Knowledge - RISC

All Articles

การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ของนักพัฒนา

By RISC

การมีชีวิตของมนุษย์คนหนึ่ง ต้องหายใจ ต้องการบริโภคและอุปโภคปัจจัยสี่เพื่อการดำรงชีวิต นับได้ว่าเป็นการใช้ทรัพยากรของโลกอยู่ทุกวินาที

โดยเฉพาะหากเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ด้วยแล้ว ยิ่งมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เรา MQDC ได้ตั้งคำถามถึงผลกระทบต่อทรัพยากรโลกจากการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย การโยกย้ายภูเขาหินเพื่อสร้างแท่นคอนกรีตขนาดใหญ่ การตัดไม้เพื่อเปลี่ยนเป็นวัสดุก่อสร้างอาคาร การผลิตขยะจากกระบวนการก่อสร้าง อีกทั้งก่อให้เกิดมลพิษในดิน น้ำ และอากาศ ทุกกิจกรรมล้วนเป็นการทำลายสิ่งเดิมเพื่อสร้างสิ่งใหม่ แล้วเราในฐานะนักพัฒนาควรแสดงความรับผิดชอบและสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อวัฏจักรการก่อสร้างนี้อย่างไร

ด้วยความโชคดีของคนไทยที่มีพระมหากษัตริย์นักพัฒนาผู้เป็นแรงบันดาลใจสูงสุด เป็นปราชญ์แห่งแผ่นดิน ผู้อุทิศชีวิตเพื่อส่วนรวม ทั้งยังให้หลักคิดทฤษฎีในการปฏิบัติแก่ประชาชน ซึ่งหลักคิดที่พระองค์ท่านทรงดำริและพระราชทานให้พวกเรานั้น สามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสถานการณ์และบริบทของสังคมที่แตกต่างกันได้อย่างเหมาะสม ดังเช่น หลักองค์ความรู้ 6 มิติ 

หลักการองค์ความรู้ใน 6 มิติ เป็นหลักในการจัดการและพัฒนาชุมชนโดยปรับน้ำหนักของมิติตามสภาพภูมิสังคมและสภาพปัญหาของชุมชนในแต่ละพื้นที่ มิติขององค์ความรู้ ได้แก่

1) น้ำ การป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำ ตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ ได้แก่ การพัฒนาแหล่งน้ำ การเก็บน้ำให้อยู่ในพื้นที่นานที่สุด และการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด

2) ดิน การป้องกันและแก้ไขปัญหาในเรื่องของสภาพดิน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการทำการเกษตร เช่น การปรับปรุงคุณภาพดิน การปลูกหญ้าแฝก

3) เกษตร การนำแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่มาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในแต่ละพื้นที่ ตามแต่ละวิถีชีวิตความเป็นอยู่

4) พลังงานทดแทน การปรับใช้พลังงานและส่งเสริมพลังงานทางเลือกให้เหมาะสมกับท้องถิ่นและชุมชนนั้นๆ โดยการคิดค้นและพัฒนาพลังงานที่ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้

5) ป่า การลดการตัดไม้ทำลายป่า การส่งเสริมการปลูกป่าในรูปแบบต่างๆ เช่น การปลูกป่าต้นน้ำ การปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก และการปลูกป่า 3 อย่าง ได้ประโยชน์ 4 อย่าง คือปลูกไม้พออยู่ ไม้พอกิน และไม้พอใช้ สำหรับประโยชน์ที่สี่คือการอนุรักษ์ดินและน้ำ

6) สิ่งแวดล้อม การนำแนวทางการกำจัดขยะและการบำบัดน้ำเสียมาปรับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อการดำรงชีวิตอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

จะเห็นได้ว่า ทุกมิติขององค์ความรู้ที่ทรงดำริ ล้วนเกี่ยวข้องกับทรัพยากรทั้งมวลที่เราพึ่งพาอาศัย การที่ต้องเรียนรู้เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูจึงเป็นเรื่องจำเป็นพื้นฐานเพื่อการดำรงอยู่รอด ทั้งนี้ ไม่เพียงแค่มิติขององค์ความรู้ แต่ต้องมีความเข้าใจในปัญหาอย่างถ่องแท้ และเข้าถึงด้วยการสื่อสารและสร้างความมีส่วนร่วม จึงจะพัฒนาแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงประเด็นและยั่งยืน

MQDC ในฐานะผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ได้น้อมนำแนวคิดการพัฒนา รวมถึงการรับผิดชอบต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และส่วนรวม เพื่อเป็นรากฐานสำหรับการพัฒนาโครงการขององค์กร โดยมีแนวคิดหลัก คือ การคิดเพื่อทุกสรรพสิ่ง “For All Well-Being” ได้แก่

Absolute world care การดูแลใส่ใจต่อโลก ลดการเสียสมดุลย์ทางธรรมชาติ ใช้ประโยชน์จากพลังงานธรรมชาติให้มากที่สุด ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตทุกชนิด

Ultimate loving community การคำนึงถึงความสัมพันธ์ต่อชุมชนโดยรอบ ทุกโครงการที่เราไปสร้างต้องทำให้พื้นที่โดยรอบดีขึ้น ปลอดภัยขึ้น สร้างสภาพแวดล้อมที่ดีต่อชุมชน

Boundless life-quality design การออกแบบโดยคำนึงถึงความสบาย ความปลอดภัย คุณภาพอากาศ และความสัมพันธ์ที่ดีของคนในครอบครัว เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยมีคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ

สิ่งสำคัญที่สุดของการพัฒนาอย่างอนุรักษ์ คือสำนึกของความรับผิดชอบ นโยบายจะบรรลุวัตถุประสงค์ได้เมื่อคนในองค์กรเล็งเห็นคุณค่าและคุณประโยชน์ เสมือนการปลูกป่า ที่ทรงพระราชทานแนวคิดว่า จะปลูกป่าได้ต้องเริ่มที่ปลูกต้นไม้ในใจคนเสียก่อน

แน่นอนว่า ด้วยแนวคิดขององค์กรเดียว อาจยังไม่สัมฤทธิ์ผลในวงกว้าง แต่เรา MQDC จะยืนหยัดสร้างความเปลี่ยนแปลง แสดงความรับผิดชอบ และขยายวงความคิดให้กว้างออกไป โดยไม่ย่อท้ออย่างสุดกำลัง และในทุกครั้งที่คิดว่าเราได้ทำเต็มที่แล้ว ขอให้รำลึกถึงพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ แล้วย้อนกลับมาถามตัวเองอีกครั้งว่า เราทำเต็มที่แล้วหรือยัง

 

สริธร อมรจารุชิต (Saritorn Amornjaruchit)

ฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม (Research and Innovation)

บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์คอร์ปอเรชั่น จำกัด  (กลุ่มบริษัท ดีที)

 

Knowledge Hub for All Well-Being, Research and Development

By RISC

ด้วยแนวคิด For All Well-Being เป็นการมุ่งมั่นในการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานที่อยู่อาศัย จึงเกิดหน่วยงานวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ของบริษัทแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จากัด (MQDC) ขึ้นมา ในการศึกษาค้นคว้าและพัฒนาให้เป็น “ศูนย์กลางองค์ความรู้” (Knowledge Hub) จนเป็นหัวใจในการพัฒนาโครงการเพื่อคุณภาพชีวิตได้อย่างแท้จริง ซึ่งประยุกต์และ

