Knowledge - RISC

All Articles

ลด “เสียงรบกวน” ในบ้านกันเถอะ

By RISC | 2 months ago

  เพื่อนๆ เคยสังเกตุบ้างหรือไม่ว่า เวลาที่เราได้ยินเสียงดังๆ เราจะสะดุ้ง ตกใจ และถ้าฟังเสียงดังนั้นไปนานๆ เราจะรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเฉยๆ หรือทำงาน อ่านหนังสือไม่รู้เรื่องเลย นั่นเป็นเพราะเสียงมีผลต่อการรับรู้ของสมองและร่างกายของเรา ถ้าเสียงที่ได้ยินนั้นอยู่ในช่วงที่ดีต่อการรับรู้ของสมองจะทำให้เรามีสมาธิ และรู้สึกผ่อนคลาย แต่หากเป็นเสียงดังเกินไป หรือที่เราเรียกว่า “เสียงรบกวน” จะมีผลต่อความรู้สึก ระบบประสาท และสุขภาพของเราไปด้วย   รู้หรือไม่ ... เสียงแค่ไหนที่เรียกว่า “ดัง” ?   ระดับเสียงเกิน 70-75 เดซิเบล เอ (dBA) ขึ้นไป หากฟังอยู่นานๆ ความรู้สึกต่อการได้ยินจะลดความไวลง องค์การอนามัยโลก กำหนดไว้ว่า เสียงที่เป็นอันตราย หมายถึง เสียงที่ดังเกิน 85 เดซิเบล เอ (dBA) ที่ทุกความถี่ แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าเสียงแค่ไหน เสียงอะไร ที่เรียกว่า “ดังเกินไป” บ้าง ตารางที่ 1 แสดงระดับความเข้มเสียงจากแหล่งกำเนิดต่างๆ (ตัวหนังสือสีแดง คือ เสียงที่เป็นอันตราย ตามที่องค์การอนามัยโลกกำหนด) แหล่งกำเนิด ระดับความเข้มเสียง(เดซิเบล,dB) ผลการรับฟัง การหายใจปกติ การกระซิบแผ่วเบา สำนักงานที่เงียบ การพูดคุยธรรมดา เครื่องดูดฝุ่น โรงงาน, ถนนที่มีการจราจรหนาแน่น เครื่องเสียงสเตอริโอในห้อง, เครื่องเจาะถนนแบบอัดลมเครื่องตัดหญ้า ดิสโก้เธค, การแสดงดนตรีประเภทร๊อค ฟ้าผ่าระยะใกล้ๆ เครื่องไอพ่นกำลังขึ้นใกล้ๆ จรวดขนาดใหญ่กำลังขึ้นใกล้ๆ 10 30 50 60 75 80 90100 120 130 150 180 แทบจะไม่ได้ยิน เงียบมาก เงียบ ปานกลาง ดัง ดัง รับฟังบ่อยๆ การได้ยินจะเสื่อมอย่างถาวร - ไม่สบายหู - เจ็บปวดในหู แก้วหูชำรุดทันที (ที่มา: คลังความรู้สู่ความเป็นเลิศทางวิทยาศาสตร์ฯ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.). 2554.)   และ....รู้หรือไม่ว่า เสียงที่ดังเกินไป มีต่อสภาพร่างกายและจิตใจอย่างไร ?             การได้ยินเสียงที่ดังมากเกินไป จะทำให้เราเกิดความรำคาญ รู้สึกหงุดหงิดไม่สบายใจ เกิดความเครียดทางประสาท ขาดสมาธิ ประสิทธิภาพการทำงานลดลง และหากเสียงนั้นดังช่วงกลางคืนจะไปรบกวนการนอนหลับ อาการเหล่านี้นานไปจะส่งผลต่อสุขภาพโดยตรง อาจก่อให้เกิดอาการป่วยทางกาย เช่น โรคกระเพาะ โรคความดันสูง และหากได้ยินเสียงดังเกินกว่ากำหนดนานเกินไป อาจทำให้สูญเสียการได้ยิน (ชั่วคราวหรือถาวร)   บ้านของเรามีเสียงดังรบกวนมาจากอะไรบ้าง ? ดูจากแหล่งที่มาของเสียงแยกได้ 2 แหล่ง คือ เสียงนอกบ้าน ทั้งเสียงรบกวนที่มาจากข้างบ้าน ถนน และเสียงในบ้าน จากห้องติดกันที่ทำกิจกรรมต่างๆ เช่น ห้องดูทีวี ห้องนั่งเล่น ห้องครัว ห้องน้ำ หรือแม้แต่เสียงเดิน (ทางเดินของคอนโด) เสียงเหล่านี้เราสามารถปรับปรุงบ้านบางส่วนเพื่อลดความดังให้อยู่ในระดับที่ไม่รบกวนเราได้   เราจะทำให้บ้านของเรา “ไม่มีเสียงดังรบกวน” ได้อย่างไร ? เราต้องทำการป้องกันเสียงจากแหล่งที่มาของเสียงทั้ง 2 แหล่งข้างต้น ดังนี้ 1.    การกรองเสียง/ป้องกันเสียงจากภายนอก สามารถทำได้ตั้งแต่การปลูกต้นไม้เป็นแนว เพื่อกรองเสียงรบกวนเข้ามาในบ้านก่อนระดับหนึ่ง ต่อมาก็กั้นเสียงจากภายนอกด้วยส่วนผนัง หลังคา ประตูหน้าต่าง ให้ไม่มีรูหรือช่อง ให้เสียงผ่านเข้ามาได้ และเลือกเปิดหน้าต่างในทิศที่ไม่มีเสียงดังรบกวน 2.    การป้องกันเสียงจากภายในบ้าน ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่าเสียงภายในบ้านมาจากไหนบ้าง เป็นเสียงที่ลอยตามลม ตามอากาศ หรือเป็นเสียงที่มาจากพื้นหรือผนังบ้านเรา ก็สามารถกั้นเสียงเหล่านั้นได้ เช่น §  เสียงดังผ่านอากาศ เสียงแบบนี้เราต้องปิดรู อุดช่องต่างๆ ที่ทำให้เสียงลอดเข้ามาได้ เช่น ช่องว่างใต้ประตู §  เสียงดังผ่านผนัง พื้น เสียงแบบนี้เป็นเสียงที่ผ่านมาทางโครงสร้าง ทางที่ดีที่สุดคือ แยกห้องที่คาดว่าจะมีเสียงดังให้อยู่ห่างห้องอื่นๆภายในบ้าน และจัดกลุ่มห้องที่ไม่ต้องการเสียงไปอยู่ด้วยกัน เช่น ห้องนอน ห้องทำงาน และลดเสียงจากการกระแทกต่างๆ เพื่อไม่ให้เสียงเดินทางผ่านพื้น ผนัง เช่น ปูพรมทางเดิน แบ่งปันข้อมูล : ฝ่ายวิจัยและพัฒนา บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด http://www.whizdomsociety.com/ http://www.magnolia.co.th/FrenchCountry/    

