จนลดการเกิดแหล่งเพาะพันธ์เชื้อราอันมีผลต่อคุณภาพอากาศภายในอาคารได้นั่นเอง   เชื้อรามีผลต่อสุขภาพเราจริงเหรอ? หลายคนคงมีคำถามว่า “ มีเชื้อราในบ้าน...แล้วยังไง? ” กระทรวงสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกา (US EPA)[3] ได้มีการวิจัยและสำรวจ พบว่า ผู้ป่วยโรคหอบหืด 21.8 ล้านคนทั่วประเทศ มี 4.6 ล้านคน หรือเกือบ 1 ใน 5 ส่วน ที่ระบุได้ว่า ความชื้นและเชื้อราภายในบ้านเป็นตัวการที่ทำให้เป็นโรคหอบหืด นอกจากนั้น สปอร์และเส้นใยของเชื้อราก็ยังเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งและโรคระบบทางเดินหายใจต่างๆ อีกด้วย จากการที่สปอร์เชื้อราเป็นส่วนที่ใช้ในการแพร่พันธุ์ อนุภาคสปอร์จะลอยไปยังที่ต่างๆ ตามอากาศ น้ำ สัตว์เลี้ยง และยังปะปนเข้าสู่ระบบปรับอากาศของบ้านนั่นเอง สารพิษจากเชื้อราก่อให้เกิดการระคายเคืองที่ระบบทางเดินหายใจและเยื่อบุตา ปวดหัว วิงเวียนศีรษะ หลอดลม ทำให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อน อันนำมาซึ่ง โรคอาคารป่วย (Sick Building Syndrome) โรคหอบหืด โรคภูมิแพ้ และโรคปอดอักเสบจากภูมิแพ้     เราคงไม่คิดว่าการนั่งอยู่ในบ้านอันแสนสุขของเรา จะทำให้เราป่วยได้ แต่จากข้อมูลจะเห็นว่า “เชื้อรา” เป็นสาเหตุของการเจ็บป่วย แต่เราสามารถห่างไกลจากเชื้อราได้ด้วยการ “ตัดวงจร” การเกิดเชื้อราทั้ง 3 ส่วนนั้นไม่ให้มาเจอกัน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกวัสดุ ลดการสะสมของฝุ่น การลดความชื้นภายในบ้านของเรา หรือแม้แต่การควบคุมให้อากาศภายในบ้านของเราอยู่ในช่วงที่ “เชื้อราไม่ชอบ” เนื้อหาตอนนี้สร้างความเข้าใจการเกิดเชื้อราและผลเสียต่อสุขภาพแล้ว เนื้อหาตอนต่อไปจะเป็นการแนะนำเทคนิคการทำให้บ้านของเรา “ปลอดเชื้อรา” โดยการตัดวงจรของการเกิดเชื้อรา จนสามารถ “ป้องกัน” หรือ “ลด” เชื้อราให้กับบ้านของเราได้ ซึ่งเป็นการลดแนวโน้มความเจ็บป่วยให้กับคนในบ้านของเรานั่นเอง อ้างอิง  [1] http://www.wbdg.org/resources/env_iaq.php [2] Olaf C.G. Adan  and Robert  A. Samson,” Fundamentals of mold growth in indoor environments and strategies for healthy living”,Wageningen Academic Publishers  ,the Netherlands, 2011. [3] David Mudarri and William J. Fisk,” Public Health and Economic Impact of Dampness and Mold”, in Indoor Air Journal, vol. 17, p 226-235, 2007.   แบ่งปันข้อมูล : ฝ่ายวิจัยและพัฒนา บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์  คอร์ปอเรชั่น จำกัด http://www.magnolia.co.th

76 viewer
เลือกพรมอย่างไร...ให้ไกล “ภูมิแพ้”

เลือกพรมอย่างไร...ให้ไกล “ภูมิแพ้”