ผสมผสานไปกับการออกแบบโครงการที่อยู่อาศัยผ่าน ”กระบวนการออกแบบเชิงบูรณาการ” (Integrated Design Process) ศูนย์กลางองค์ความรู้ (Knowledge Hub) เป็นการรวบรวมความรู้วิจัยด้านการออกแบบเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน และรักษาสิ่งแวดล้อม การออกแบบเพื่อสุขภาพที่ดี ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ การออกแบบเพื่อตอบสนองต่อพฤติกรรมและสอดคล้องกับการใช้งานของทุกวัย ตลอดจนการนาเทคโนโลยีมาใช้เพื่อสร้างความสะดวกสบาย ประกอบกับการใช้เครื่องมือเพื่อทดสอบ (Testing) และจาลองสถานการณ์ (Simulation) จนกลายเป็นองค์ความรู้ของบริษัท จากนั้นจึงนามาใช้เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนกระบวนการทางานแบบบูรณาการโดยมีองค์ความรู้เป็นศูนย์กลาง และการพัฒนาความรู้เข้าสู่กระบวนการพัฒนาโครงการด้วยกันกับหลายหน่วยงาน อาทิ หน่วยงานพัฒนาโครงการ, การตลาด, งานประกันคุณภาพโครงการ, วิศวกร, สถาปนิก และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เป็นต้น โดยการบูรณาการนี้จะประสบความสาเร็จได้นั้นอยู่ที่การมีส่วนร่วมของบุคลากรทุกคน ความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนความคิดจะทาให้สามารถเห็นปัญหาได้อย่างรอบด้าน และแสวงหาทางออกที่ดีที่สุดจนเกิดเป็นสิ่งใหม่สาหรับการออกแบบโครงการอยู่อาศัยได้ Knowledge Hub เป็นการเน้นย้าถึงวิสัยทัศน์ของความมุ่งมั่นในการสร้างโครงการ ให้ผู้อยู่อาศัยในโครงการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ทาให้ ’บ้าน’ เป็นสถานที่ที่สร้างความสุขทั้งทางกายและทางใจ และยังสามารถแบ่งปันองค์ความรู้เหล่านี้ไปให้กับทุกคน ทั้งภายในและภายนอกองค์กร, นักศึกษา, นักวิชาการ และผู้ที่สนใจทุกคน เพื่อร่วมกันยกระดับมาตรฐานที่อยู่อาศัยให้กับประเทศชาติและโลกได้อย่างแท้จริง

 

Author: ณพล เกียรติก้องมณี (Napol Kieatkongmanee), Senior Sustainable Designer l MQDC

พฤติกรรมจำลองสุข Simulation for well being นวัตกรรมใหม่ในการอยู่อาศัย ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์อย่างลงตัว

By RISC

เพราะที่อยู่อาศัยคือปัจจัยสำคัญของการดำรงชีวิต ทุกคนจึงต้องพิถีพิถันในการเลือกที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับตัวเอง ตั้งแต่เรื่องทำเลที่ตั้ง ระบบสาธารณูปโภค รวมไปถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ แต่มีเรื่องหนึ่งที่หลายคนมักมองข้ามไป ทั้งที่เป็นประเด็นสำคัญที่สุด คือประสิทธิภาพของอาคาร ไม่ว่าจะเป็นการระบายอากาศ การออกแบบ รวมไปจนถึงวัสดุที่นำมาใช้ก่อสร้างอาคาร 

เพื่อทำให้ทุกการตัดสินใจตอบโจทย์คุณภาพชีวิตมากที่สุด ทุกโครงการของ MQDC ได้มีการออกแบบและพัฒนาโครงการโดยนำเทคโนโลยีในการจำลองด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อยืนยันแนวทางการออกแบบที่ส่งเสริมคุณภาพอากาศภายในอาคารด้วยโปรแกรม Autodesk CFD 2016 และยืนยันการออกแบบที่ลดการใช้พลังงานด้วย eQUEST 3.65 ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ที่ได้รับการยอมรับและมีความน่าเชื่อถือในระดับสากลตามมาตรฐานการประหยัดพลังงานของสหรัฐอเมริกา หรือที่รู้จักกันในชื่อ ASHRAE Standard 90.1 2007 

การจำลองรูปแบบการระบายอากาศในอาคารเพื่อหาแนวทางการออกแบบอาคารและช่องเปิดที่ส่งผลให้เกิดการระบายอากาศที่ดีในอาคารทั้งบริเวณพื้นที่ส่วนกลางและภายในห้องพัก ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการมีคุณภาพอากาศภายในอาคารที่ดี ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการสะสมของ เชื้อราและแบคทีเรีย ที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วยต่างๆแล้ว ยังช่วยให้เกิดความน่าสบายในการอยู่อาศัยควบคู่กัน

จากการจำลองประสิทธิภาพการระบายอากาศภายในอาคารพบว่า ภายในโถงทางเดินมีการระบายอากาศได้อย่างทั่วถึงทั้งโถงทางเดินฝั่งทิศเหนือและทิศใต้ด้วยความเร็วลมที่รู้สึกได้และไม่รบกวนผู้อยู่อาศัยมากจนเกินไป 

จากการจำลองการระบายอากาศภายในห้องพักตัวอย่าง พบว่าบริเวณห้องนั่งเล่นมีการระบายอากาศที่ดี ผลการจำลองดังกล่าวสามารถกำหนดพฤติกรรมการอยู่อาศัย ดังเช่น ห้องพักตัวอย่างที่ใช้ในการจำลองการระบายอากาศเหมาะกับการอยู่อาศัยในช่วงกลางวันเป็นส่วนใหญ่เนื่องจากในช่วงฤดูร้อนบริเวณห้องนั่งเล่นมีการระบายอากาศอย่างทั่วถึงด้วยความเร็วลมที่รู้สึกสบายทำให้ผู้อยู่อาศัยไม่รู้สึกร้อนอบอ้าว

การจำลองประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคารเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่สามารถบ่งชี้ถึงประสิทธิภาพการใช้พลังงานของอาคารตั้งแต่กระบวนการออกแบบ เช่น ทิศการวางตัวอาคาร การออกแบบแผงบังแดด ไปจนถึงการเลือกใช้วัสดุที่มีประสิทธิภาพในการลดความร้อนเข้าสู่อาคารได้ เช่น ผนังที่มีค่าการส่งผ่านความร้อนต่ำช่วยให้ความร้อนผ่านเข้าสู่ตัวอาคารได้น้อยจะช่วยลดภาระการทำความเย็นของระบบปรับอากาศ การเลือกใช้กระจกที่มีคุณสมบัติป้องกันความร้อนแต่สามารถนำแสงธรรมชาติมาใช้ได้ในปริมาณที่เหมาะสมช่วยลดการใช้พลังงานในส่วนไฟฟ้าแสงสว่าง อีกทั้งการเลือกใช้ระบบปรับอากาศและระบบแสงสว่างให้สัมพันธ์กับพื้นที่ใช้งานถือเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ 

จากการใช้เทคโนโลยีในการจำลองการระบายอากาศ และ การจำลองประสิทธิภาพการใช้พลังงานมาใช้ในการพัฒนาโครงการนั้นไม่เพียงแต่จะช่วยให้ได้อาคารที่มีประสิทธิภาพแล้วนั้นแต่ยังช่วยตอบโจทย์ผู้ซื้อในการตัดสินใจเลือกที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับทุกรูปแบบพฤติกรรมการอยู่อาศัย ทั้งการอยู่อาศัยในห้องพักทิศเหนือ ทิศใต้ ชั้นบน หรือ ชั้นล่างก็ตาม ซึ่งผลการจำลองด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สามารถให้คำตอบที่ถูกต้องแม่นยำใกล้เคียงกับความเป็นจริงได้ในเวลาอันสั้น รวมถึงการแสดงผลด้วยภาพกราฟฟิกที่ง่ายต่อการสื่อสารและทำความเข้าใจมากกว่าการอธิบายด้วยปากเปล่า

ด้วยเทคโนโลยีการจำลองด้วยคอมพิวเตอร์ถือเป็นอีกเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ MQDC สามารถพัฒนาโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีข้อมูลเชิงลึกให้ผู้อยู่อาศัยในทุกโครงการมั่นใจว่าตนได้เป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ ซึ่งได้รับการออกแบบอย่างใส่ใจผสมผสานเข้ากับการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในทุกขั้นตอน ผ่านการคิดอย่างละเอียดเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี และเพื่อความสุขของผู้อยู่อาศัยโดยแท้จริง

 

Author: Chanin Kulsurakit 

 

Research and Development Department Magnolia Quality Development Corporation Limited / DT Group of Company

 

 

ใกล้ชิดธรรมชาติ...ทำไมถึงรู้สึกดี?

By RISC

สังเกตกันหรือไม่? คนเราสมัยนี้อยากจะใกล้ชิดธรรมชาติกันมากขึ้น!!! ไม่ว่าจะเป็นบ้านที่เน้นพื้นที่สวนเป็นจุดขาย หรือวางแผนพักผ่อนวันหยุดก็มักเลือก “...ไปทะเล ...ไปภูเขา ...หรือน้ำตก” เคยสงสัยหรือตั้งคำถามกับตัวเองบ้างหรือไม่ว่า “ทำไมเราถึงอยากไปสัมผัสหรือใกล้ชิดธรรมชาติกันนัก” บางคนอาจจะตอบว่า อยู่กับธรรมชาติแล้ว...”รู้สึกสบายดี” หรือ “ผ่อนคลายดี” หรือ “เหมือนไปชาร์ตพลัง”

ใช่!!! เราทุกคนรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ แต่ทำไมถึงรู้สึกแบบนั้นได้?

