All Articles

The Secret of COVID-free design by MQDC

By RISC | 4 weeks ago

  MQDC จับกระแสการออกแบบที่อยู่อาศัยเพื่อส่งเสริมสุขภาวะและสุขอนามัยที่ดีของลูกบ้าน และรวมไปถึงชุมชน โดยร่วมกับศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน RISC by MQDC ชูแนวคิดหลักเรื่องของสุขภาวะที่ปราศจากการสะสมของเชื้อโรคและแบคทีเรีย เพื่อลดความเสี่ยงของการแพร่กระจายของเชื้อโรค ในช่วงระหว่างและหลังจากการแพร่ระบาดของโรค COVID-19    หลักของการออกแบบพื้นที่เพื่อสุขอนามัยที่ดีของโครงการที่อยู่อาศัยภายใต้ MQDC ภายใต้คอนเซปต์ The Secret of Covid-Free Design แบ่งออกเป็น 4 แนวคิดหลัก ได้แก่ 1. การออกแบบพื้นที่ปลอดเชื้อ หรือ Disinfection Zone เพื่อดักและระงับการเจริญเติบโตของเชื้อโรค โดยได้กำหนดและออกแบบอุปกรณ์ต่างๆเพื่อให้พื้นที่ของ MQDC เป็นพื้นที่ปลอดเชื้อ ได้แก่  1) การออกแบบประตูสองชั้นบริเวณทางเข้า-ออกหลักของพื้นที่โครงการทุกๆโครงการของ MQDC เพื่อดักฝุ่นและสิ่งสกปรกที่อาจติดเข้ามาบนตัวคนหรือสิ่งของก่อนเข้าสู่ภายในอาคาร  2) ติดตั้งระบบฟอกอากาศบริเวณทางเข้า-ออกหลัก (Entrance Air Purifier) ของอาคารแต่ละโครงการ รวมถึงในลิฟต์ เพื่อฆ่าเชื้อโรคในอากาศและเชื้อโรคบริเวณพื้นผิวต่างๆที่อาจติดเข้ามาในพื้นที่ เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า รวมถึงเชื้อที่อาจติดอยู่ที่ผนัง พื้น และอื่นๆ   3) การติดตั้งพรมที่สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคหรือ AVA (Anti Viral Allergy Free) Carpet โดยพรมนี้จะมีนวัติกรรมที่สามารถดักและหยุดการแพร่กระจายของเชื้อโรคที่อาจติดมากับรองเท้าของลูกบ้านหรือผู้มาติดต่อ  2. SMART & TOUCHLESS –  การออกแบบพื้นที่โดยมีการปรับใช้นวัตกรรม และเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อลดการสัมผัสในพื้นที่และกิจกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นภายในโครงการ ซึ่งนวัตกรรมและเทคโนโลยีภายใต้ Covid-Free Design สามารถแบ่งออกได้ดังนี้   1) Face Recognition ใช้ระบบสแกนใบหน้า เพื่อควบคุมการเข้า-ออก โดยนอกจากการสแกนใบหน้าแล้ว ยังสามารถตรวจวัดอุณหภูมิได้อีกด้วย 2) Automatic Door ประตูเปิด-ปิดอัตโนมัติ เพื่อช่วยลดการสัมผัส 3) Sensor Faucet ก๊อกน้ำเปิด-ปิดอัตโนมัติลดการสัมผัส 4) Touchless Lift ระบบลิฟต์ที่ช่วยลดการสัมผัสด้วยการใช้รังสีอินฟราเรด หรือ Virtual screen ไปถึงการนำวัสดุอื่นๆ มาช่วยสัมผัสได้อีกด้วย โดยนวัตกรรมดังกล่าวอาจมีรูปแบบแตกต่างกันในแต่ละโครงการ    3. HAPPY WORKING FROM HOME – การออกแบบพื้นที่อยู่อาศัยของแต่ละบุคคลเพื่อรองรับการ work from home ที่ถูกสุขลักษณะ เพื่อส่งเสริมการทำงานและทำกิจกรรมภายในบ้าน ลดปัญหาด้านสุขภาพ โดยการออกแบบนี้จะประกอบไปด้วย 1) การออกแบบรองรับการปรับพื้นที่ห้องพักเป็นพื้นที่ทำงาน