By RISC | 3 months ago

จากเนื้อหาในชุด “บ้านสบายกาย” เราได้มีการเน้นย้ำให้เข้าใจถึงสภาพอากาศของบ้านเรากันมาแล้วว่า“เมืองไทย” ของเราเป็น “เมืองร้อนชื้น” ความร้อนและความชื้นในอากาศนี้เองที่นอกจากจะส่งผลต่อความเย็นสบายภายในบ้านของเราแล้ว ยังส่งผลต่อสุขภาพของเราอีกด้วย สิ่งที่กระทบกับสุขภาพของคนในบ้านโดยตรง คือ วัสดุภายในบ้าน การเลือกใช้วัสดุจึงต้องเป็นวัสดุที่ไม่ดูดซับความร้อน และความชื้นในอากาศ เพื่อวัสดุจะไม่สะสมความชื้นจนทำให้วัสดุเสื่อมและเกิดเชื้อรา นอกจากนั้น เมืองไทยของเรายังมีปริมาณฝุ่นในอากาศสูง การเลือกวัสดุจึงต้องไม่สะสมฝุ่นละอองอีกด้วย ทั้งหมดนับเป็นสาเหตุหลักของคุณภาพอากาศภายในอาคาร ส่งผลต่อการเกิดโรคทางเดินหายใจต่างๆ เช่น โรคภูมิแพ้ โรคยอดนิยมของคนในยุคสมัยนี้   การตกแต่งบ้านที่นิยมกันมาก คือ การปู “พรม” ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัยโดยตรง คือ 1.      เป็นแหล่งสะสมของฝุ่น ไรฝุ่น เชื้อรา แบคทีเรีย 2.      มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ หรือกลิ่นอับ 3.      มีสารเคมีระเหยจากวัสดุพรมและกาวที่ใช้ติดตั้ง แต่สาเหตุเหล่านี้ล้วนเกิดจาก การเลือกวัสดุอย่างไม่เหมาะสม กับการใช้งาน สภาพแวดล้อม การติดตั้งที่ไม่ถูกต้อง การเลือกวัสดุที่ไม่มีคุณภาพ การไม่ดูแลบำรุงรักษา   หลักเกณฑ์ในการเลือกพรม ให้เหมาะสมกับสภาพอากาศเมืองร้อนชื้น และการใช้งานแบบคนไทย สรุปได้ดังนี้ 1.      คุณสมบัติต้านทานความชื้น และเชื้อรา  เลือกพรมที่สามารถระบายความชื้นได้เร็ว ไม่ดูดซับความชื้นเก็บไว้ ซึ่งเทคโนโลยีในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นนาโนเทคโนโลยี อนามัยและความสะอาด สามารถที่จะบูรณาการวิธีการและสารป้องกันเชื้อราและความชื้นลงในตัววัสดุ เช่น พรมที่ต้านความชื้น ฯลฯ  2.         ขนพรมชนิดขนสั้น พรมที่มีขนยาว เป็นการเพิ่มพื้นผิวให้เก็บและสะสมทั้งฝุ่นและความชื้นมากขึ้น และยังดูแลรักษายากอีกด้วย หรือตามรูปในบทความ (รูปที่ 1 ) ที่มีชนิดห่วง ชนิดนี้เป็นชนิดที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะเส้นลักษณะห่วงนี้จะสะสมฝุ่นและความชื้นไว้ในเนื้อพรมสูง 3.      วัสดุทำพรม หลีกเลี่ยงชนิดที่ทำจากขนสัตว์ชนิดต่างๆ หรือพวกเส้นใยจากพืช เพราะเป็น “แหล่งอาหารที่ดีให้กับเชื้อรา” สาเหตุหลักของภูมิแพ้เลยทีเดียว ปัจจุบันมีการคิดค้นวัสดุใหม่ไม่ว่าจะเป็นใยสังเคราะห์ ใยพีวีซี ที่ผลิตและควบคุมสารต่างๆ ให้ไม่สะสมฝุ่น และไม่สะสมความชื้นได้อีกด้วย นอกจากนั้น ก่อนการเลือกพรม อาจจะถามจากผู้ขายก่อนเสมอในเรื่องต่างๆ เช่น วัสดุติดไฟหรือลามไฟหรือไม่ พรมมีสาร VOCs หรือ Formaldehyde ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่ หรือขอดูใบรับรองด้านสุขภาพต่างๆ และคุณสมบัติต่างๆ จากผู้ขายก่อนซื้อ จากหลักในการเลือกพรม จะทำให้เราไม่เกิดปัญหาความชื้น ฝุ่น ละออง และมากไปกว่านั้นคือเชื้อรา แบคทีเรียที่สะสมอยู่ในพรม ทำให้คุณภาพอากาศภายในบ้านของเราดี ลดแนวโน้มความเจ็บป่วยของคนในบ้านลงได้ สิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือ ต้องขยันนำพรมมาทำความสะอาด ดูแลรักษาให้เหมาะกับเส้นใยและรูปแบบของพรม จะช่วยลดแนวโน้มการสะสมฝุ่นและเชื้อโรคต่างๆ ได้อีกมาก ทำให้อากาศภายในบ้านของเราปลอดจากสิ่งที่จะทำให้เกิดภูมิแพ้ได้แน่นอนค่ะ   แบ่งปันข้อมูล : ฝ่ายวิจัยและพัฒนา บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์  คอร์ปอเรชั่น จำกัด http://www.magnolia.co.th