1 viewer

แสงธรรมชาติ ... เพื่อสุขภาพ

By RISC | 2 months ago

ใครจะรู้บ้างว่า “แสงธรรมชาติ” ก็มีประโยชน์ต่อร่างกายของเรา ทำให้สุขภาพดีได้อย่างไม่รู้ตัว  ใช่แล้วค่ะ เพื่อนๆ สามารถมีสุขภาพดีได้จากแสงธรรมชาติ เพียงแค่เข้าใจและพยายามนำแสงธรรมชาติเข้ามาใช้อย่างเหมาะสม ก็สามารถเพิ่มรอยยิ้ม พร้อมสุขภาพที่ดีขึ้นได้               เรามา รู้จัก “แสงธรรมชาติ” กัน ว่ามีประโยชน์อย่างไรบ้าง ???               จากการรวบรวมข้อมูลงานวิจัยที่น่าเชื่อถือต่างๆ แสดงให้เห็นชัดเจนว่า แสงธรรมชาติมีผลดีต่อระบบการทำงานของร่างกาย เราจะขอเลือกผลของงานวิจัยที่น่าสนใจให้เพื่อนๆ ได้ทราบกันนะคะ   แสงช่วยลดอาการซึมเศร้า Anne-Marie Gagné, 2011 พบว่า แสงธรรมชาติที่มีช่วงคลื่นแสงสีฟ้า (Blue light) เมื่อมีสัดส่วนที่เหมาะสมจะสามารถบำบัดโรคซึมเศร้าหรืออารมณ์ผันแปรตามฤดูกาล (Seasonal Affective Disorder (SAD)) และ Ancoli-Israel S, 2003 พบว่า แสงธรรมชาติในตอนเช้าช่วยชะลออาการกระวนกระวายในผู้ป่วยที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer) สอดคล้องกับงานวิจัยของ Mishima K,1994 พบว่า แสงในช่วงเข้าสามารถบำบัดอาการนอนไม่หลับของผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม (Dementia) ในผู้สูงอายุ แสงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน Greets, 2003 พบว่า ประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงานในองค์กรและการเรียนในสถานศึกษามีมากขึ้นเมื่อมีการนำแสงธรรมชาติเข้ามาภายในพื้นที่ทำงาน และ Wout van Bommel, 2006 พบว่า การผสมผสานคลื่นสีและความเข้มแสงในอัตราส่วนที่เหมาะสมตามปริมาณการขึ้นลงของฮอร์โมนเมลาโทนิน จะช่วยกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวในการทำงาน รวมทั้งมีผลดีต่อการผ่อนคลายความเครียดและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน   สรุปผลวิจัยได้ว่า แสงมีความสำคัญต่อระบบกลไกของร่างกายมนุษย์ ไม่เพียงเฉพาะการมองเห็นเท่านั้น แต่ยังประสานเข้ากับการทำงานของระบบสมองอันเป็นส่วนสำคัญของระบบนาฬิกาของร่างกาย (Circadian System) มีผลให้ร่างกายสร้างฮอร์โมนเมลาโทนิน (Melatonin) ควบคุมการหลับและการตื่นนอน ควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ การสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายเราอีกด้วย รวมทั้งระบบการคิด และการจำ การพูด การสร้างฮอร์โมน และอื่นๆ นอกจากนั้น แสงยังสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านทางผิวหนังได้ โดยเฉพาะแสงธรรมชาติในช่วงเช้าจะช่วยให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินดี ทำให้กระดูกแข็งแรงอีกด้วย  จากข้อมูลข้างต้น เพื่อนๆ คงเห็นประโยชน์ของแสงธรรมชาติกันแล้ว บางประเทศจะมีช่วงฤดูกาลที่มีแสงธรรมชาติน้อย ทำให้เกิดอาการซึมเศร้า จึงมีการประดิษฐ์แสงไฟที่ให้ผลดีเช่นเดียวกับแสงธรรมชาติ แต่ประเทศเราโชคดีที่มีแสงธรรมชาติตลอดทั้งปี เหลือแต่ “การนำแสงธรรมชาติเข้ามาใช้อย่างเหมาะสม” เท่านั้น แล้วทำอย่างไร จึงจะเรียกว่า “เหมาะสม” ?? เนื้อหาตอนหน้าจะขอแนะนำการปรับปรุงบ้านให้รับแสงธรรมชาติอย่างเหมาะสมกันนะคะ    แบ่งปันข้อมูล : ฝ่ายวิจัยและพัฒนา บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์  คอร์ปอเรชั่น จำกัด http://www.magnolia.co.th/th/project/story.php

1 viewer

เรามาทำบ้านให้ ‘ปลอดเชื้อรา’ กันเถอะ” (2)