โดยนำเสนอแนวคิดพิเศษในการปรับพื้นที่ใช้สอยที่รองรับสรีระและอิริยาบถต่างๆ ของผู้อาศัย เพื่อส่งเสริมการทำงานและทำกิจกรรมภายในบ้าน การออกแบบเพื่อความสะดวกสบายด้านอุณหภูมิ และคุณภาพอากาศที่ดี เช่น โต๊ะเก้าอี้ทำงานที่สามารถปรับให้เหมาะสมกับสรีระต่างๆ ได้ รวมถึงการวางตำแหน่งของเครื่องพิมพ์เอกสาร และเครื่องสแกน สัญญาณ Wi-Fi การออกแบบเพื่อลดผลกระทบจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (EMF) และการออกแบบแสงสว่างที่เหมาะสมต่อการทำกิจกรรมต่างๆ  รวมถึงในพื้นที่ส่วนกลางที่จัดให้เป็น co-working space สำหรับทำงานร่วมกันหลายคนภายในอาคารที่พักอาศัยก็ได้มีการปรับพื้นที่เป็น phone booth เพื่อลดเสียงรบกวนระหว่างกั 2) การจัดเตรียมตู้จ่ายสินค้าอัตโนมัติประเภทอาหาร (Vending machine) ในพื้นที่พักอาศัยเพื่อความสะดวกกรณี lockdown    4. MANAGEMENT PROTOCOL – การกำหนดนโยบาย และหลักการปฏิบัติภายใต้กรอบและข้อกำหนดของการป้องกันเชื้อโรค COVID-19 ในช่วงของการแพร่ระบาด ซึ่งจะเป็นการกำหนดนโยบายและหลักการจากฝ่ายบริหารงานของนิติฯ ของทุกๆโครงการภายใต้ MQDC โดยเนื้อหาหลักจะครอบคลุมถึงเรื่องต่างๆ ดังนี้ 1) Infection Prevention โดยจะมีการประกาศหลักการทำลายเชื้อในยุคการระบาดของโรค COVID-19 และ วิธีการทำความสะอาดอาคารสถานที่ที่ถูกต้อง มาตราการการเว้นระยะเพื่อลดความเสี่ยงการแพร่กระจายเชื้อโรค รวมถึงการออกแบบเพื่อลดการพบปะและการสัมผัส เช่น การติดตั้งกล่องฆ่าเชื้อ (Disinfection Box) เพื่อฆ่าเชื้อบนกล่องพัสดุก่อนถึงมือลูกบ้าน การฝากพัสดุไว้ในล็อคเกอร์เพื่อลดการพบปะทางกายภาพ เพื่อให้ผู้อาศัยสามารถเข้าใจและปฏิบัติได้อย่างถูกต้องและถูกหลักอนามัย 2) Cleaning การประกาศแนวทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมเมื่อพบผู้เสี่ยงในพื้นที่ 3) Waste Disposal ทุกโครงการจัดเตรียมถังขยะหรืออุปกรณ์สำหรับทิ้งหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วโดยเฉพาะ เพื่อลดความเสี่ยงของการแพร่กระจายเชื้อโรค และเพื่อการนำไปกำจัดทิ้งอย่างถูกต้อง เช่น ถุงแดงซิปล็อคจำกัดเชื้อ สำหรับทิ้งหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้ว โดยจะมีการแจกให้กับลูกบ้านของ MQDC เพื่อยังเป็นการเตือนให้รู้ว่าเป็นขยะอะไร และระวังในการสัมผัสอีกด้วย   ทั้งหมดนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทาง MQDC และ RISC ได้พัฒนาขึ้นเพื่อส่งเสริมให้เกิดสุขภาวะที่ดีของลูกบ้าน ชุมชน และบุคคลทั่วไป รวมถึงลดโอกาสการสัมผัสและการติดเชื้อ COVID-19 จากกิจกรรมที่เกิดขึ้นในแต่ละวันภายในโครงการที่อยู่อาศัยของ MQDC เพื่อให้พื้นที่ภายในโครงการเป็นพื้นที่ปลอดเชื้อ COVID-19 ส่งเสริมให้เกิดแนวคิด “For All Well-Being” อย่างสมบูรณ์แบบและเป็นรูปธรรม รับชมวีดิโอ The Secret of COVID-free Designได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=8sa7v0dZ5lE