บทความนี้นี้ เราจะขอเล่าที่มาของ “ความรู้สึกดี-สบาย-ผ่อนคลาย” จากการใกล้ชิดธรรมชาติว่าทำให้เรารู้สึกจริงหรือไม่? เพราะอะไร?

เรามาทำความเข้าใจก่อนว่า “ความรู้สึกสบาย” ของเรานั้น จริงๆเกิดมาจาก “ประสาทการรับรู้ด้านต่างๆ” ของเรา ไม่ว่าจะเป็นตา หู จมูก และผิวกายของเรานั่นเอง ซึ่งในธรรมชาตินั้นมีสิ่งซ่อนเร้น ได้แก่ แสง สี เสียง กลิ่น อุณหภูมิ ที่ทำให้ประสาทสัมผัสของเรารับรู้อย่างเหมาะสม ทำปฎิกิริยากับระบบประสาทต่างๆ ของร่างกายเราโดยอัตโนมัติ และส่งต่อไปยังสมอง จนเกิด “ความรับรู้เชิงบวก” (Positive Perception) หรือที่เราเรียกว่า “รู้สึกดี” แบบไม่รู้ตัวในรูปแบบต่างๆ ดังนี้

 

สีสร้างความผ่อนคลาย ธรรมชาติส่วนใหญ่มีสัดส่วนของสีเขียวจากต้นไม้ใบหญ้า สีฟ้าจากท้องน้ำ ท้องทะเล หรือสีครามจากท้องฟ้า ซึ่งสีเหล่านี้มีผลต่อระบบประสาทตาเชิงบวก ทำให้กล้ามเนื้อตาผ่อนคลาย หน่วงความล้าของดวงตาให้ช้าลง และมากไปกว่านั้น แต่ละสีมีความยาวคลื่นและความถี่ต่างกัน ส่งผลต่อสมอง ความรู้สึก จิตใจ ฮอร์โมน และอารมณ์ต่างกัน ทำให้มีผลต่อระบบภายในร่างกาย เช่น สีเขียว ทำให้คลายเครียด ลดความดันเลือด ช่วยระงับความรู้สึกตื่นเต้นได้ดี สร้างสมดุลของจิตใจ และลดอาการหงุดหงิด นอกจากนั้น สีที่สว่างและโทนอบอุ่นจะกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติ ทำให้เพิ่มความดันโลหิต ชีพจร และอุณหภูมิร่างกายอีกด้วย (อ้างอิง: Faber,B.,1950)

แสงปรับฮอร์โมน แสงสว่างตามธรรมชาติมีความยาวคลื่นของแสงสีน้ำเงิน (Blue Wave) ในช่วงคลื่น 447-484 nm ซึ่งแสงในช่วงนี้มีผลต่อระบบประสาทตาเชิงบวกส่งต่อไปยังสมอง ช่วยกระตุ้นการผลิตสารเคมีของสมองรักษาความผิดปกติทางอารมณ์ตามฤดูกาล ลดอาการซึมเศร้า ลดอาการเครียด ด้วยเหตุนี้การที่เราได้มองเห็นแสงธรรมชาติบ้างจะช่วยส่งผลดีต่ออารมณ์โดยตรง คนที่ทำงานหนัก เคร่งเครียดจากการทำงาน และผู้สูงอายุที่มีอาการซึมเศร้าจากฮอร์โมนไม่สมดุล  จึงต้องการผ่อนคลายในบรรยากาศที่มีความเป็นธรรมชาติ ซึ่งจะทำให้ระบบประสาทของร่างกายได้รับ Blue Wave จากแสงธรรมชาติและอากาศที่ดีไปพร้อมกัน ทำให้รู้สึกสดชื่น สบาย ผ่อนคลาย (อ้างอิง: ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่)

 

เสียงสร้างสมาธิและใจสงบ เสียงในธรรมชาติ การได้ยินเสียงซ้ำๆ ของใบไม้ น้ำพุ น้ำตก เป็นเสียงที่มีผลต่อระบบประสาทการได้ยินเชิงบวก ส่งผลต่อการปรับคลื่นสมองให้อยู่ในช่วงคลื่นอัลฟ่า (Alpha brainwave) มีความถี่ประมาณ 7-14 รอบต่อวินาที (Hz) ซึ่งเป็นความถี่ของคลื่นสมองจะเกิดได้เมื่อร่างกายผ่อนคลาย ก่อนหลับหรือหลับใหม่ๆ เวลาอ่านหนังสือ หรือการเข้าสมาธิ  คลื่นสมองนี้จะทำให้จิตใจสงบ เยือกเย็น สุขุม มีอารมณ์ดี เบิกบาน ความคิดสร้างสรรค์สูง สมาธิสูง มีความจำดี และมีพลังความคิดด้านบวกสูง มองโลกในแง่ดี (อ้างอิง: สำนักหอสมุดและศูนย์สารสนเทศวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) 

อุณหภูมิรอบตัวสร้างสุขภาพที่ดี สภาวะน่าสบายของคนเรา มีอุณหภูมิโดยรอบร่างกายอยู่ที่ช่วง 22-29OC และความชื้นสัมพัทธ์ 20-75% การทำให้รู้สึกสบายนั้น ต้องมีอุณหภูมิอากาศไม่สูงกว่าอุณหภูมิผิวของร่างกาย คือ 32OC เพื่อสามารถเกิดการระบายความร้อนสู่สภาพแวดล้อมได้ เป็นแนวทางการสร้างความสบายให้กับมนุษย์ และลดความแปรปรวนของอุณหภูมิโดยรอบร่างกาย เพื่อลดการปรับอุณหภูมิของร่างกาย อันเป็นสาเหตุหลักของความเจ็บป่วย ด้วยเหตุนี้ ธรรมชาติที่เรามักจะไป เช่น ป่า มักจะมีความชื้นจากดิน ร่มเงาต้นไม้ ทำให้อุณหภูมิโดยรอบเกือบอยู่ในช่วง “สภาวะน่าสบาย” ทำให้ร่างกายรู้สึกสบาย และไม่อ่อนเพลียจากการปรับอุณหภูมิไปมาของร่างกาย ทำให้เรารู้สึกเหมือนไปเติมพลังนั่นเอง

ที่กล่าวมานี้เป็นบางส่วนที่ซ่อนอยู่ในธรรมชาติ เป็นที่มาของ “ความรู้สึกดี” องค์ประกอบต่างๆ ในธรรมชาติรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสจนเกิดปฎิกิริยากับระบบประสาทต่างๆ ภายใน ส่งผลดีต่อสมองและระบบต่างๆของร่างกาย สร้างความสบาย ผ่อนคลาย นอกจากการการพาตัวเองไปหาธรรมชาติแล้ว เรายังสามารถนำความเข้าใจนี้ไปใช้ในการควบคุม กำหนด หรือคัดเลือกสิ่งที่อยู่รอบตัวของเราให้กระตุ้นประสาทการรับรู้ด้านต่างๆ อย่างเหมาะสม  เพื่อสร้างการรับรู้เชิงบวก ทำให้เรารู้สึกดีและมีความสุขได้จากการสร้างของเราเอง

 

ดร.สฤกกา พงษ์สุวรรณ (Dr.Sarigga Pongsuwan)

ฝ่ายวิจัยและพัฒนา

บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์คอร์ปอเรชั่น จำกัด  (กลุ่มบริษัท ดีที)

 

BALANCED LIVING – การอยู่อาศัยอย่างสมดุล

By RISC

การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศทำให้เกิดการขยายตัวของสังคมเมืองอย่างรวดเร็ว ดังจะเห็นได้ว่าใน 10 ปีที่ผ่านมามีโครงการที่อยู่อาศัยเกิดขึ้นมากมายเพื่อรองรับการใช้ชีวิตในเมือง จนบางครั้งอาจลดความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย

โครงการที่อยู่อาศัยที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิต ควรมีแนวคิดในการพัฒนาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัยทั้งระบบ ซึ่งมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน โดยอาจแบ่งเป็น 3 ด้านหลักดังนี้

1. ผู้อยู่อาศัย: การให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยที่ตอบสนองการใช้ชีวิต คำนึงถึงความปลอดภัย และสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจ โดยไม่ทำลายสภาพแวดล้อม

2. สังคม: การให้ความสำคัญกับการสร้างปฏิสัมพันธ์ภายในชุมชน สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ดูแลกันให้เกิดความปลอดภัย สร้างบรรยากาศที่ดีในการอยู่อาศัยร่วมกัน

3. สิ่งแวดล้อม: การให้ความสำคัญกับการดูแลสภาพแวดล้อม ลดการทำลายธรรมชาติ เพื่อสร้างความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการดำรงชีวิต

หลักคิดในการพัฒนาคุณภาพชีวิตทั้ง 3 ด้านที่กล่าวมานั้น หากมีการนำมาใช้ในทุกๆ ขั้นตอนของการพัฒนาโครงการ ตั้งแต่การกำหนดแนวความคิดของโครงการ การออกแบบ ไปจนถึงการก่อสร้างและใช้งาน ก็จะสามารถสร้างคุณภาพชิวิตที่ดีให้แก่ผู้อยู่อาศัยในโครงการและสังคมโดยรอบ ได้อย่างเป็นระบบสอดคล้องและส่งเสริมกัน  ตัวอย่างแนวคิดต่างๆ ที่มีการนำไปพัฒนาในโครงการ เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ได้แก่

1. แนวคิดการออกแบบให้ตอบสนองความต้องการของผู้อยู่อาศัยที่สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้ชีวิต แม้สภาพเมืองในปัจจุบันจะมีข้อจำกัดด้านพื้นที่และเศรษฐกิจ ทำให้ที่อยู่อาศัยมีขนาดเล็กลง แต่หากมีการออกแบบพื้นที่ใช้สอยที่คิดทุกรายละเอียดตามการใช้ชีวิตจริง จะทำให้เกิดพื้นที่ที่มีประสิทธิภาพ สามารถดำเนินชีวิตและทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างสะดวกสบาย ปลอดภัยและการสร้างเสริมสุขภาพกายและใจที่ดี เช่น การจัดรูปแบบครัวที่หมาะสมกับการทำอาหารของคนเมือง การออกแบบขนาดและตำแหน่งช่องหน้าต่างให้มีการระบายอากาศที่ดีทำให้คุณภาพอากาศภายในห้องดีขึ้น การออกแบบตู้เสื้อผ้าในพื้นที่จำกัดให้เก็บของที่จำเป็นได้เต็มพื้นที่

2. แนวคิดในการสร้างพื้นที่ที่เอื้อต่อการทำกิจกรรมร่วมกัน และสร้างสังคมที่น่าอยู่ ส่งเสริมการเกิดปฏิสัมพันธ์ของคนในชุมชน และรองรับการทำกิจกรรมกับสังคมโดยรอบ ให้เกิดการร่วมมือร่วมใจ ช่วยเหลือ และพึ่งพาอาศัยกัน เช่น การจัดพื้นที่ social lounge ให้เป็นจุดสังสรรค์ แลกเปลี่ยนความคิด และทำกิจกรรมร่วมกันสำหรับผู้อยู่อาศัยภายในอาคารและอาจเชื่อมต่อกับอาคารอื่นๆ ในโครงการหรือชุมชนโดยรอบได้

3. แนวคิดในการออกแบบที่คำนึงถึงสภาพแวดล้อมอย่างเหมาะสม นำเอาธรรมชาติที่อยู่รอบตัวมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น การนำแสงและลมธรรมชาติมาใช้ในอาคาร การบังเงาให้กัน นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการใช้วัสดุที่ไม่ส่งผลกระทบต่อผู้อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้วัสดุที่ปลอดสารพิษ หรือการใช้อุปกรณ์ประหยัดพลังงานและทรัพยากร

จากตัวอย่างข้างต้น จะเห็นได้ว่าการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยให้เกิดความสมดุลในปัจจัย 3 ด้านนั้น สามารถทำได้ตั้งแต่การวางแนวคิดโครงการ การวางผัง การออกแบบ การก่อสร้าง ไปจนถึงการเลือกใช้เทคโนโลยีต่างๆ ที่ช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตอย่างสอดคล้องและเกื้อหนุนกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งแนวคิดนี้หากขยายออกไปในแต่ละชุมชนหรือโครงการต่างๆ จะเกิดเป็นสังคมเล็กๆ เชื่อมโยงกันจนกลายเป็นชุมชนใหญ่ที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี

 

นดา ผลารักษ์

ฝ่ายวิจัยและพัฒนา กลุ่มบริษัทดีที

 

สถาปัตยกรรมระดับโลก (World Class Architecture)

By RISC

อะไรคือสถาปัตยกรรมระดับโลก?

ความเป็นเลิศในแง่มุมทางสถาปัตยกรรม อาจถูกจำกัดความได้หลากหลายตามมุมมองและประสบการณ์ของคนที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจหมายถึงสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่เอาชนะกฎแห่งธรรมชาติได้ อาจเป็นสถาปัตยกรรมที่ออกแบบโดยบุคคลที่มีชื่อเสียง มีรูปทรงสวยงามโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ มีนวัตกรรมหรือแนวคิดในการออกแบบอันชาญฉลาด หรืออาจเพราะความประทับใจส่วนบุคคล

แต่การจะยกย่องให้สถาปัตยกรรมใดเป็นผลงานระดับโลก มักต้องเกิดจากข้อตกลงร่วมกันบางประการ หรือได้รับการยอมรับจากกลุ่มคนซึ่งเป็นตัวแทนสาขาวิชาชีพที่เกี่ยวข้องหรือสถาบันที่น่าเชื่อถือ  ดังเช่นการประกวดหรือการมอบรางวัล

การประกวดหรือการมอบรางวัล ด้วยเกณฑ์การตัดสินหรือมติจากการลงคะแนนเสียงให้กับผลงานการออกแบบทางสถาปัตยกรรม มีมากมายตั้งแต่ระดับประเทศ ระดับภูมิภาค จนถึงระดับสากล ตัวอย่างรางวัลที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ เช่น

ระดับประเทศ: รางวัลผลงานสถาปัตยกรรมดีเด่น (Gold Medal Awards) รางวัลสถาปัตยกรรมที่สมควรเผยแพร่ (Citation Awards) และรางวัลสถาปัตยกรรมสีเขียวดีเด่น (ASA Green Awards) โดย สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชินูปถัมภ์ 

ระดับภูมิภาค: รางวัล บีซีไอท๊อปเทน อวอร์ด (BCI Asia Top Ten Awards) รางวัล ฟิวเจอร์อาร์ค ไพรซ์ (FuturArc Prize) และรางวัล ฟิวเจอร์อาร์ค กรีน ลีดเดอร์ชิพส์ อวอร์ด (FuturArc Green Leadership Award) โดย กลุ่มบริษัทบีซีไอ (BCI Group of Companies)

ระดับสากล: รางวัลอาคารแห่งปี (World Building of the Year) และรางวัลโครงการในอนาคตแห่งปี (Future Project of the Year) จากงานเทศกาลสถาปัตยกรรมโลก (World Architecture Festival)

จากตัวอย่างรางวัลข้างต้น จะเห็นแนวโน้มของการให้ความสำคัญกับความ “เขียว” มากขึ้นในทุกระดับ ซึ่งมิได้มุ่งเน้นเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่หมายรวมถึงผลกระทบองค์รวมของการใช้ทรัพยากรตั้งแต่การออกแบบ การก่อสร้าง และการใช้งานอาคาร ที่ส่งผลต่อสภาพแวดล้อม คุณภาพชีวิต และสังคมเป็นที่ตั้ง ดังจะเห็นได้จากการเปรียบเทียบเกณฑ์การตัดสินและตัวอย่างผลงาน ดังนี้

สำหรับงานเทศกาลสถาปัตยกรรมโลก (World Architecture Festival) นับว่าเป็นรายการสำคัญที่มีผู้คนให้ความสนใจเข้าร่วมส่งผลงานมากกว่า 50 ประเทศ และได้รับเกียรติจากสถาปนิกชั้นนำเข้าร่วมตัดสินผลงานกว่า 75 ท่าน จากทั่วทุกมุมโลก เกณฑ์การตัดสินยังไม่มีการเผยแพร่อย่างเป็นทางการ ส่วนการให้รางวัลมี 2 ประเภทหลัก คือ อาคารที่สร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว และโครงการในอนาคต แบ่งตามสาขาวิชา ได้แก่ ศูนย์ชุมชน (Civic and community) อาคารด้านวัฒนธรรม (Culture) นิทรรศการ (Display) สุขภาพ (Health) สถานพักผ่อน (Holiday and Leisure) ที่อยู่อาศัย (Residential) ภูมิสถาปัตยกรรมและการวางผัง (Landscape and Masterplanning) สำนักงาน (Office) ศูนย์การค้า (Commercial) สถานศึกษา (Education) อาคารทางศาสนา (Religion) สนามกีฬา (Sport) โครงสร้างพื้นฐานและการขนส่ง (Infrastructure and Transport) เป็นต้น