By RISC | 2 months ago

เราเคยสังเกตกันไหมคะว่า ทำไมเวลาเราเลือกของเข้าบ้าน ทั้งที่ดูดีแล้วว่าไม่น่าจะเกิดเชื้อรา แต่พอใช้ไปสักพักก็มีรอยดำๆ จุดดำๆ เกิดขึ้นมาจนได้ นั่นเป็นเพราะแม้เนื้อของวัสดุเองไม่เกิดเชื้อรา แต่ที่ผิวของวัสดุเหล่านั้นมีการเกาะของฝุ่นละอองซึ่งเป็นอาหารของเชื้อรา ผสมกับความชื้น เลยทำให้ “ครบวงจร” ของการเกิดเชื้อราค่ะ ดังนั้น การจะทำให้บ้านของเรา “ปลอดเชื้อรา” ได้นั้น ขั้นแรกเลยเราจะต้อง “ตัดวงจรของการเกิดเชื้อรา” ให้ได้ค่ะ จากที่เล่าให้เพื่อนๆ ทราบกันในตอนที่แล้วว่า เชื้อราเกิดจากการรวมกันของ 3 องค์ประกอบ คือ ความชื้น อาหารของเชื้อรา และอุณหภูมิ ซึ่งการตัดวงจร หรือ ตัดองค์ประกอบนั้น เราจะเน้นไป 2 ส่วน คือ “การควบคุมความชื้น” และ “การควบคุมแหล่งอาหารของเชื้อรา” ในการปรับปรุงบ้านของเรา (ส่วนการควบคุมอุณหภูมินั้นทำได้ยาก เนื่องจากช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตของเชื้อราส่วนใหญ่อยู่ที่ 15-30 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นช่วงที่มนุษย์รู้สึกสบายเช่นเดียวกัน การทำให้ “เชื้อราไม่ชอบ” จึงเป็นช่วงที่จะทำให้ “เราไม่ชอบ” ไปด้วย) แนวทางการปรับปรุงบ้าน ... ให้ “ปลอดเชื้อรา” เราต้องเริ่มทำตั้งแต่ “ภายนอกอาคาร” ไปจนถึง “เปลือกอาคาร” และสุดท้ายคือ “ภายในอาคาร” ในส่วนการตกแต่งภายใน จึงจะสามารถป้องกันการเกิดของเชื้อราได้อย่างครบวงจร คราวนี้จะขอแนะนำการปรับปรุงบ้านเน้นไปที่ 2 ส่วน เพื่อตัดวงจรการเกิดเชื้อรากันนะคะ   ส่วนแรก คือ การควบคุมความชื้น ให้กับบ้านของเราในส่วนต่างๆ ทำได้ดังนี้ 1.    การจัดการระบายน้ำรอบบ้าน เป็นการเพื่อให้น้ำภายนอกอาคารไหลผ่าน หรือทำทางน้ำไหลออกจากตัวอาคาร ไม่ว่าจะเป็นทางลาดเอียง หรือท่อระบายน้ำ จะช่วยลดน้ำขังรอบตัวอาคารได้ ทำให้ลดแนวโน้มการซึมของน้ำเข้าสู่ตัวอาคารได้ 2.    การจัดการควบคุมความชื้นของเปลือกอาคาร §  หลังคาบ้าน รูปแบบหลังคาจั่วหรือปั้นหยาที่มีความชันมาก ชายคาและกันสาดยื่นยาว สามารถบังฝนและละอองฝน ช่วยลดการสะสม การไหลย้อน และการขังของน้ำฝนได้ §  ผนังบ้าน การเลือกผนังอาคารที่ไม่สะสมความชื้น รูปแบบผนังเบาโครงเคร่าไม้อย่างบ้านเราสมัยก่อน ช่วยลดการสะสมความชื้น ลดการควบแน่น และมีการระเหยของความชื้นได้ดีกว่าผนังก่ออิฐ เป็นการลดความชื้นสะสมที่ผนังได้ดี §  ช่องเปิดและรอยต่อ การป้องกันน้ำรั่วซึมเข้าช่องเปิดและรอยต่อต่างๆ ด้วยการทำคิ้ว การทำช่องเปิดลึกเข้ามาและทำขอบเอียงลาดออกด้านนอก และการปิดแผ่นทับจุดเชื่อมต่อ กันน้ำรั่วซึมเข้ามาบริเวณรอยต่อต่างๆ เช่น หลังคา ระเบียง ผนัง §  ส่วนพื้น การป้องกันความชื้นบริเวณพื้น ต้องมีการทำพื้นให้เอียงลาดระบายได้น้ำได้ และหากเป็นไปได้ควรยกพื้นไม่ให้สัมผัสกับดินโดยตรง หรือดีที่สุดคือการยกใต้ถุนอย่างบ้านไทยสมัยก่อน วิธีการนี้ไม่ได้ป้องกันความชื้นได้อย่างเดียว แต่หนีน้ำท่วมได้อีกด้วย 3.    การระบายอากาศเพื่อลดปริมาณเชื้อรา การไหลเวียนของอากาศที่ดีจะช่วยพัดพาความชื้นภายในอาคาร หรือแม้แต่หยดน้ำต่างๆ ที่เกิดจากการควบแน่นในส่วนต่างๆ ของผนังหรือเฟอร์นิเจอร์ ให้ระเหยไปได้ เมื่อลดความชื้น ได้จะช่วยลดแนวโน้มการเกิดเชื้อราได้นั่นเอง การตัดวงจรอีกส่วน คือ การควบคุมแหล่งอาหารของเชื้อรา ภายในบ้านของเรา สามารถทำได้ดังนี้ 1.    การเลือกวัสดุทนชื้น กันรา วัสดุตกแต่งภายในจัดว่าเป็นอาหารและแหล่งฟักตัวของเชื้อรา โดยเฉพาะวัสดุที่มีเซลลูโลส ได้แก่  วอลล์เปเปอร์ ผ้าม่าน ฝ้าและผนังยิปซัมบอร์ด ไม้ ฉนวน สี กระดาษ พรม หากจำเป็นต้องใช้จริงๆ ให้เน้นดูที่คุณสมบัติต้านทานความชื้น และเชื้อรา 2.    การทำให้บ้านไม่มีฝุ่น ไม่ว่าจะเป็นการแยกพื้นที่มีฝุ่นละออง การเลือกวัสดุที่ไม่จับฝุ่น ขอบหรือมุมไม่สะสมฝุ่น ให้ทำความสะอาดได้ง่าย สะดวก หรือการปลูกพืชที่ช่วยจับฝุ่นตั้งแต่ก่อนเข้ามาภายในบ้าน จากแนวทางการปรับปรุงบ้านเพื่อตัดวงจรการเกิดเชื้อราภายในบ้านข้างต้น บางส่วนอาจจะต้องคิดและทำตั้งแต่เริ่มสร้างบ้านใหม่กันเลยทีเดียว แต่บางส่วนสามารถทำได้เลยโดยไม่ต้องทุบ รื้อ ให้เสียเงินมากมายนัก เพื่อนๆ ลองนำวิธีเหล่านี้ไปปรับใช้ให้บ้านของเรา ได้ผลดีอย่างไร ส่งข่าวมาบอกกันด้วยนะคะ   แบ่งปันข้อมูล : ฝ่ายวิจัยและพัฒนา บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด http://www.magnolia.co.th

0 viewer

เชื้อราทำให้เราป่วยได้อย่างไร (1)