134 viewer
ห้องอะไร อยู่ทิศไหน ...... ถึงจะดี?

ห้องอะไร อยู่ทิศไหน ...... ถึงจะดี?

By RISC | 3 months ago

    หลายคนรู้ว่าแดดมาทางไหน ลมมาจากทางไหน ซึ่งแดดกับลมในแต่ละเดือนมีเปลี่ยนทิศอีก อาจทำให้มีคำถามในใจว่า “สรุปแล้วบ้านเรานี่ควรหันหน้าทางไหน ห้องอะไรต้องอยู่ทิศไหนกันแน่ ... ถึงจะเย็นสบาย?” เราจึงได้ทำผังสรุปตำแหน่งห้องที่เหมาะสม ห้องอะไรอยู่ทิศไหนถึงจะเย็นได้ตลอดทั้งปีกันนะคะ ห้องที่ใช้งานประจำช่วงกลางวัน การวางอาคารให้ห้องที่ใช้ประจำหันไปทางทิศเหนือและมีพื้นที่ต่อเนื่องไปทางทิศใต้เนื่องจากทิศเหนือเป็นทิศที่มีแสงสว่างตามธรรมชาติโดยไม่มีแสงแดดเข้ามาตลอดทั้งวัน ทำให้เวลากลางวันมีแสงสว่างโดยไม่ต้องเปิดไฟ และการเปิดรับแสงธรรมชาติ สามารถลดแนวโน้มภาวะเครียด/ซึมเศร้าให้คนในบ้านได้อีกด้วย นอกจากนั้นพื้นที่ควรเชื่อมต่อไปทางทิศใต้เพื่อให้ได้รับลมประจำจากทั้ง 2 ทิศทาง (ช่วงฤดูหนาวมีลมประจำทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ  ช่วงฤดูร้อนมีลมประจำทางทิศตะวันตกเฉียงใต้) ห้องครัว ห้องน้ำ ห้องเก็บของ ให้อยู่ในทิศที่ร้อนที่สุดของบ้าน คือทิศตะวันตก เพื่อให้กั้นความร้อนจากด้านนั้นไว้ ช่วยให้ห้องอื่นๆ ที่อยู่ต่อเนื่องไม่ได้รับความร้อนโดยตรง ห้องนอน อยู่ในทิศที่มีสามารถมีช่องเปิดทางทิศตะวันออกได้ เพื่อสร้างการรับรู้ช่วงเวลาของวัน และการรับคลื่นแสงขาว (Blue Wave) จากแสงธรรมชาติ เพื่อร่างกายสร้างสารเคมีกระตุ้นสมอง ลดอาการซึมเศร้า ลดอาการเครียด เหมาะทั้งต่อคนทำงานที่มีภาวะเครียด และผู้สูงอายุที่มีอาการซึมเศร้าจากฮอร์โมนไม่สมดุล และถ้าเป็นไปได้ให้ห้องนอนมีด้านที่ติดกับสวนด้วย เพื่อได้ยินเสียงใบไม้ เสียงน้ำ เสียงลมพัด จะช่วยให้คลื่นสมองสงบลง สร้างความรู้สึกผ่อนคลาย     สวน การปลูกต้นไม้ควรทำรอบบ้านเพื่อสร้างร่มเงา แต่ต้องเลือกรูปทรงต้นไม้ให้เหมาะสมกับทิศทางต้นไม้ทางทิศตะวันตก (และตะวันออก) ต้องเป็นต้นไม้ที่มีใบตั้งแต่โคนต้น เพื่อบังแดดที่เอียงต่ำ สร้างร่มเงาให้กับบ้าน ส่วนต้นไม้ทางทิศใต้ ต้องเป็นต้นไม้มีใบพุ่มหนาด้านบนเพื่อสร้างร่มเงา มีลำต้นสูงโปร่งเพื่อให้ลมพัดผ่านเข้าบ้านได้ แต่นอกจากต้นไม้แต่ละทิศแล้วสวนควรอยู่ในทิศใต้ เมื่อมีการปลูกหญ้า ต้นไม้ บ่อน้ำ จะทำให้สวนมีอุณหภูมิลดลง ลมประจำทางทิศใต้จะพัดพาลมเย็นเข้าสู่ตัวบ้านได้ และหากปลูกดอกไม้หอม จะพัดพากลิ่นหอมเข้ามาในบ้านอีกด้วย ที่จอดรถ อยู่ในทิศที่ไม่มีลมผ่าน หรือไม่มีลมพัดเอาไอเสียจากรถยนต์พาเข้าไปข้างในบ้านได้ เช่น ทิศตะวันออกเฉียงใต้ หรือตะวันตกเฉียงเหนือ   จากข้อสรุปตำแหน่งห้องกับทิศทางของบ้านนี้ นอกจากจะได้ประโยชน์เรื่องป้องกันความร้อนให้บ้านช่วยสร้างความรู้สึก “สบาย” ให้กับคนที่อยู่ในบ้านแล้ว ยังมีแนวคิดทางด้านจิตวิทยาแทรก ทำให้นอกจากจะ “สบายกาย” แล้ว ยังทำให้ “สบายใจ” ได้อีกด้วย เพื่อนๆ ลองเอาไปปรับทำที่บ้านกันนะคะ   แบ่งปันข้อมูล: ฝ่ายวิจัยและพัฒนา  บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด    