และสำหรับปี พ.ศ. 2557 นี้ การจัดงานเทศกาลสถาปัตยกรรมโลกพร้อมด้วยการประกาศผลรางวัลสถาปัตยกรรมแห่งปีได้เสร็จสิ้นลงแล้วเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งรางวัลที่โดดเด่นที่สุดในงาน คือ อาคารแห่งปี ได้แก่ผลงาน The Chapel ออกแบบโดย a21studio จากประเทศเวียดนาม

The Chapel ถูกออกแบบให้ตอบสนองความต้องการของคนในชุมชนย่านชานเมืองโฮจิมินห์ เป็นศูนย์กลางเพื่อการพบปะสังสรรค์และจัดงานสำคัญต่างๆ มีการนำโครงเหล็กและแผ่นเหล็กจากอาคารเก่าของเจ้าของโครงการกลับมาใช้ใหม่เป็นโครงสร้างหลักและเปลือกอาคาร ทำให้ลดระยะเวลาและงบประมาณในการก่อสร้างลงได้ โครงสร้างเหล็กรูปต้นไม้ช่วยให้อาคารดูโปร่งโล่ง และด้วยสีสันของม่านที่หลากหลายช่วยเพิ่มความสดใสมีชีวิตชีวาให้กับบรรยากาศภายในอาคาร

และอีกหนึ่งรางวัลคือ โครงการในอนาคตแห่งปี ได้แก่ผลงาน Art Gallery of Greater Victoria ออกแบบโดย 5468796 Architecture + number TEN architectural group จากประเทศแคนาดา

Art Gallery of Greater Victoria คือแนวคิดการปรับปรุงอาคารเก่าสำหรับเป็นห้องแสดงงานศิลปะในอนาคต มีความต้องการให้ความเป็นเมืองได้ถูกสอดแทรกเข้ามาในพื้นที่ซึ่งเป็นย่านชานเมือง โดยยังคงไว้ซึ่งลักษณะพื้นถิ่น และเก็บรักษาต้นไม้เดิมไว้ ปรับปรุงส่วนผนังให้เป็นกระจกใสโดยรอบเพื่อดึงความสนใจจากผู้คนทุกทิศทาง สร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างภายนอกกับภายใน หลังคาประดับด้วยไม้ซี่เล็กๆที่ช่วยบังแดดให้กับผลงานศิลปะ แต่ยอมให้แสงสว่างสะท้อนลอดเข้ามายังภายในได้ สร้างบรรยากาศคล้ายการเดินใต้ร่มไม้ในพื้นที่ป่าที่หาชมได้ยากและแตกต่างจากอาคารอื่นในย่านนั้น

จากเกณฑ์การตัดสินและตัวอย่างผลงานสถาปัตยกรรมที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลข้างต้น จะเห็นได้ว่ามีการให้ความสำคัญต่อบริบททางด้านคน สังคม และทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี สภาพสังคมที่เหมาะสม ระบบนิเวศที่ยั่งยืน และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต หมายความได้ว่า สถาปัตยกรรมระดับโลกอาจไม่จำเป็นต้องเป็นอาคารใหญ่โต หรูหราอลังการ ประดับประดาฟุ่มเฟือย หรืออยู่เหนือธรรมชาติแต่อย่างใด แม้เป็นเพียงอาคารเล็กๆ เรียบง่าย หากแฝงไว้ซึ่งความคิด ความใส่ใจ ใช้ประโยชน์จากสิ่งรอบข้างอย่างคุ้มค่า และสามารถตอบโจทย์ความต้องการของคนและสังคมได้อย่างตรงประเด็น สิ่งก่อสร้างนั้นจักสามารถเป็นสถาปัตยกรรมที่ผู้ออกแบบควรภาคภูมิใจไม่แพ้สุดยอดผลงานระดับโลกใดใด

 

สริธร อมรจารุชิต (Saritorn Amornjaruchit)

ฝ่ายวิจัยและพัฒนา

บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์คอร์ปอเรชั่น จำกัด  (กลุ่มบริษัท ดีที)

 

สถาปัตยกรรมเชื่อมต่อความสัมพันธ์พื้นที่ริมน้ำ

By RISC

การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยากำลังเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณย่านคลองสาน ถนนเจริญกรุง ถนนเจริญนคร และถนนพระรามสาม เพราะมีปัจจัยพื้นฐานที่ครบถ้วน เช่น มีเส้นทางสัญจรที่สะดวกในการเข้าสู่พื้นที่ใจกลางธุรกิจอย่างสีลมและสาทร เป็นสถานที่ตั้งของสถานที่ราชการและสถานศึกษาต่างๆ เป็นพื้นที่ที่ประชากรมีกำลังซื้อสูง และมีการเจริญเติบโตของย่านการค้าอย่างต่อเนื่อง ทำให้พื้นที่บริเวณนี้กำลังจะกลายเป็นศูนย์กลางความเจริญใหม่อีกแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ที่ประกอบด้วยโครงการอสังหาริมทรัพย์ประเภทศูนย์การค้า สำนักงาน และที่พักอาศัยหลากหลายประเภท เช่น โรงแรม และคอนโดมิเนียม 

เดิมพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในบริเวณดังกล่าว พบว่ามีทั้งแหล่งวัฒนธรรมและชุมชนโบราณริมแม่น้ำที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ เพื่อคงเอกลักษณ์ของความเป็นพื้นที่ริมน้ำเดิมไว้ ถึงแม้วิถีชีวิตจากชุมชนเดิมอาจมีการเปลี่ยนแปลง และถูกพัฒนาในแง่ของความเจริญในภาคธุรกิจมากขึ้น เรื่องคุณภาพชีวิตก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ควรคำนึงถึง ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่จะคำนึงถึงผลประโยชน์ที่ได้ในภาคธุรกิจเป็นหลัก โดยขาดการคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของชุมชนใหม่ที่เกิดขึ้นและชุมชนริมน้ำเดิมที่อยู่รอบบริเวณโครงการ

วิธีหนึ่งที่นานาประเทศเลือกที่จะพัฒนาควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงการริมน้ำ คือ การฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่ริมน้ำ ให้เป็นพื้นที่สาธารณะที่ส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมร่วมกันของผู้อยู่อาศัยในย่านนั้นๆ โดยแนวคิดนี้ไม่ได้ถูกจำกัดเฉพาะสำหรับผู้พัฒนาเมืองเท่านั้น แต่สามารถประยุกต์ใช้ได้ถึงแม้จะเป็นผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ประกอบกับพื้นที่ริมน้ำในบริเวณที่กล่าวไปแล้วข้างต้นนี้ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ซึ่งยากแก่รัฐจะเข้าไปพัฒนาให้เกิดความเชื่อมโยงของแนวคิดในการฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่สาธารณะริมน้ำ โดยการฟื้นฟูและพัฒนาสามารถเกิดขึ้นได้ในหลายรูปแบบ เช่น ลานกิจกรรมหรือลานแสดงสินค้าของศูนย์การค้า (Retail plaza) สวนสาธารณะและสนามเด็กเล่น (Park and playground) พื้นที่แสดงผลงานศิลปะ (Gallery) พิพิธภัณฑ์ (Museum) พื้นที่ส่งเสริมความรู้ (Learning space) หรือศูนย์กีฬา (Sport hub) เป็นต้น

ลักษณะพื้นที่สาธารณะริมน้ำในปัจจุบันเริ่มจะมีให้เห็นอยู่บ้าง ตัวอย่างเช่นการพัฒนาโครงการในรูปแบบของศูนย์การค้าแนวราบ ที่กลายเป็นย่านการค้าและสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ในชุมชน ทั้งยังสามารถบอกเล่าเรื่องราวประวัติความเป็นมาของชุมชนในพื้นที่เดิมได้ ผ่านทางลักษณะของสถาปัตยกรรมและพื้นที่ใช้สอยต่างๆ ภายในโครงการ ทำให้เกิดกิจกรรมและปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มคนในชุมชนเดิมและกลุ่มคนในเมืองใหม่ นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่มีความใส่ใจถึงผลประโยชน์ของชุมชนเป็นที่ตั้ง มุ่งเน้นพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้ดีขึ้น ก่อให้เกิดการพัฒนาสังคมที่น่าอยู่อย่างยั่งยืน

 

Story by Anchisa Suntijitto, Researcher / R&D Department, DT Group of Companies 

อัญชิสา สันติจิตโต, นักวิจัย

 