By RISC | 2 months ago

เชื้อราทำให้เราป่วยได้อย่างไร (1)   สวัสดีค่ะ เนื้อหาตอนนี้เราจะมาคุยกันถึงสิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า “เชื้อรา” กันนะคะ ยิ่งเฉพาะหลังน้ำท่วมทำให้เรามีโอกาสได้เจอเจ้าเชื้อรากันบ่อยและเยอะจนน่ากลัวเลยนะคะ แต่จริงๆ แล้วไม่ต้องมีน้ำมาท่วมบ้าน ในบ้านเราก็มีเชื้อรานี้กันอยู่แล้วค่ะ เพียงแต่มากหรือน้อย หรือเป็นชนิดที่เป็นอันตรายต่อเราหรือไม่เท่านั้นเองค่ะ ที่สำคัญมันส่งผลเสียอะไรกับเราบ้าง และจะทำให้บ้านของเราไม่เกิดเชื้อราได้อย่างไร   เชื้อรามาจากไหน? ก่อนอื่นเราต้องรู้ว่า “เชื้อรา” มาจากไหน เกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะการรู้ที่มาและการเกิด จะทำให้เราควบคุมให้ “ไม่เกิดเชื้อรา” ได้จากต้นเหตุจริงๆ เรามาดูกันนะคะ ว่าอะไรคือองค์ประกอบที่ทำให้ “เกิดเชื้อรา” ได้แก่   1.      น้ำหรือความชื้น น้ำ เปรียบเสมือน “อาหาร” มื้อหลักของเชื้อรา ไม่ว่าจะเป็นน้ำในรูปของ “ของเหลว” “ไอน้ำ” หรือ “การควบแน่น” น้ำหรือความชื้นมีผลต่อการเจริญเติบโตของเชื้อรา เมื่อพื้นผิวของวัสดุ (ที่เป็นอาหารของเชื้อรา) มีความชื้นสัมพัทธ์ 90-100% จะเป็นช่วงที่เชื้อราเติบโตได้ดี และช่วงความชื้นสัมพัทธ์ 40-60% จะเป็นช่วงที่เชื้อรามีการเติบโตน้อย นั่นคือ ช่วงเวลาบ่ายๆ ของเมืองไทยเรา (ฝนไม่ตก) และช่วงที่เปิดเครื่องปรับอากาศ 2.      อาหารของเชื้อรา อาหารสำคัญของเชื้อรา ได้แก่ วัสดุก่อสร้าง วัสดุตกแต่งภายในอาคาร และฝุ่น ซึ่งฝุ่นนี้เองที่เป็นที่อยู่ของเชื้อราบางชนิดได้เป็นอย่างดี เมื่อมีความชื้นสูงเชื้อราจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นที่มาของกลิ่นอับภายในห้อง นอกจากนั้น เมื่อฝุ่นเกาะตามผิววัสดุต่างๆ แม้วัสดุที่ไม่ดูดซับน้ำ เช่น กระจก พลาสติก ก็จะทำให้เกิดเชื้อราตามผิววัสดุดังกล่าวได้อีกด้วย 3.      อุณหภูมิ อุณหภูมิ เสมือนเป็น ตัวเร่งให้เชื้อราเจริญเติบโต ซึ่งเชื้อราแต่ละชนิดชอบช่วงอุณหภูมิที่ต่างกัน แต่ส่วนใหญ่มีช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตของเชื้อราอยู่ที่ 15-30 องศาเซลเซียส[1] แต่ถ้าใช้อุณหภูมิ 60-63 องศาเซลเซียส[2] เป็นระยะเวลา 30 นาที จะสามารถฆ่าเชื้อราได้ สรุปการเกิดเชื้อรา พบว่า ความชื้น มีอิทธิพลต่อการงอกและเติบโต (Germination) ของเชื้อรามากที่สุด รองลงมาคือวัสดุ หรืออาหารของเชื้อรา และสุดท้ายคือ อุณหภูมิ ดังนั้น วิธีการลดการเกิดเชื้อราภายในบ้านของเรา สามารถทำได้ตั้งแต่การออกแบบบ้าน การก่อสร้างและการใช้งานภายในบ้านที่ไม่เป็นต้นเหตุของการเกิดเชื้อรา ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมความชื้นที่เข้าสู่บ้านในส่วนต่างๆ จนลดการเกิดแหล่งเพาะพันธ์เชื้อราอันมีผลต่อคุณภาพอากาศภายในอาคารได้นั่นเอง   เชื้อรามีผลต่อสุขภาพเราจริงเหรอ? หลายคนคงมีคำถามว่า “ มีเชื้อราในบ้าน...แล้วยังไง? ” กระทรวงสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกา (US EPA)[3] ได้มีการวิจัยและสำรวจ พบว่า ผู้ป่วยโรคหอบหืด 21.8 ล้านคนทั่วประเทศ มี 4.6 ล้านคน หรือเกือบ 1 ใน 5 ส่วน ที่ระบุได้ว่า ความชื้นและเชื้อราภายในบ้านเป็นตัวการที่ทำให้เป็นโรคหอบหืด นอกจากนั้น สปอร์และเส้นใยของเชื้อราก็ยังเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งและโรคระบบทางเดินหายใจต่างๆ อีกด้วย จากการที่สปอร์เชื้อราเป็นส่วนที่ใช้ในการแพร่พันธุ์ อนุภาคสปอร์จะลอยไปยังที่ต่างๆ ตามอากาศ น้ำ สัตว์เลี้ยง และยังปะปนเข้าสู่ระบบปรับอากาศของบ้านนั่นเอง สารพิษจากเชื้อราก่อให้เกิดการระคายเคืองที่ระบบทางเดินหายใจและเยื่อบุตา ปวดหัว วิงเวียนศีรษะ หลอดลม ทำให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อน อันนำมาซึ่ง โรคอาคารป่วย (Sick Building Syndrome) โรคหอบหืด โรคภูมิแพ้ และโรคปอดอักเสบจากภูมิแพ้     เราคงไม่คิดว่าการนั่งอยู่ในบ้านอันแสนสุขของเรา จะทำให้เราป่วยได้ แต่จากข้อมูลจะเห็นว่า “เชื้อรา” เป็นสาเหตุของการเจ็บป่วย แต่เราสามารถห่างไกลจากเชื้อราได้ด้วยการ “ตัดวงจร” การเกิดเชื้อราทั้ง 3 ส่วนนั้นไม่ให้มาเจอกัน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกวัสดุ ลดการสะสมของฝุ่น การลดความชื้นภายในบ้านของเรา หรือแม้แต่การควบคุมให้อากาศภายในบ้านของเราอยู่ในช่วงที่ “เชื้อราไม่ชอบ” เนื้อหาตอนนี้สร้างความเข้าใจการเกิดเชื้อราและผลเสียต่อสุขภาพแล้ว เนื้อหาตอนต่อไปจะเป็นการแนะนำเทคนิคการทำให้บ้านของเรา “ปลอดเชื้อรา” โดยการตัดวงจรของการเกิดเชื้อรา จนสามารถ “ป้องกัน” หรือ “ลด” เชื้อราให้กับบ้านของเราได้ ซึ่งเป็นการลดแนวโน้มความเจ็บป่วยให้กับคนในบ้านของเรานั่นเอง อ้างอิง  [1] http://www.wbdg.org/resources/env_iaq.php [2] Olaf C.G. Adan  and Robert  A. Samson,” Fundamentals of mold growth in indoor environments and strategies for healthy living”,Wageningen Academic Publishers  ,the Netherlands, 2011. [3] David Mudarri and William J. Fisk,” Public Health and Economic Impact of Dampness and Mold”, in Indoor Air Journal, vol. 17, p 226-235, 2007.   แบ่งปันข้อมูล : ฝ่ายวิจัยและพัฒนา บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์  คอร์ปอเรชั่น จำกัด http://www.magnolia.co.th

0 viewer

เลือกพรมอย่างไร...ให้ไกล “ภูมิแพ้”