1448 viewer

ท่ามกลางปัญหามากมายของเมือง Urban Resilience คืออะไรและจะช่วยเมืองได้อย่างไร

By RISC | 2 months ago

  ปัญหาต่าง ๆ ที่รุมเร้าเมืองของเราในทุก ๆ วัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาฝุ่น PM2.5 ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ภัยพิบัติต่าง ๆ เช่น น้ำท่วม น้ำแล้ง ไฟไหม้ป่า ฯลฯ ทำให้แนวคิด Urban Resilience ได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ บทความนี้มุ่งนำเสนอคำอธิบายของคำว่า Urban Resilience   บทความภาษาไทยที่เกี่ยวกับ Urban Resilience แปลคำนี้ไว้หลายรูปแบบ เช่น เมืองที่รับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้[i] เมืองยืดหยุ่น[ii] เมืองพลวัต[iii] เมืองพร้อมรับมือ[iv] เป็นต้น   เมื่อพิจาณาถึงรากศัพท์ คำว่า Resilience ในภาษาอังกฤษนั้นมาจากภาษาละติน resilio ที่แปลว่า "กระเด้งกลับ" (to bounce back) สะท้อนให้เห็นการรบกวนหรือการเผชิญปัญหา โดยอาจเปรียบกับการที่ลูกบอลตกกระทบพื้น จากนั้นลูกบอลกระเด้งกลับขึ้นมา เปรียบได้กับการรับมือและฟื้นตัว   ในอดีตคำว่า Resilience ถูกใช้ในบางสาขาวิชาโดยเฉพาะจิตวิทยาและนิเวศวิทยา การศึกษา Resilience ในด้านจิตวิทยาเน้นศึกษาคนหรือครอบครัวที่ประสบความยากลำบากหรืออยู่ในสถานการณ์เปราะบาง ตัวอย่างงานวิชาการในอดีตเช่นงานของ Antonovsky ศึกษาผู้ใหญ่ที่รอดชีวิตจากค่ายกักกันในปีพ.ศ. 2514 (ค.ศ. 1971) สำหรับนิเวศวิทยา Resilience ถูกนำมาใช้ประเมินอัตราการกลับเข้าสู่สมดุลหลังจากระบบถูกรบกวน[v][vi]   สำหรับสาขาวิชาการวางแผนเมือง (urban planning) โครงการ 100 Resilient Cities ซึ่งสนับสนุนโดยมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ในปีพ.ศ. 2559 (ค.ศ. 2016) ได้อธิบาย Urban Resilience ว่าคือความสามารถของบุคคล ชุมชน องค์กร ธุรกิจหรือระบบภายในเมืองที่จะอยู่รอด ปรับตัวและเติบโตได้ไม่ว่าจะเผชิญกับปัญหาเรื้อรังหรือปัญหาเฉียบพลัน[vii]   สังเกตได้ว่าแนวคิด Resilience เกี่ยวข้องอยู่กับ 2 ประเด็นหลักคือเกิดเหตุการณ์รบกวนหรือปัญหา และการรับมือต่อเหตุการณ์รบกวนนั้น   ตัวปัญหาอาจแบ่งได้ตามลักษณะการเกิดตามช่วงเวลา ซึ่งแบ่งได้เป็นปัญหาที่มีมานาน (chronic stress) หรือปัญหาที่เกิดขึ้นฉับพลัน (acute shock) ตามคำอธิบายของมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์   สำหรับการรับมือกับปัญหา อาจจำแนกตามช่วงเวลาได้เป็นการเตรียมตัวก่อนเกิดเหตุการณ์ การจัดการขณะที่เหตุการณ์รบกวนนั้นกำลังเกิดขึ้น และการฟื้นฟูภายหลังเหตุการณ์รบกวนนั้นผ่านไปแล้ว ระบบที่มีความ Resilience จะสามารถ 1. อยู่รอด (survive) 2. ปรับตัว (adapt) และ 3. เติบโต (grow) ได้   ในบทความนี้ขอแปล Resilience ด้วยคำว่าความพร้อมรับมือ และ Urban Resilience ก็คือเมืองพร้อมรับมือ เนื่องจากคำว่าพร้อมรับมือ สื่อให้เห็นถึงการเตรียมตัวก่อนเกิดปัญหา และมีความหมายรวม"ตัวปัญหา"เข้าไปด้วย เนื่องจากเพราะคาดว่าจะมีปัญหาจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือ ต่างจากคำว่าพลวัต หรือยืดหยุ่น ซึ่งหากไม่มีบริบทอาจทำให้นึกภาพถึงการเกิดปัญหาหรือการรบกวนได้ยาก   