Iconic

By RISC

ไอคอน (Icon) เป็นคำที่นิยมเรียกทับศัพท์ โดยรากศัพท์ของ Icon มาจากภาษากรีก แปลว่า รูปภาพ (image) ความชอบ (likeness) และการอุปไมย (Similitude) Icon สามารถใช้แทนในความหมายต่างๆได้เช่นในทางศาสนา Icon หมายถึงรูปบูชา ทางด้านคอมพิวเตอร์เป็นสิ่งแทนเครื่องหมายต่างๆเช่นเครื่องหมายเอกสาร (document) นอกจากนี้ Icon ยังใช้แทนเป็นเชิงสัญลักษณ์ของบุคคลผู้ที่มีอิทธิพลต่อทัศนคติของคนจำนวนมาก อาทิเช่น มหาตมะ คานธี เป็นผู้ต่อสู้ด้วยระบบอหิงสาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์เป็นต้น 

ไอคอนกับงานสถาปัตยกรรม หรือจะเรียกว่า สถาปัตยกรรมสัญลักษณ์ (Iconic Architecture) เป็นรูปแบบของการสร้างสรรค์ในมุมมองที่โดดเด่นจากสถานที่โดยงานสถาปัตยกรรม โดยงาน Iconic Architecture นี้ไม่เพียงแต่มีความพิเศษทางด้านรูปลักษณ์จากงานสถาปัตยกรรมทั่วไป แต่ยังเป็นการสร้างปรากฏการณ์ของการมีอยู่ของสถานที่และวิถีชีวิตของผู้คนในบริบทนั้นๆ โดย ชาร์ลส์ เจ็งส์ (Charles Jencks) ได้กล่าวว่า Iconic Architecture นั้นได้ให้มิติของรูปลักษณ์และยังแทรกด้วยปรัชญาในเชิงสัญลักษณ์ไว้ด้วย เหมือนกับงานภาพเขียน Byzantine painting of Jesus  หากเราพิจารณาลงในบริบทของเมือง Iconic Architecture มักจะมีเอกลักษณ์โดดเด่นออกมาจากเมืองด้วยลักษณะรูปทรงที่พิเศษ หรือความสูงที่ต่างจากบริบทโดยรอบ ตัวอย่างเช่น Gherkin tower ซึ่งใช้เทคโนโลยีสุดโต่ง กับรูปทรงอาคารที่มีเอกลักษณ์ที่แปลกแยกออกจากบริบทของเมืองอย่างชัดเจน 

Jencks ยังกล่าวอีกว่า Iconic Architecture ที่มีความโดดเด่นจะสร้างมูลค่าอย่างไม่สามารถประเมินค่าได้เลย เนื่องจากรูปลักษณ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวนี้ที่มีความแตกต่างจากบริบทโดยรอบ จะสร้างประสบการณ์ใหม่และความประทับใจต่อผู้คนที่ได้พบเห็น เปรียบเสมือน landmark ของพื้นที่นั้นๆ อาทิเช่น The Sydney Opera House ประเทศออสเตรเลีย ที่มีรูปทรงสวยงามโดดเด่น หรือ The Eiffel Tower ประเทศฝรั่งเศส ที่สร้างโดยเทคโนโลยีสูงสุดของโครงสร้างเหล็กในเวลานั้น  ซึ่งทั้งสองงานสถาปัตยกรรมนี้ถือได้ว่าเป็น Iconic Architecture ที่เปรียบเสมือน Landmark ที่นักท่องเที่ยวต้องไปเยี่ยมชมเพราะถือเป็นสัญลักษณ์ของเมืองนั้นๆ

สถาปัตยกรรมสัญลักษณ์ (Iconic Architecture) เป็นการออกแบบผสมผสานระหว่างพื้นที่และรูปแบบสถาปัตยกรรมในเชิงบวก  นอกจากการสร้างมุมมองที่โดดเด่นของสถานที่แล้วงานสถาปัตยกรรมสัญลักษณ์สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงเข้ามาในวิถีชีวิตของมนุษย์ได้ Iconic Architecture จึงไม่เพียงแต่อยู่เหนือสถาปัตยกรรมพื้นฐาน แต่ยังมีความสัมพันธ์ระหว่างสถานที่และความเป็นมนุษย์ ตัวอย่างสถาปัตยกรรมสัญลักษณ์ที่สร้างสรรค์ภาพลักษณ์อันโดดเด่น ที่สามารถเปลี่ยนเมืองเล็กๆที่ไม่มีใครรู้จักกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกขึ้นมานั่นก็คือ Guggenheim Museum ซึ่งออกแบบโดย Frank Gehry โดยรัฐบาลสเปนตั้งใจเป็นอย่างยิ่งที่จะใช้ชื่อ Bibao เป็นเมืองท่องเที่ยวโดยใช้สถาปัตยกรรมสมัยใหม่เป็นตัวดึงดูด และสามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวมหาศาล (Klaus Reichold, 1999)

ลักษณะเฉพาะของการสร้างรูปแบบสัญลักษณ์ในงานสถาปัตยกรรม

จากตัวอย่างที่กล่าวมาแล้วของรูปแบบของ Iconic Architecture ไม่ว่าในเรื่อง ของความมีเอกลักษณ์เฉพาะ ภาพลักษณ์ความโดดเด่น ขนาด ความสูงของงานสถาปัตยกรรม ในบริบทต่างๆนั้นสามารถแบ่งลักษณะเฉพาะของ Iconic Architecture ได้ดังนี้

รูปภาพ (Image) ความโดดเด่นของงานสถาปัตยกรรมจากสภาพแวดล้อม โดยผลของการมีอยู่ของ Iconic Architecture ต้องสร้างผลกระทบด้านบวกต่อการรับรู้ของผู้คนในสถานที่นั้นๆ ตัวอย่างอาคาร Guggenheim Museum ถือเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนถึงการเปลี่ยนแปลงภาพของบริบทนั้นอย่างสุดโต่งของสถานที่นั้น หรือตัวอย่างอาคาร Dancing house กรุงปราก ที่ออกแบบโดย Frank Gehry โดยออกแบบอาคารโดยเน้นการใช้กรอบอาคารกระจกด้านนอกที่เป็นวัสดุสมัยใหม่ ออกแบบรูปทรงแทนแนวคิดของการเต้นรำ โดยเป็น Iconic Architecture ที่ออกแบบเข้าไปแทรกในกลุ่มอาคารประวัติศาสตร์ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่และบริบทนี้โดยงาน  Iconic Architecture อย่างเห็นได้ชัดเจน 

ความทันสมัย (Modernity) เป็นความสัมพันธ์เรื่องของงานสถาปัตยกรรมกับเวลา ซึ่งสามารถเป็นตัวแทนบอกเรื่องราวในการพัฒนาสำหรับแนวคิดในอนาคตได้ การแสดงออกด้วยความใหม่สุดของเทคโนโลยี วัสดุ โครงสร้างหรือรูปแบบงานสถาปัตยกรรม ซึ่งสามารถบอกถึงวิวัฒนาการของโลกและสามารถแสดงออกมาให้เกิดการรับรู้แบบใหม่ให้กับผู้คนได้ เช่น The Eiffel Tower ซึ่งเป็นการแสดงนวัตกรรมด้านโครงสร้างในเวลานั้น หรือ the Reichstag Building ในกรุงเบอร์ลิน ที่ออกแบบโดย Sir Norman Foster โดยการสร้างโดมกระจกขนาดใหญ่บนส่วนสูงสุดของอาคารประวัติศาสตร์ ซึ่งสามารถมองวิวของเมืองได้ 360

วัฒนธรรม (Culture) Iconic Architecture ซึ่งเป็นตัวแทนของเมืองนั้นๆ ต้องสามารถสร้างความเชื่อมโยงระหว่างผู้คนกับงานสถาปัตยกรรมได้ Iconic Architecture ที่สามารถเป็นตัวแทนของวัฒนธรรม สังคมและประวัติศาสตร์ของเมือง ที่สร้างคุณค่าให้กับเมืองตัวอย่างอาคาร The Azadi Square ในอิหร่าน นั้นแสดงให้เห็นถึงแก่นของของวัฒนธรรมตั้งแต่อดีต จิตวิญญาณ การปลดปล่อย โดยอาคารนี้สะท้อนถึงความเจริญก้าวหน้าตั้งแต่อดีตต่อไปถึงความหวังของอนาคต