By RISC | 2 months ago

จากเนื้อหาในชุด “บ้านสบายกาย” เราได้มีการเน้นย้ำให้เข้าใจถึงสภาพอากาศของบ้านเรากันมาแล้วว่า“เมืองไทย” ของเราเป็น “เมืองร้อนชื้น” ความร้อนและความชื้นในอากาศนี้เองที่นอกจากจะส่งผลต่อความเย็นสบายภายในบ้านของเราแล้ว ยังส่งผลต่อสุขภาพของเราอีกด้วย สิ่งที่กระทบกับสุขภาพของคนในบ้านโดยตรง คือ วัสดุภายในบ้าน การเลือกใช้วัสดุจึงต้องเป็นวัสดุที่ไม่ดูดซับความร้อน และความชื้นในอากาศ เพื่อวัสดุจะไม่สะสมความชื้นจนทำให้วัสดุเสื่อมและเกิดเชื้อรา นอกจากนั้น เมืองไทยของเรายังมีปริมาณฝุ่นในอากาศสูง การเลือกวัสดุจึงต้องไม่สะสมฝุ่นละอองอีกด้วย ทั้งหมดนับเป็นสาเหตุหลักของคุณภาพอากาศภายในอาคาร ส่งผลต่อการเกิดโรคทางเดินหายใจต่างๆ เช่น โรคภูมิแพ้ โรคยอดนิยมของคนในยุคสมัยนี้   การตกแต่งบ้านที่นิยมกันมาก คือ การปู “พรม” ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัยโดยตรง คือ 1.      เป็นแหล่งสะสมของฝุ่น ไรฝุ่น เชื้อรา แบคทีเรีย 2.      มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ หรือกลิ่นอับ 3.      มีสารเคมีระเหยจากวัสดุพรมและกาวที่ใช้ติดตั้ง แต่สาเหตุเหล่านี้ล้วนเกิดจาก การเลือกวัสดุอย่างไม่เหมาะสม กับการใช้งาน สภาพแวดล้อม การติดตั้งที่ไม่ถูกต้อง การเลือกวัสดุที่ไม่มีคุณภาพ การไม่ดูแลบำรุงรักษา   หลักเกณฑ์ในการเลือกพรม ให้เหมาะสมกับสภาพอากาศเมืองร้อนชื้น และการใช้งานแบบคนไทย สรุปได้ดังนี้ 1.      คุณสมบัติต้านทานความชื้น และเชื้อรา  เลือกพรมที่สามารถระบายความชื้นได้เร็ว ไม่ดูดซับความชื้นเก็บไว้ ซึ่งเทคโนโลยีในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นนาโนเทคโนโลยี อนามัยและความสะอาด สามารถที่จะบูรณาการวิธีการและสารป้องกันเชื้อราและความชื้นลงในตัววัสดุ เช่น พรมที่ต้านความชื้น ฯลฯ  2.         ขนพรมชนิดขนสั้น พรมที่มีขนยาว เป็นการเพิ่มพื้นผิวให้เก็บและสะสมทั้งฝุ่นและความชื้นมากขึ้น และยังดูแลรักษายากอีกด้วย หรือตามรูปในบทความ (รูปที่ 1 ) ที่มีชนิดห่วง ชนิดนี้เป็นชนิดที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะเส้นลักษณะห่วงนี้จะสะสมฝุ่นและความชื้นไว้ในเนื้อพรมสูง 3.      วัสดุทำพรม หลีกเลี่ยงชนิดที่ทำจากขนสัตว์ชนิดต่างๆ หรือพวกเส้นใยจากพืช เพราะเป็น “แหล่งอาหารที่ดีให้กับเชื้อรา” สาเหตุหลักของภูมิแพ้เลยทีเดียว ปัจจุบันมีการคิดค้นวัสดุใหม่ไม่ว่าจะเป็นใยสังเคราะห์ ใยพีวีซี ที่ผลิตและควบคุมสารต่างๆ ให้ไม่สะสมฝุ่น และไม่สะสมความชื้นได้อีกด้วย นอกจากนั้น ก่อนการเลือกพรม อาจจะถามจากผู้ขายก่อนเสมอในเรื่องต่างๆ เช่น วัสดุติดไฟหรือลามไฟหรือไม่ พรมมีสาร VOCs หรือ Formaldehyde ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่ หรือขอดูใบรับรองด้านสุขภาพต่างๆ และคุณสมบัติต่างๆ จากผู้ขายก่อนซื้อ จากหลักในการเลือกพรม จะทำให้เราไม่เกิดปัญหาความชื้น ฝุ่น ละออง และมากไปกว่านั้นคือเชื้อรา แบคทีเรียที่สะสมอยู่ในพรม ทำให้คุณภาพอากาศภายในบ้านของเราดี ลดแนวโน้มความเจ็บป่วยของคนในบ้านลงได้ สิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือ ต้องขยันนำพรมมาทำความสะอาด ดูแลรักษาให้เหมาะกับเส้นใยและรูปแบบของพรม จะช่วยลดแนวโน้มการสะสมฝุ่นและเชื้อโรคต่างๆ ได้อีกมาก ทำให้อากาศภายในบ้านของเราปลอดจากสิ่งที่จะทำให้เกิดภูมิแพ้ได้แน่นอนค่ะ   แบ่งปันข้อมูล : ฝ่ายวิจัยและพัฒนา บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์  คอร์ปอเรชั่น จำกัด http://www.magnolia.co.th

56 viewer

ห้องอะไร อยู่ทิศไหน ...... ถึงจะดี?

By RISC | 2 months ago

    หลายคนรู้ว่าแดดมาทางไหน ลมมาจากทางไหน ซึ่งแดดกับลมในแต่ละเดือนมีเปลี่ยนทิศอีก อาจทำให้มีคำถามในใจว่า “สรุปแล้วบ้านเรานี่ควรหันหน้าทางไหน ห้องอะไรต้องอยู่ทิศไหนกันแน่ ... ถึงจะเย็นสบาย?” เราจึงได้ทำผังสรุปตำแหน่งห้องที่เหมาะสม ห้องอะไรอยู่ทิศไหนถึงจะเย็นได้ตลอดทั้งปีกันนะคะ ห้องที่ใช้งานประจำช่วงกลางวัน การวางอาคารให้ห้องที่ใช้ประจำหันไปทางทิศเหนือและมีพื้นที่ต่อเนื่องไปทางทิศใต้เนื่องจากทิศเหนือเป็นทิศที่มีแสงสว่างตามธรรมชาติโดยไม่มีแสงแดดเข้ามาตลอดทั้งวัน ทำให้เวลากลางวันมีแสงสว่างโดยไม่ต้องเปิดไฟ และการเปิดรับแสงธรรมชาติ สามารถลดแนวโน้มภาวะเครียด/ซึมเศร้าให้คนในบ้านได้อีกด้วย นอกจากนั้นพื้นที่ควรเชื่อมต่อไปทางทิศใต้เพื่อให้ได้รับลมประจำจากทั้ง 2 ทิศทาง (ช่วงฤดูหนาวมีลมประจำทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ  ช่วงฤดูร้อนมีลมประจำทางทิศตะวันตกเฉียงใต้) ห้องครัว ห้องน้ำ ห้องเก็บของ ให้อยู่ในทิศที่ร้อนที่สุดของบ้าน คือทิศตะวันตก เพื่อให้กั้นความร้อนจากด้านนั้นไว้ ช่วยให้ห้องอื่นๆ ที่อยู่ต่อเนื่องไม่ได้รับความร้อนโดยตรง ห้องนอน อยู่ในทิศที่มีสามารถมีช่องเปิดทางทิศตะวันออกได้ เพื่อสร้างการรับรู้ช่วงเวลาของวัน และการรับคลื่นแสงขาว (Blue Wave) จากแสงธรรมชาติ เพื่อร่างกายสร้างสารเคมีกระตุ้นสมอง ลดอาการซึมเศร้า ลดอาการเครียด เหมาะทั้งต่อคนทำงานที่มีภาวะเครียด และผู้สูงอายุที่มีอาการซึมเศร้าจากฮอร์โมนไม่สมดุล และถ้าเป็นไปได้ให้ห้องนอนมีด้านที่ติดกับสวนด้วย เพื่อได้ยินเสียงใบไม้ เสียงน้ำ เสียงลมพัด จะช่วยให้คลื่นสมองสงบลง สร้างความรู้สึกผ่อนคลาย     สวน การปลูกต้นไม้ควรทำรอบบ้านเพื่อสร้างร่มเงา แต่ต้องเลือกรูปทรงต้นไม้ให้เหมาะสมกับทิศทางต้นไม้ทางทิศตะวันตก (และตะวันออก) ต้องเป็นต้นไม้ที่มีใบตั้งแต่โคนต้น เพื่อบังแดดที่เอียงต่ำ สร้างร่มเงาให้กับบ้าน ส่วนต้นไม้ทางทิศใต้ ต้องเป็นต้นไม้มีใบพุ่มหนาด้านบนเพื่อสร้างร่มเงา มีลำต้นสูงโปร่งเพื่อให้ลมพัดผ่านเข้าบ้านได้ แต่นอกจากต้นไม้แต่ละทิศแล้วสวนควรอยู่ในทิศใต้ เมื่อมีการปลูกหญ้า ต้นไม้ บ่อน้ำ จะทำให้สวนมีอุณหภูมิลดลง ลมประจำทางทิศใต้จะพัดพาลมเย็นเข้าสู่ตัวบ้านได้ และหากปลูกดอกไม้หอม จะพัดพากลิ่นหอมเข้ามาในบ้านอีกด้วย ที่จอดรถ อยู่ในทิศที่ไม่มีลมผ่าน หรือไม่มีลมพัดเอาไอเสียจากรถยนต์พาเข้าไปข้างในบ้านได้ เช่น ทิศตะวันออกเฉียงใต้ หรือตะวันตกเฉียงเหนือ   จากข้อสรุปตำแหน่งห้องกับทิศทางของบ้านนี้ นอกจากจะได้ประโยชน์เรื่องป้องกันความร้อนให้บ้านช่วยสร้างความรู้สึก “สบาย” ให้กับคนที่อยู่ในบ้านแล้ว ยังมีแนวคิดทางด้านจิตวิทยาแทรก ทำให้นอกจากจะ “สบายกาย” แล้ว ยังทำให้ “สบายใจ” ได้อีกด้วย เพื่อนๆ ลองเอาไปปรับทำที่บ้านกันนะคะ   แบ่งปันข้อมูล: ฝ่ายวิจัยและพัฒนา  บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด    