ความพร้อมรับมือหรือ Resilience นี้แตกต่างจากความยั่งยืนหรือ Sustainability โดยความยั่งยืนมีสมมติฐานว่าความสมดุลระหว่างสรรพสิ่งนั้นเป็นไปได้ ในขณะที่ความพร้อมรับมือนั้นคิดว่าการเปลี่ยนแปลงเกิดได้ตลอดเวลา งานวิจัยของฝั่งความยั่งยืนจึงเน้นที่การศึกษาปริมาณการปล่อยคาร์บอน การใช้ทรัพยากรมากเกินไป ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ในขณะที่งานวิจัยด้านความพร้อมรับมือจะเน้นที่การจัดการภัยพิบัติ ผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง[viii]   การพัฒนาและการใช้ชีวิตจึงต้องคำนึงถึงทั้งความพร้อมรับมือและความยั่งยืน ความพร้อมรับมือจะช่วยให้ระบบฟื้นตัวจากเหตุการณ์รบกวนซึ่งอาจถูกป้องกันไม่ให้เกิดหรือเกิดโดยมีผลกระทบลดลงโดยการเลือกใช้มาตรการที่เหมาะสม และมาตรการที่เหมาะสมจำเป็นต้องคำจึงถึงความยั่งยืนเพื่อลดแนวโน้มการสร้างปัญหาต่อ ๆ ไป[ix] เมืองที่พร้อมรับมือและมุ่งสร้างความยั่งยืนจึงจะเป็นเมืองที่อยู่รอดในอนาคตอย่างแท้จริง   [i] พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์. (2559). เมืองที่รับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์. https://www.matichon.co.th/columnists/news_191562   [ii] City Cracker. (2563). URBAN RESILIENCE เมืองยืดหยุ่นคืออะไร ทำไมเมืองถึงต้องยืดหยุ่น. https://citycracker.co/city-environment/what-is-urban-resilience/   [iii] Urban Futures & Policy. (2562). https://www.facebook.com/UrbanFutures.tu/posts/2263873930360335   [iv]  สุนิสา ปั้นวิสัย. (2561). สรุปเนื้อหาการประชุมทางวิชาการหรือการหารือความร่วมมือกับต่างประเทศ http://iad.bangkok.go.th/sites/default/files/2_%20Summarize%20the%20content%20of%20the%20conference%2C%20or%20discuss%20international%20cooperation%20on%20the%20web..pdf   [v] Martin-Breen, P. Anderies, JM. (2011) 'Resilience: A Literature Review' Bellagio Initiative, Brighton:IDS https://opendocs.ids.ac.uk/opendocs/handle/20.500.12413/3692   [vi] Resilience and sustainability. Nat Sustain 2, 249 (2019). https://doi.org/10.1038/s41893-019-0284-4   [vii] The Rockefeller Foundation. (2016). Resilience in action. (Press release) https://www.c40.org/press_releases/press-release-c40-100-resilient-cities-announce-partnership-to-jointly-advance-climate-change-and-resilience-efforts-in-member-cities#:~:text=Urban%20Resilience%20is%20the%20capacity,and%20acute%20shocks%20they%20experience.   [viii] Lew, A.A., Ng, P.T., Ni, C., Wu, T. (2015). Community sustainability and resilience: similarities, differences and indicators. https://doi.org/10.1080/14616688.2015.1122664   [ix] Sustainability Degress. (2014). Sustainability vs. Resilience: Why Bouncing Back is the Way of the Future. https://www.sustainabilitydegrees.com/blog/sustainability-vs-resilience-why-bouncing-back-is-the-way-of-the-future/  