Iconic Architecture ถือเป็นจุดปลายทางหนึ่งในการเดินทางของผู้คนเพื่อได้ประสบการณ์ใหม่ ในการเรียนรู้ความแปลกและแตกต่าง เทคโนโลยี หรือแนวคิดที่มุ่งสู่อนาคต แต่ยังมีการสอดแทรกเรื่องราวของเมือง ผู้คน ชุมชน ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ของบริบทเมืองนั้นๆแฝงอยู่ในการเล่าเรื่องของแนวคิดของ Iconic Architecture นั้นๆ เมื่อย้อนกลับมาที่กรุงเทพฯ Iconic Architecture ที่สามารถมองเห็นได้ส่วนมากจะเป็นเชิงวัฒนธรรม เช่น วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แต่สถาปัตยกรรมเชิงสัญลักษณ์ ที่สามารถบอกถึงการเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการของเมือง เทคโนโลยีสมัยใหม่ ยังไม่มีสถาปัตยกรรมใดที่เห็นได้ชัด แต่คงอีกไม่นานอาจจะมีนวัตกรรมเชิงสถาปัตยกรรมเกิดขึ้นในกรุงเทพฯที่สามารถเรียกได้ว่าเป็น Iconic Architecture หรือ Landmark ของกรุงเทพฯได้

 

เอกสารอ้างอิง:

http://prachatai.com/journal/2010/07/30358

ชุติมา ขจรณรงค์วณิช (2553). แนวทางการออกแบบสถาปัตยกรรมสัญลักษณ์สำหรับกรุงเทพฯ. วิทยานิพนธ์

สถาปัตยกรรมศาสตรมหาบัณฑิต, คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง,

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

 

Story by ดร.จิตพัต ฉอเรืองวิวัฒน์ (ฝ่ายวิจัยและพัฒนา กลุ่มบริษัทดีที)

Modern Utopia

By RISC

 

Utopia (ยูโทเปีย) เป็นคำศัพท์ที่เกิดขึ้นโดยนักปรัชญามนุษยนิยมชาวอังกฤษ Sir Thomas More ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 เป็นภาษากรีก eu-topia ซึ่งหมายถึง Good Place (สถานที่ที่ดี) และเสียงของคำพ้องกับคำ ou-topia ซึ่งหมายความว่า No place (ไม่มีที่ใด) โดยแสดงเป็นเกาะแห่งจินตนาการที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับศาสนา ความเชื่อเพื่อวิพากษ์วิจารณ์สังคมอังกฤษร่วมสมัย เพื่อเสนอรูปแบบทางเลือกสู่สังคมสมบูรณ์แบบ อาทิชุมชนเมืองจะไม่มีชุมชนแออัด ทุกคนจะมีบ้านที่มีสวนและสามารถปลูกผักสำหรับแต่ละครอบครัวได้ แนวความคิดยูโทเปีย มีผลกับความคิดในเชิงมโนทัศน์และได้แพร่หลายไปในหลากหลายสาขาวิชา ซึ่งทำให้เกิดการขยายแนวความคิดเชิงอุดมคติในเวลาต่อมา

รูปแบบยูโทเปียที่แตกต่างกัน ในช่วงยุคกลาง ยูโทเปียถูกสื่อเป็นหมู่บ้านหนึ่งที่ซึ่งความปรารถนาทางโลกทั้งหมดจะได้รับการเติมเต็มหรือทำให้บรรลุผลได้ ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 "ความรอด" ถือเป็นอุดมคติแห่งความสมบูรณ์โดยผ่านความก้าวหน้าของยุคสมัยใหม่ (modern progress) โดยมีผู้เสนอแนวคิดที่มีชื่อว่า Arcagrup (the art-architects collective) เป็นการนำเสนอเรือลำหนึ่ง ที่ทำขึ้นจากวัสดุหมุนเวียนมาใช้ใหม่ และพลังงานต่างๆจากธรรมชาติมาใช้ โดยเรือลำนี้คล้ายกับเรือของ โนอาห์ (Noah's arc) ที่บรรทุกความฝัน ความหวังจากการสูญสิ้นสู่ความรอด

หลังการปฏิวัติทางการเมืองและอุตสาหกรรมในทวีปยุโรปในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 Ebenezer Howard ชาวอังกฤษผู้ซึ่งเห็นความเปลี่ยนแปลงจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม และเห็นปัญหาจากมลพิษและความแออัดในเมือง ทำให้ Howard ได้เสนอแนวคิดแบบอุดมคติ (Utopia) ขึ้นที่มีความริเริ่มสร้างสรรค์แต่เป็นการยากที่จะนำมาปฏิบัติจริงที่เรียกว่า Garden Cities of Tomorrow เป็นแนวความคิดในการพัฒนาการใช้ประโยชน์ที่ดินให้มีรูปแบบที่เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลของชุมชนเมืองและเกษตรกรรม เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายเมืองน่าอยู่ ที่มีสิ่งแวดล้อมที่ดี ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม คุณภาพชีวิตที่ดี

Ebenezer Howard เสนอแนวคิดการสร้างเมืองที่มีสภาพแวดล้อมที่ดีแบบชนบทในรูปแบบแผนภูมิแม่เหล็ก 3 ขั้ว ที่อธิบายทฤษฎีทัศนียภาพเมือง โดยประกอบด้วยแม่เหล็กสองขั้วของ เมืองและชนบท และขั้วที่สามคือข้อดีของเมืองเมื่อรวมกับชนบท ซึ่งสามารถอธิบายแนวความคิดในการแบ่งเขตเมืองและเขตชนบท โดยมีพื้นที่สีเขียวและเกษตรกรรมกั้นระหว่างกัน โดยมุ่งเน้นสภาพแวดล้อมของเมืองที่ไม่แออัดและไม่มีชุมชนแออัด ไร้มลพิษในอากาศ ซึ่งในสมัยต่อมาแนวความคิดนี้ได้แพร่หลายในการวางผังเมืองไปประเทศอื่นๆทั่วโลก 

Modern Utopia ของ J.C. Hallman ในหนังสือ In utopia ได้พูดถึงโครงการ New Songdo City ซึ่งมีความน่าสนใจในเชิงแนวคิดอุดมคติที่มีมาแต่อดีต โดยโครงการนี้จะแล้วเสร็จในปี ค.ศ. 2015 พื้นที่การก่อสร้าง 1,500 ไร่ เพื่อให้เป็นศูนย์กลางการค้าของภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงเหนือ โดยประชากร 1 ใน 3 ของโลก เช่น จีน ญี่ปุ่น รัสเซีย สามารถเดินทางมาถึงสนามบินอินชอนภายในระยะเวลา 3 ชั่วโมง 

New Songdo City ออกแบบภายใต้แนวคิดเมืองแห่งการเชื่อมต่อ Connected Community โดย CISCO และบริษัท United Technologies ใช้พื้นที่กว่า 6 ตารางกิโลเมตร ในการพัฒนาระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไร้สายประสิทธิภาพสูง เพื่อรองรับตั้งแต่กลุ่มธุรกิจบริการขนาดเล็ก จนถึงบริษัทวิจัยเทคโนโลยีขนาดใหญ่ระดับโลก ให้กลายเป็นชุมชนต้นแบบที่มีข้อมูลทุกอย่างอาทิเช่น ประปา ไฟฟ้า โทรศัพท์ การจราจร ที่เชื่อมต่อบนเครือข่ายเดียวกันทั้งหมด และเน้นย้ำการออกแบบภายใต้แนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยการวางผังเมืองที่เน้นการเชื่อมต่อพื้นที่โดยการขนส่งที่ทันสมัย ประกอบกับการออกแบบอาคารที่มีประสิทธิภาพในการใช้พลังงานในอาคาร บนพื้นฐานโครงสร้างของเมืองที่มีการแบ่งพื้นที่ของโซนการใช้งานอย่างดี การวางโซนธุรกิจ แยกออกจากที่อยู่อาศัย และสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆ อาทิโรงเรียน โรงแรม ห้างสรรพสินค้า พื้นที่โล่งขนาดใหญ่ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตต่างๆ ตัวอย่างแนวคิดในโครงการ New Songdo เช่น

การมีพื้นที่เปิด 40% ของเมืองเพื่อลดความแออัด

การออกแบบระบบขนส่งที่เข้าถึงทุกพื้นที่ เช่น รถใต้ดิน รถเมล์

การวางเส้นทางจักรยานเชื่อมต่อกัน 25 กิโลเมตร

จุดบริการหัวจ่ายพลังงานสำหรับรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้า

การใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นพลังงานในเมือง

การนำของเหลือมารีไซเคิลในงานก่อสร้าง

ระบบบำบัดน้ำเสียและสิ่งปฎิกูล

ใช้น้ำทะเลในคลองเซ็นทรัลพาร์ค

อาคารที่มีประสิทธิภาพสูง ประหยัดพลังงาน หลังคาสีเขียว เพื่อลดการใช้พลังงานและแหล่งความร้อน