61 viewer

สีสัน ... สร้างสุข

By RISC | 2 months ago

เพื่อนๆ หลายคนคงอาจจะเคยมีคำถามว่า “เรามองเห็นสีได้อย่างไร...?”   แสงที่มองเห็นเป็นสีต่างๆ นี้ เกิดจากความยาวคลื่นและความถี่ที่ต่างกัน ทำให้มองเห็นสีต่างๆ ผ่านจอประสาทตา ปริมาณของแสงมากพอจนเกิดการรับรู้ และกระตุ้นไปยังประสาทสัมผัสส่วนต่างๆ ส่งไปยังสมอง เกิดความรู้สึก จนกลายเป็นการตีความจากสีนั้นๆ ที่เราเห็นไป เรามา รู้จัก “สี” กัน ว่ามีผลต่อความรู้สึกของเราได้อย่างไร ???               จากการรวบรวมข้อมูลงานวิจัยที่น่าเชื่อถือต่างๆ แสดงให้เห็นชัดเจนว่า สีต่างๆ มีอิทธิพลต่อการทำงานของระบบประสาท เราจะขอเลือกผลงานวิจัยที่น่าสนใจให้เพื่อนๆ ได้เห็นถึงอิทธิพลของสีต่อร่างกายของเราในด้านต่างๆ กันนะคะ Faber, B.,1950  พบว่า แสงและสีมีอิทธิพลทางชีววิทยาต่อพืช สัตว์และมนุษย์ โดยสีที่สว่างและอบอุ่นจะกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติ ทำให้เพิ่มความดันโลหิต ชีพจร และอุณหภูมิร่างกาย และยังวิจัยพบว่า สีฟ้าเหมาะเป็นสีห้องนอน โดยเฉพาะห้องคนนอนไม่หลับ เพราะให้ความรู้สึกสงบเยือกเย็น นอกจากนั้นการใช้ยาสีฟ้า (ยาหลอก) เป็นยานอนหลับยังได้ผลดีอีกด้วย Chute, 1979  พบว่า สีเป็นส่วนประกอบในการเรียนรู้ของมนุษย์ การใช้เวลาในการดูภาพให้เกิดการเรียนรู้ขึ้นอยู่กับความสลับซับซ้อนและความยากง่ายของภาพ Kow, 2010  พบว่า ห้องสีชมพู ทำให้อารมณ์สงบลง การเต้นของหัวใจช้าลง ความเครียดและความก้าวร้าวลดลง เมื่ออยู่ในห้องนาน 15 นาที และจะสงบอย่างต่อเนื่องไปอีก 30 นาที นอกจากนั้น ยังมีการศึกษาและเผยแพร่ข้อมูลโดยกระทรวงสาธารณสุขเกี่ยวกับ “สีบำบัด” ของ นายแพทย์สมเกียรติ ศรไพศาล ที่เขียนไว้ใน ปี 2552 สรุปผลของสีต่างๆ ต่อระบบการทำงานของร่างกาย ดังนี้ สีเหลือง   เยียวยาอาการท้อแท้ ระบบการย่อยอาหารทำงานดีขึ้น สีส้ม        บรรเทาอาการซึมเศร้า รักษาหอบหืด สีแดง      เพิ่มพลังแห่งชีวิต สร้างเม็ดเลือดแดง สีม่วง       สร้างแรงบันดาลใจ ปรับสมดุลในร่างกาย สีเขียว     คลายเครียด ลดความดันโลหิต สีน้ำเงิน   บรรเทาความดันสูง สีฟ้า        บรรเทาโรคปอด   จากผลการวิจัย จะเห็นว่า สี มีความสำคัญมากกว่าที่ตามองเห็น แต่สามารถไป กระตุ้นระบบต่างๆ ภายในร่างกายของเราได้ และส่วนนี้เองหากเราเข้าใจจะสามารถเลือกสีสันต่างๆ เพื่อช่วยในการกระตุ้นการทำงานของร่างกาย และกระตุ้นความรู้สึกดีๆ จากการทำงานส่วนลึกของสมองเราได้อีกด้วย ดังนั้น เรามาลองจับคู่สีให้เหมาะกับกิจกรรมในห้องต่างๆ ภายในบ้านเรากันเถอะค่ะ สีส้ม - ห้องทานอาหาร มีความสัมพันธ์กับความอยากอาหาร จึงเป็นที่นิยมใช้ในการตกแต่งร้านอาหาร แสดงความสดใสร่าเริง หรือเรียกร้องความสนใจ จึงนิยมใช้ในการตกแต่งห้องต่างๆ ภายในบ้าน สีม่วง - ห้องพระ ห้องศิลปะ ทำให้เกิดสมาธิ ดึงจิตเข้าสู่ภายใน ยกระดับจิตใจ/จิตวิญญาณ ความสงบ ความเชื่อ ผ่อนคลาย เกิดความคิดสร้างสรรค์ สีชมพู – ห้องทำงาน อ่านหนังสือ ทำให้อารมณ์สงบลง การเต้นของกล้ามเนื้อหัวใจช้าลง ลดความเครียด (หากสำหรับที่ทำงาน สีชมพูเหมาะอย่างยิ่งในการเป็นห้องประชุม ทำให้กระตือรือร้น ลดความก้าวร้าวลง) สีฟ้า - ห้องนอน ห้องทำงาน ช่วยให้จิตใจกระชุ่มกระชวย บรรเทาความเศร้าและช่วยกล่อมจิตใจให้เบิกบานทั้งยังช่วยลดอุณหภูมิของร่างกายและความดันโลหิตได้เล็กน้อย ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดและทำให้รู้สึกเย็นสบาย             สีเขียว - ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ช่วยให้ระบบประสาท ประสาทตา กล้ามเนื้อตาผ่อนคลาย การหายใจจะช้าลง อุณหภูมิของผิวหนังและอัตราการเต้นของหัวใจจะช้าลง รู้สึกสงบ ร่มเย็น มีชีวิตชีวา การมองสีต่างๆ ผ่านจอประสาทตา เกิดการกระตุ้นสมอง ส่งผลต่อความรู้สึก จิตใจ ฮอร์โมน และอารมณ์ต่างกัน เราสามารถเลือกสีเหล่านั้นมากระตุ้นให้กลายเป็นความรู้สึกที่ดี ลดอาการเครียด ลดความกังวล ผ่อนคลาย ไม่หงุดหงิด กินได้ นอนหลับ ทำให้เรามีความสุขมากขึ้นได้อีกด้วย เพื่อนๆ จะลองเอาแนวคิดนี้ไปเปลี่ยนสีสันในบ้านเพื่อให้เกิดความรู้สึกดีๆ กันก็ได้นะคะ   แบ่งปันข้อมูล : ฝ่ายวิจัยและพัฒนา บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด http://www.magnolia.co.th/th/project/story.php