203 viewer

Evaluation of indoor air quality in high-rise residential buildings in Bangkok and factor analysis

By RISC | 2 months ago

  High-rise residential developments are rapidly increasing in urban areas. Smaller residential units in this high rise bring a reduction in windows, resulting in poor indoor air ventilation. In addition, materials used in interiors can emit volatile organic compounds (VOCs), which can significantly affect human health. Since people spend 90% of their time indoors, an evaluation of indoor air quality is especially important for high-rise residential buildings with an analysis of determining factors. This study aims to measure the concentrations of VOCs, formaldehyde, and particulate matter (PM2.5 and PM10) in 9 high-rise residential buildings in Bangkok by using the accidental sampling method (n = 252) and to investigate possible important determining factors. The results show that the average concentrations of VOCs, formaldehyde, PM2.5, and PM10 in 9 high-rise residential buildings were at good to moderate levels in the indoor air quality index (IAQI) and that high pollutant concentrations were rarely found except in new constructions. Moreover, it was found that the age of buildings shows strong correlations with all pollutants (p value < 0.0001). Old buildings showed significantly lower pollutant concentrations than new and under-construction buildings at a 95% confidence level. The findings from this investigation can be used as part of sustainable well-being design guidelines for future high-rise residential developments.   Read more or purchase the full version at https://link.springer.com/article/10.1007/s10661-020-08792-3?fbclid=IwAR2oDpJ1GLYBCPgWqXacxXkM7fZsE7qg6MX1BWcGfifPMzyQwTTBj5LO1HE

172 viewer

From a concept of Aging in Place to livable residences

By RISC | 4 months ago

  When we’re happy somewhere, we want to stay there.​ As society ages, the term “aging in place” will become increasingly familiar. Aging in place means giving older adults the support to live happy, healthy, independent lives in residences and communities with appropriate facilities.​ RISC works with specialists to understand the needs of older adults and find solutions in residential design such as:​ - Universal Design for homes that suit everyone, especially older adults​ ​ - Non-toxic, safe, and suitable materials​ ​ - Lighting and air quality that enhance well-being​ ​ - 60% green area around the project with plants and flowers that help residents relax, benefiting the body, mind, and brain​ - A pathway of 850 meters with the gentle slopes, protection from sun and rain, and benches in well-ventilated areas, promoting exercise for physical and psychological well-being​ - Integration of body and brain in fun daily activities that promote 4 aspects for older adults: body, brain, emotion, and society ​ - Technology that enhances comfort and convenience​ When we combines all these elements in the project, it can promote the well-being of older adults, providing sustainable aging in place at The Aspen Tree by MQDC.​ Stay tuned for more news on The Aspen Tree, the project integrating in-depth knowledge for sustainable well-being of older adults!​