142 viewer
สีสัน ... สร้างสุข

สีสัน ... สร้างสุข

By RISC | 3 months ago

เพื่อนๆ หลายคนคงอาจจะเคยมีคำถามว่า “เรามองเห็นสีได้อย่างไร...?”   แสงที่มองเห็นเป็นสีต่างๆ นี้ เกิดจากความยาวคลื่นและความถี่ที่ต่างกัน ทำให้มองเห็นสีต่างๆ ผ่านจอประสาทตา ปริมาณของแสงมากพอจนเกิดการรับรู้ และกระตุ้นไปยังประสาทสัมผัสส่วนต่างๆ ส่งไปยังสมอง เกิดความรู้สึก จนกลายเป็นการตีความจากสีนั้นๆ ที่เราเห็นไป เรามา รู้จัก “สี” กัน ว่ามีผลต่อความรู้สึกของเราได้อย่างไร ???               จากการรวบรวมข้อมูลงานวิจัยที่น่าเชื่อถือต่างๆ แสดงให้เห็นชัดเจนว่า สีต่างๆ มีอิทธิพลต่อการทำงานของระบบประสาท เราจะขอเลือกผลงานวิจัยที่น่าสนใจให้เพื่อนๆ ได้เห็นถึงอิทธิพลของสีต่อร่างกายของเราในด้านต่างๆ กันนะคะ Faber, B.,1950  พบว่า แสงและสีมีอิทธิพลทางชีววิทยาต่อพืช สัตว์และมนุษย์ โดยสีที่สว่างและอบอุ่นจะกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติ ทำให้เพิ่มความดันโลหิต ชีพจร และอุณหภูมิร่างกาย และยังวิจัยพบว่า สีฟ้าเหมาะเป็นสีห้องนอน โดยเฉพาะห้องคนนอนไม่หลับ เพราะให้ความรู้สึกสงบเยือกเย็น นอกจากนั้นการใช้ยาสีฟ้า (ยาหลอก) เป็นยานอนหลับยังได้ผลดีอีกด้วย Chute, 1979  พบว่า สีเป็นส่วนประกอบในการเรียนรู้ของมนุษย์ การใช้เวลาในการดูภาพให้เกิดการเรียนรู้ขึ้นอยู่กับความสลับซับซ้อนและความยากง่ายของภาพ Kow, 2010  พบว่า ห้องสีชมพู ทำให้อารมณ์สงบลง การเต้นของหัวใจช้าลง ความเครียดและความก้าวร้าวลดลง เมื่ออยู่ในห้องนาน 15 นาที และจะสงบอย่างต่อเนื่องไปอีก 30 นาที นอกจากนั้น ยังมีการศึกษาและเผยแพร่ข้อมูลโดยกระทรวงสาธารณสุขเกี่ยวกับ “สีบำบัด” ของ นายแพทย์สมเกียรติ ศรไพศาล ที่เขียนไว้ใน ปี 2552 สรุปผลของสีต่างๆ ต่อระบบการทำงานของร่างกาย ดังนี้ สีเหลือง   เยียวยาอาการท้อแท้ ระบบการย่อยอาหารทำงานดีขึ้น สีส้ม        บรรเทาอาการซึมเศร้า รักษาหอบหืด สีแดง      เพิ่มพลังแห่งชีวิต สร้างเม็ดเลือดแดง สีม่วง       สร้างแรงบันดาลใจ ปรับสมดุลในร่างกาย สีเขียว     คลายเครียด ลดความดันโลหิต สีน้ำเงิน   บรรเทาความดันสูง สีฟ้า        บรรเทาโรคปอด   จากผลการวิจัย จะเห็นว่า สี