63 viewer

เปิดหน้าต่างรับลม รับสุขภาพดีกันเถอะ

By RISC | 2 months ago

  เมืองไทย เมืองร้อน ทำให้คนไทยเรานิยมเปิดเครื่องปรับอากาศอยู่ตลอดเวลา แต่รู้หรือไม่ว่า การปิดเครื่องปรับอากาศ แล้วเปิดหน้าต่างระบายอากาศธรรมชาติ ช่วงสั้นๆ จะช่วยลดมลพิษที่สะสมอยู่ในอาคารลงได้ด้วย เพราะ การอยู่ในสภาพแวดล้อมปิด เป็นเวลานาน ทำให้มีการสะสมของมลพิษต่างๆได้ เช่น CO2 และสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่ายต่างๆ เป็นต้น US EPA ระบุว่า อากาศภายในอาคารบางชนิดมีมลพิษสูงกว่าภายนอก 2-5 เท่า1 การเปิดหน้าต่าง ช่วยเพิ่มการไหลเวียนอากาศ นำมลพิษต่างๆที่สะสมอยู่ออกไป เพียงเปิดหน้าต่างบ้างเป็นเวลา 5-30 นาที ช่วยให้เรามีคุณภาพอากาศที่ดีได้ไม่ยากเลย และช่วยประหยัดพลังงานได้ด้วยเช่นกัน แต่มีข้อควรระวัง หากต้องการเปิดหน้าต่างรับลมธรรมชาติ ควรมีการตรวจเช็คคุณภาพอากาศภายนอกอาคารของจุดที่เราอยู่ ว่าคุณภาพอากาศดีหรือไม่ โดยสามารถดูข้อมูลได้จากกรมควบคุมมลพิษ หรือแอพพลิเคชั่นคุณภาพอากาศต่างๆ รวมถึงจุดตั้งเครื่องฟอกอากาศฟ้าใส และ Fresh One* หากคุณภาพอากาศภายนอกอาคารอยู่ในระดับมีผลต่อสุขภาพ ไม่แนะนำให้เปิดหน้าต่างระบายอากาศธรรมชาติเช่นกัน   นอกจากนี้ในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ทาง Centers for Disease Control and Prevention ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้มีคำแนะนำให้มีการเปิดหน้าต่างระบายอากาศ เพื่อมีการแลกเปลี่ยนอากาศในอาคาร และนอกอาคารให้มากขึ้นด้วย สำหรับการดูแลสถานที่อยู่อาศัย   ดูข้อมูลคุณภาพอากาศ ณ จุดติดตั้งเครื่องฟอกอากาศฟ้าใส และ Fresh One ได้ที่ https://risc.in.th/OAQ   ผู้เขียน/เรียบเรียง: เพชรรินทร์ พงษ์เพ็ชรกูล, สถาปนิกวิจัย RISC