การพัฒนาแนวคิด “ยูโทเปีย”นั้นยังคงมีการพัฒนาตามกาลเวลา เพื่อเผยแพร่แนวคิดเชิงอุดมคติของการอยู่อาศัยที่ดี ที่สามารถมีอยู่จริงได้บนโลกใบนี้หรือที่ไหนซักแห่ง ที่สามารถสะท้อนแนวความคิดในอุดมคติ ที่เกิดจากการเรียนรู้จากความล้มเหลวเพื่อสร้างแนวคิดแห่งศรัทธา ต่อไปตราบเท่าที่ผู้คนยังคงใช้ความคิดและมีความหวังสู่การอยู่ในโลกที่สวยงามใบนี้ต่อไป

 

เอกสารอ้างอิง

http://www.mbanewsthailand.com/2011/07/songdo/

http://www.oknation.net/blog/print.php?id=28592

http://www.reocities.com/midarticle/newpage65.html

http://sixties-l.blogspot.com/2010/08/modern-day-adventures-in-utopian-living.html

http://www.salon.com/2010/08/15/in_utopia_interview/ 

 

Story by ดร.จิตพัต ฉอเรืองวิวัฒน์ และ ดร.สฤกกา พงษ์สุวรรณ (ฝ่ายวิจัยและพัฒนา กลุ่มบริษัทดีที)

Smart City for Sustainable Development

By RISC

จากการวิเคราะห์แนวโน้มของโลก (Global Mega Trends) พบว่า การเจริญเติบโตของประชากรโลก (World Population Growth) การขยายตัวของเขตชุมชนเมือง (Urbanization Expansion) และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) นั้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อภาวะการขาดแคลนทรัพยากรอาหารและน้ำ พื้นที่ธรรมชาติและพื้นที่เกษตรกรรมถูกรุกราน การคุกคามจากภัยพิบัติธรรมชาติมีความถี่และรุนแรงมากขึ้น กระทบต่อการใช้ชีวิตของมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นสำหรับผู้ที่มองเห็นถึงอนาคตจะต้องมีการวางกลยุทธ์รองรับ และตัดสินใจเลือกทิศทางการพัฒนา “บ้านหลังเล็ก” ที่ไม่เพียงพึ่งพาอาศัย แต่ยังเยียวยา “บ้านหลังใหญ่” ได้ ก่อให้เกิดสมดุลยภาพระหว่าง สภาพแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ เพื่อการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน

บ้านหลังเล็ก ในที่นี้มิได้หมายความเพียงแค่บ้านเท่านั้น แต่หมายรวมถึงแหล่งพำนักอาศัยและแหล่งอาชีพ ที่เราสามารถดำเนินชีวิตอยู่ได้ จากบ้าน สู่หมู่บ้าน สู่เมือง สู่ประเทศ ไปจนถึงโลกที่เป็นบ้านหลังใหญ่สุดของพวกเรา ปัจจุบันมีหลายหัวเมืองใหญ่ที่มีการวางแผนพัฒนาเมืองอย่างชาญฉลาดและได้เริ่มดำเนินการพัฒนาเข้าสู่การเป็นเมือง Smart City แล้ว ซึ่งมีแนวคิดในการพัฒนาอย่างยั่งยืน การเพิ่มคุณภาพชีวิต และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีองค์ประกอบสำคัญคือ ระบบผลิตพลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานความร้อนใต้พิภพ ระบบโครงข่ายคมนาคมขนส่งประสิทธิภาพสูงและสถานีประจุเชื้อเพลิงพลังงานสะอาด ระบบโครงข่ายสาธารณูปโภคอัจฉริยะที่เชื่อมโยงเข้ากับระบบเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ อาคารและบ้านอัจฉริยะ และระบบควบคุมจัดการพลังงาน ความปลอดภัย รวมถึงระบบการบำบัดและกำจัดของเสีย ตัวอย่างเมืองที่เริ่มมีการวางแผนพัฒนาเป็น Smart City ได้แก่ San Francisco, Amsterdam, Tokyo, Xinjiang, Seattle, Copenhagen, Stockholm, Vienna, New York และ Santiago เป็นต้น

นอกจากนี้ ภายในอีก 2 ปีข้างหน้า (พ.ศ. 2558) ประเทศในเอเชียหลายประเทศมีเป้าหมายเปิดตัว Smart City อย่างเป็นทางการ ยกตัวอย่างประเทศที่โดดเด่น ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน

 

 

 

 

 

ประเทศญี่ปุ่นส่ง 4 เมืองต้นแบบ คือ City of Yokohama, Toyota City, Keihanna และ City of Kitakyushu เป็นเมืองนำร่องในการพัฒนาโครงการ Smart Cities อย่างเต็มรูปแบบ โดยเกิดจากความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชนทุกภาคส่วน ทั้งผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติและพลังงานสะอาด ผู้ผลิตและพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ ผู้ผลิตและพัฒนาการก่อสร้างอาคารและบ้านสำเร็จรูป ผู้ผลิตและพัฒนาอุปกรณ์ไฟฟ้าและสื่อสาร และผู้ให้บริการระบบเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ มีเป้าหมายเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีและการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งนี้มีเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิด ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2554 เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้โครงการนี้เดินหน้าอย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกัน เกาหลีใต้เสนอเมือง Songdo IBD (International Business District) ที่มีความยั่งยืนทางด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม เป็นศูนย์กลางธุรกิจการค้า การลงทุน และการเดินทางแห่งใหม่ของโลก ด้วยตำแหน่งที่ตั้งใกล้กับสนามบินอินชอน จุดเด่นสำคัญคือการสร้างอาคารและสถานที่ซึ่งเป็น Land Mark แห่งใหม่ และการรองรับเทคโนโลยีแห่งอนาคต โดยสามารถเชื่อมต่อกันได้ทุกจุดทุกสถานที่ในชุมชนเมืองด้วยเครือข่ายเดียวกันผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ต ทั้งไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ และการจราจร เป็นต้นแบบของ Connected Community เพื่อการใช้ชีวิตอย่างครบถ้วนสมบูรณ์แบบ ล้ำสมัย และมีคุณภาพ

ตัวอย่างสุดท้ายคือ Tianjin Eco-City ในประเทศจีน เป็นโครงการพัฒนาเมืองนิเวศน์แห่งอนาคตที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือกันระหว่างประเทศสิงคโปร์และจีน มีการสร้างโมเดลของการพัฒนาที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับชุมชนทุกขนาด โดยแต่ละชุมชนย่อยจะมีระบบสาธารณูปโภค สิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็น และพื้นที่สีเขียวซึ่งสามารถเข้าถึงได้ง่ายภายในระยะเดินเท้าและจักรยาน การเดินทางระหว่างชุมชนถูกเชื่อมโยงด้วยระบบขนส่งมวลชนรถไฟฟ้าแบบรางเบา (Light Rail System) และด้วยข้อจำกัดของสภาพพื้นที่จึงต้องมีการใช้เทคโนโลยีบำบัดและหมุนเวียนทรัพยากรน้ำประสิทธิภาพสูง ร่วมกับการผลิตน้ำประปาด้วยน้ำฝนและน้ำทะเล มีการวางเป้าหมายว่าจะพัฒนาครบทุกภาคส่วนภายในปี พ.ศ. 2558 และจะเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2563

Smart City เป็นเพียงทางเลือกหนึ่งของการพัฒนาเมืองเท่านั้น แต่ละประเทศจะต้องพิจารณาเลือกรูปแบบที่สอดรับตามแนวทางของแต่ละเมือง สอดคล้องกับปัจจัยธรรมชาติและวิถีการดำเนินชีวิต พร้อมด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อกำหนดแผนและสร้างแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่เหมาะสม โดยยึดถือแนวคิดของการพึ่งพาตนเอง การแบ่งปัน และการมีส่วนร่วม สิ่งสำคัญคือเมื่อได้แนวทางแล้วนั้น ทุกฝ่ายต้องมุ่งมั่น เดินหน้าพัฒนา และลงมือทำอย่างจริงจังร่วมกัน

 

สริธร อมรจารุชิต (Saritorn Amornjaruchit)

ฝ่ายวิจัยและพัฒนา

บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์คอร์ปอเรชั่น จำกัด  (กลุ่มบริษัท ดีที)

 

Newsletters

Subscribe to our newsletters to stay updated.

© 2020 Magnolia Quality Development Corporation Limited - A DTGO Company
Result
Confirmation
Confirmation