มีความสำคัญมากกว่าที่ตามองเห็น แต่สามารถไป กระตุ้นระบบต่างๆ ภายในร่างกายของเราได้ และส่วนนี้เองหากเราเข้าใจจะสามารถเลือกสีสันต่างๆ เพื่อช่วยในการกระตุ้นการทำงานของร่างกาย และกระตุ้นความรู้สึกดีๆ จากการทำงานส่วนลึกของสมองเราได้อีกด้วย ดังนั้น เรามาลองจับคู่สีให้เหมาะกับกิจกรรมในห้องต่างๆ ภายในบ้านเรากันเถอะค่ะ สีส้ม - ห้องทานอาหาร มีความสัมพันธ์กับความอยากอาหาร จึงเป็นที่นิยมใช้ในการตกแต่งร้านอาหาร แสดงความสดใสร่าเริง หรือเรียกร้องความสนใจ จึงนิยมใช้ในการตกแต่งห้องต่างๆ ภายในบ้าน สีม่วง - ห้องพระ ห้องศิลปะ ทำให้เกิดสมาธิ ดึงจิตเข้าสู่ภายใน ยกระดับจิตใจ/จิตวิญญาณ ความสงบ ความเชื่อ ผ่อนคลาย เกิดความคิดสร้างสรรค์ สีชมพู – ห้องทำงาน อ่านหนังสือ ทำให้อารมณ์สงบลง การเต้นของกล้ามเนื้อหัวใจช้าลง ลดความเครียด (หากสำหรับที่ทำงาน สีชมพูเหมาะอย่างยิ่งในการเป็นห้องประชุม ทำให้กระตือรือร้น ลดความก้าวร้าวลง) สีฟ้า - ห้องนอน ห้องทำงาน ช่วยให้จิตใจกระชุ่มกระชวย บรรเทาความเศร้าและช่วยกล่อมจิตใจให้เบิกบานทั้งยังช่วยลดอุณหภูมิของร่างกายและความดันโลหิตได้เล็กน้อย ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดและทำให้รู้สึกเย็นสบาย             สีเขียว - ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ช่วยให้ระบบประสาท ประสาทตา กล้ามเนื้อตาผ่อนคลาย การหายใจจะช้าลง อุณหภูมิของผิวหนังและอัตราการเต้นของหัวใจจะช้าลง รู้สึกสงบ ร่มเย็น มีชีวิตชีวา การมองสีต่างๆ ผ่านจอประสาทตา เกิดการกระตุ้นสมอง ส่งผลต่อความรู้สึก จิตใจ ฮอร์โมน และอารมณ์ต่างกัน เราสามารถเลือกสีเหล่านั้นมากระตุ้นให้กลายเป็นความรู้สึกที่ดี ลดอาการเครียด ลดความกังวล ผ่อนคลาย ไม่หงุดหงิด กินได้ นอนหลับ ทำให้เรามีความสุขมากขึ้นได้อีกด้วย เพื่อนๆ จะลองเอาแนวคิดนี้ไปเปลี่ยนสีสันในบ้านเพื่อให้เกิดความรู้สึกดีๆ กันก็ได้นะคะ   แบ่งปันข้อมูล : ฝ่ายวิจัยและพัฒนา บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด http://www.magnolia.co.th/th/project/story.php

129 viewer
© 2020 Magnolia Quality Development Corporation Limited - A DTGO Company
Result
Confirmation
Confirmation