59 viewer

เรามาดัก “ลม” เข้าบ้านกันเถอะ

By RISC | 2 months ago

สวัสดีค่ะ คราวนี้เราจะมาคุยกันเรื่อง “หน้าต่าง” กันนะคะ หน้าต่างนี่เป็นสิ่งที่เราเห็นและมีในบ้านกันทุกคนนะคะ แต่เพื่อนเคยนั่งในห้องที่มีหน้าต่าง แต่ไม่เห็นว่าจะมีลมพัดมาให้ผมกระดิกกันบ้างหรือไม่คะ? จริงๆ แล้วเกิดจากอะไรกัน หรือเราต้องมีหน้าต่างแบบไหน ตรงไหน จึงจะทำให้บ้านของเรามีลมพัด เข้าบ้านสบายๆ กันได้นะ สิ่งสำคัญที่มีผลต่อการไหลของลม คือ ทิศทางของลมที่พัดเข้าสู่อาคาร ขนาด ตําแหน่ง และรูปแบบของหน้าต่าง รวมทั้งการจัดแบ่งวางเฟอร์นิเจอร์ภายในห้อง ซึ่งอาจจะทำให้ลมที่พัดเข้ามาในห้องแต่ถูกบังทางลม ทำให้ลมไม่เข้าห้องในที่สุด ดังนั้น เราจะมาคุยกันถึงการเชิญชวน “ลม” ให้เข้าบ้านกันนะคะ   เราสามารถควบคุมให้เกิดการไหลของลม ดังนี้ 1.    การบังคับให้ลมเข้าบ้าน อาคารข้างเคียง ผนัง กําแพง ต้นไม้ สิ่งแวดล้อมรอบบ้านล้วนมีผลต่อการพัดของลม ดังนั้น เราจำเป็นต้องรู้ว่าลมเข้าบ้านเรามาทางด้านไหน แล้วปลูกต้นไม้บังคับทิศทางลมให้หักเหเข้าในบ้าน หรือสามารถใช้ครีบบังแดดแนวตั้งดักลมเข้าบ้านได้อีกทางด้วย 2.    การเลือกรูปแบบหน้าต่าง เมื่อมีลมปะทะผนังบ้านเราแล้ว หน้าต่างจะเป็นส่วนที่ยอมให้ลมผ่านเข้ามาภายในบ้าน แต่ลมจะเข้าได้ดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับขนาดของหน้าต่าง รูปแบบของหน้าต่าง §  หน้าต่างบานเปิด จะใช้พื้นที่รับลมได้เต็มที่ แต่ต้องระวังบานที่เปิดออกไปว่าต้องไม่บังลมเข้าบ้าน §  หน้าต่างบานเกล็ด ใช้พื้นที่รับลมได้เต็มที่เช่นกัน แต่ต้องดูการปรับบานเกล็ดเอียงมากหรือน้อย มีผลต่อปริมาณลมและทิศทางการไหลเข้าของลมด้วย §  หน้าต่างบานกระทุ้ง แม้จะบังฝนได้ดี แต่อาจจะทำให้ลมพัดไปบนฝ้าเพดาน จนเราไม่รู้สึกว่าลมเข้าบ้าน §  หน้าต่างบานเลื่อน จะมีพื้นที่รับผลเหลือเพียงครึ่งเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากหน้าต่างติดมุ้งลวดกันยุง จะทำให้ลมพัดเข้าบ้านน้อยลง ประมาณ 50% 3.    การวางตำแหน่งหน้าต่าง การที่จะทำให้ลมเข้าบ้านได้ดี ต้องมีทางให้ลมเข้าและออก ไม่อย่างนั้นลมจะเข้าน้อยหรือแทบไม่เข้าเลย (เพราะความกดอากาศ) ควรมีหน้าต่างอย่างน้อย 2 ด้าน หน้าต่างอยู่ด้านตรงข้ามกัน หรือหน้าต่างอยู่ทะแยงมุมด้านตรงข้ามกันได้จะดีมาก เพราะจะทำให้ลมพัดเข้ามาในบ้านได้อย่างทั่วถึง 4.    การจัดวางเฟอร์นิเจอร์ การวางของในบ้านมีผลอย่างยิ่งต่อการไหลเวียนของลมภายในห้อง โดยเฉพาะชั้นวางของ ตู้หนังสือ หรือฉากกั้นต่างๆ จะทำให้ลมเกิดการหักเห และไม่พัดเข้ามาภายในห้อง หรือบริเวณที่นั่งอยู่ค่ะ เมื่อเรารู้หลักในการดัก “ลม” เข้าบ้านกันแล้ว เพื่อนๆ ลองนำวิธีเหล่านี้ไปปรับใช้กันดูนะคะ แต่อย่าลืมเนื้อหาในตอนแรกๆ ที่คุยกันไว้ด้วยนะคะ ที่ว่าต้องทำให้ลมที่จะเข้ามาในบ้านเราเย็นลงซะก่อน ไม่งั้นก็จะเป็นลมที่พัดเข้ามาจะร้อน ไม่สบายตัว ด้วยการปลูกต้นไม้รอบบ้านเยอะๆ มีบ่อน้ำ มีน้ำพุ และหาร่มเงาให้พื้นที่รอบบ้าน เพื่อลมที่ผ่านนอกบ้านกลายเป็น “ลมเย็น” ก่อน เพื่อนๆ จะได้นั่งอยู่ในบ้านได้อย่างสบาย ไม่ต้องเปิดแอร์กันเลยค่ะ   แบ่งปันข้อมูล : ฝ่ายวิจัยและพัฒนา บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์  คอร์ปอเรชั่น จำกัด http://www.magnolia.co.th/th/project/story.php

74 viewer

ลดแอร์ เปิดพัดลม ช่วยลดค่าไฟ

By RISC | 2 months ago

  สภาวะน่าสบายของมนุษย์ มีอุณหภูมิโดยรอบร่างกายอยู่ที่ช่วง 22-29 °C และความชื้นสัมพัทธ์ 20-75% การทำให้รู้สึกสบายนั้น อุณหภูมิผิวของสิ่งต่างๆ รอบตัว ต้องมีอุณหภูมิอากาศไม่สูงกว่าอุณหภูมิผิวของร่างกายซึ่งมีค่าเฉลี่ยอุณหภูมิผิวรอบร่างกายอยู่ที่ 32 °C เพื่อสามารถเกิดการระบายความร้อนจากร่างกายไปสู่สภาพแวดล้อมโดยรอบได้ เป็นแนวทางการสร้างความสบายให้กับมนุษย์ และลดความแปรปรวนของอุณหภูมิโดยรอบร่างกาย เพื่อลดการปรับอุณหภูมิของร่างกาย อันเป็นสาเหตุหลักของความเจ็บป่วย นอกจากนั้น ในช่วงฤดูร้อน ที่มีอุณหภูมิอากาศภายนอกสูงมาก บางวันสูงมากถึง 40 °C  ส่วนใหญ่เราจะเปิดเครื่องปรับอากาศกัน ซึ่งหากดูจากสภาวะน่าสบายของมนุษย์ อยู่ในช่วง 22-29 °C เรามีวิธีให้เปิดแอร์น้อยลง แต่เย็นเท่าเดิม จากการศึกษาของ Victor Olgyay พบว่า คนเราจะรู้สึกสบายเมื่ออุณหภูมิอยู่ ระหว่าง 71.6-80.6 °F (22-27 °C) ความชื้นสัมพัทธ์ระหว่าง 20-75% เขตสบายดังกล่าวกําหนดขึ้นโดยมีเงื่อนไขดังนี้   • ความเร็วลมค่อนข้างสงบ (ประมาณ 0-1 กิโลมตรต่อชั่วโมง หรือ 0.50 ฟุตต่อนาที) • อุณหภูมิอากาศ และอุณหภูมิเฉลี่ยของผนังมีค่าเท่ากัน • การแต่งกายเป็นแบบลําลองโดยสวมเสื้อผ้าสบายๆ • บุคคลอยู่ในอิริยาบถปกติสบายๆ เช่น อ่านหนังสือ นั่งเล่น เป็นต้น   โดยมนุษย์จะรู้สึกเย็นลง 0.4 °C เมื่อความเร็วลมเพิ่มขึ้น 1 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (km/hr) หรือประมาณ 0.25 เมตรต่อวินาที (m/s) (Victor Olgyay, 1969) หรือ ความเร็วลม 1 เมตรต่อวินาที (m/s) จะรู้สึกเย็นลง 1.6 °C นั่นคือ หากเดิมเราเปิดเครื่องปรับอากาศอยู่ที่ 24 °C เราปรับเป็น เปิดเครื่องปรับออากาศอยู่ที่ 27 °C เราสามารถเปิดพัดลมช่วยให้เกิดการไหลเวียน ความเร็วลมประมาณ 2 เมตรต่อวินาที จะเสมือนว่าเย็นลง 3 °C หรือเหมือนว่าเปิดเครื่องปรับออากาศอยู่ที่ 24 °C เท่าเดิม เย็นสบายเท่าเดิม แต่ประหยัดค่าไฟลงได้มากเลยทีเดียว จากการที่เราปรับลดการเปิดความเย็นของเครื่องปรับอากาศเพิ่มขึ้น 3 °C โดยเฉพาะช่วงนี้ทุกคนอยู่บ้าน ทำงานที่บ้านกัน อาจจะเปิดเครื่องปรับอากาศกันตลอดวัน วิธีการเปิดอุณหภูมิให้สูงขึ้นจะช่วยรลดการใช้พลังงานไฟฟ้าลง ลดค่าไฟได้มากขึ้นอย่างแน่นอนค่ะ ผู้เขียน/เรียบเรียง: ดร.สฤกกา พงษ์สุวรรณ (นักวิจัย / VP, RISC)

80 viewer

Newsletters

Subscribe to our newsletters to stay updated.

© 2020 Magnolia Quality Development Corporation Limited - A DTGO Company
Result
Confirmation
Confirmation