334 viewer

Air pollution: The overlooked disaster

By RISC | 4 months ago

Are we overlooking something?​In winter, along with cooler temperatures come particulates, which affect our health. The ground becomes cooler than the atmosphere above, trapping particles inside an "inversion layer".​Air pollution is a leading global problem we cannot ignore. More than 7 million people die each year from air pollution, making it one of the 8 top causes of death worldwide. In Thailand, the main particulate issue we face is PM2.5. These tiny particles cause over 22,000 premature deaths, according to Greenpeace research, with a huge impact on health and the economy. Bangkok was the most affected city last year, followed by Chiang Mai.​The Pollution Control Department lists the sources of Bangkok’s particulates this year as:​- 72.5% from traffic (especially 144,630 trucks and 99,652 diesel vehicles)​- 17% from industry- 5% from agriculture and field burning​- 5.5% from other sources​Reducing pollution requires action on vehicles, industry, and field burning. Thailand also has initiatives to tackle particulates such as...​- Increasing the potential of area-based management (emergency and crisis solutions)​- Pollution reduction and prevention from sources (2019-21 and 2022-24 plans)​- Increasing the potential of pollution management (2019-21 and 2022-24 plans)​In the next post, we’ll look at how different countries are tackling their air pollution.​Information: WHO, Pollution Control Department, Greenpeace, NGThai ​Author/Editor: Phetcharin Phongphetkul, Sustainable Designer, RISC​

234 viewer

Cognitive decline happens to all of us – but how fast depends on stress.

By RISC | 5 months ago

  When you are stressed, your hypothalamus alerts the pituitary gland and the adrenal cortex, which releases glucocorticoid. This stress hormone then affects your memory and concentration. The areas it impacts include the hippocampus, prefrontal cortex, and amygdala, which processes external stimuli and memories linked to emotions. Our ability to form long-term memories therefore deteriorates.So how can we manage stress to protect our brains?Regular mindful meditation can slow down brain decline, boost memory areas, and help control emotions including pain, according to scientific research.Exercise can also protect your brain. When our muscles move, growth factor is released to the brain, helping regenerate neurons, dilate blood vessels, and keep the brain active.Neurotechnology can also help. A brain computer interface (BCI) can check your brain stress and help you alter your behavior. You can also train your brain with cognitive games or stimulate it with weak electrical and magnetic waves.Want to know more about slowing down brain deterioration? Take a look at “RISC Talk Vol.2 / 2020: The Secrets of Body and Brain for Silver Age Residential Development". Discover from Dr. Sirawaj Itthipuripat, a neuroscientist at the Brain-Computer Interface (BCI) Lab at King Mongkut's University of Technology Thonburi, how to protect your brain at https://youtu.be/WP7nfXPZN3Y#Brain #CognitiveDecline #Stress #MindfulnessMeditation #BCI #RISCwellbeing #Sustainability #Innovation #Research

247 viewer

Did you know that we start to decline physically from 18?​

By RISC | 5 months ago

Our bodies start deteriorating at 18. Our skin starts aging first. Our lungs start at 30, our muscles and eyes at 40, our kidneys at 50, our internal organs and hearing at 60, and finally our brains at 70. But how fast or slow we age depends partly on how we look after ourselves.​If we think about it, although aging is gradual, by 60 it will affect our life through changes to our organs and hormones...​ ​- Movement: Older adults move more slowly, taking shorter paces, walking less far, and they can struggle to grab or sit and may slip more because of muscular weakness.​- Vision: Older adults may have blurred vision and slow eye adjustment and need more light. They may struggle to distinguish purple, blue, and green because of their short light wavelengths.​- Hearing: Older adults might not hear high-frequency sounds like birds or sirens. Voices can be hard to tell from the background. Men's hearing worsens faster than women's.​- Hormones and emotions: A change in chemicals can trigger worry, paranoia, anxiety, depression, and insomnia.​ ​If we understand these changes, we can design homes where older adults live happily together.​Learn more from "RISC Talk Vol.2/2020: The Secrets of Body and Brain for Silver Age Residential Development" with "Learning and understanding about body development in each age" by Dr. Sarigga Pongsuwan, Vice President of RISC, at https://youtu.be/Dx38HjLU8vQ#RISCTalk #RISCwellbeing #Sustainability #Innovation #Research 

199 viewer

Newsletters

Subscribe to our newsletters to stay updated.

© 2021 Magnolia Quality Development Corporation Limited - A DTGO Company
Result
Confirmation
Confirmation