RISC

ผสาน 3 นวัตกรรม เพื่อคุณภาพอากาศและเพิ่มความเย็นให้อาคาร

เขียนบทความโดย RISC | 4 ปีที่แล้ว

แก้ไขล่าสุด : 3 ปีที่แล้ว

3673 viewer

รู้หรือไม่ “วันนักประดิษฐ์” เป็นอีกหนึ่งวันของไทยที่มีเหตุการณ์สำคัญต่อวงการประดิษฐ์ในประเทศเราเป็นอย่างมาก

ย้อนไปเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2536 สภาวิจัยแห่งชาติได้ทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรการประดิษฐ์ "เครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่นลอย" หรือ “กังหันชัยพัฒนา” แด่พระพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศวร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และทรงได้รับสมัญญานาม “พระบิดาแห่งการประดิษฐ์ไทย” และ “พระบิดาแห่งการประดิษฐ์โลก” และเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติฯ จึงกำหนดให้วันที่ 2 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็น “วันนักประดิษฐ์” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

แล้วทำไม “วันนักประดิษฐ์” จึงมีความสำคัญกับ “RISC”?

ที่ผ่านมา RISC ได้น้อมนำแนวคิดและให้ความสำคัญต่อการสร้างนวัตกรรมจากงานวิจัยมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีในการอยู่อาศัย โดยเฉพาะนวัตกรรมที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่มีความสำคัญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็คือ "นวัตกรรมการระบายอากาศ" เพราะในแต่ละวันกว่า 90% เราใช้ชีวิตอยู่ในอาคาร และเราทุกคนยังต้องใช้อากาศในการหายใจตลอดเวลาอีกด้วย​

การระบายอากาศภายในอาคารจำเป็นจะต้องอาศัยการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ จึงจะทำให้อากาศภายในอาคารดีขึ้นได้ ตัวอย่างเช่น

“ชุดประตูระบายอากาศ (Ventilation Door)” จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายอากาศภายในอาคาร โดยเฉพาะห้องที่มีผนังที่มีหน้าต่างด้านเดียว อย่างที่เราพบเห็นทั่วไปในคอนโด เพื่อช่วยระบายอากาศ ระบายความร้อน และระบายความชื้นสะสมภายในห้อง สาเหตุหลักในการเกิดเชื้อราและแบคทีเรียต่างๆ ตามพื้นที่ที่มองไม่เห็น เช่น ด้านหลังวอลล์เปเปอร์ นอกจากนี้ยังช่วยลดปริมาณสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ที่่สามารถระเหยเป็นไอได้ในอุณหภูมิห้องและความดันปกติ จากสีทาห้อง อุปกรณ์ตกแต่ง หรือเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ซึ่งการที่พื้นที่ภายในห้องมีอุณหภูมิสูงขึ้นก็จะยิ่งเร่งให้เกิดปฏิกิริยาการปลดปล่อย VOCs ออกมาในอากาศให้มากขึ้น ส่งผลต่อสุขภาพผู้อยู่อาศัยโดยตรง เนื่องจาก VOCs เมื่อสะสมในร่างกายเป็นระยะเวลานาน มักเป็นสาเหตุให้เกิดโรคต่างๆ เช่น การระคายเคืองผิวหนัง ตา และเพิ่มโอกาสการเกิดมะเร็งอีกด้วย

นอกจากนวัตกรรมชุดประตูระบายอากาศแล้ว RISC ยังได้พัฒนานวัตกรรม “ระบบเติมอากาศพร้อมทำความเย็นในพื้นที่ (DOAS A/C)” เพื่อใช้ทดแทนเครื่องปรับอากาศในปัจจุบัน โดย DOAS A/C จะพิเศษกว่าตรงที่สามารถนำอากาศบริสุทธิ์จากภายนอกเข้ามาหมุนเวียนได้ ผ่านตัวกรองที่สามารถกรองฝุ่นได้ถึงขนาด PM0.3 แต่ขณะที่เครื่องปรับอากาศทั่วไปจะเป็นการหมุนเวียนอากาศเดิมภายในห้องมาใช้ และจะไม่มีการเติมอากาศจากภายนอกเข้ามา ส่งผลให้ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สะสมภายในห้องสูง และเป็นผลเสียต่อสุขภาพผู้อยู่อาศัย

การรับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณที่มาก ก็จะส่งผลต่อร่างกาย โดยในระยะแรกจะหายใจเร็วและลึกขึ้น ความดันโลหิตสูง หัวใจและชีพจรเต้นเร็ว หากได้รับในปริมาณที่มากขึ้น จะเริ่มมีผลต่อสมอง ทำให้ซึมลง ปวดศีรษะ วิงเวียนศีรษะ มึนงง สับสน การได้ยินลดลง และรบกวนการมองเห็น และส่วนผิวหนังหลอดเลือดจะขยายตัว เหงื่อออก กล้ามเนื้อสั่นกระตุก (Tremor) อาจพบมีคลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสียได้ บางรายอาจมีอาการคลั่ง (Panic) และหากได้รับปริมาณที่สูงมากจะทำให้หมดสติ และเสียชีวิตในที่สุด

นอกจากนี้ ยังต่อยอดใช้ประโยชน์จากระบบท่อน้ำเย็นที่ใช้สำหรับระบบ DOAS A/C มาพัฒนาเป็นนวัตกรรม “แนวผนังลดอุณหภูมิ (Chiller Façade)” เพื่อช่วยในการปรับอุณหภูมิอากาศภายนอกอาคาร ก่อนดึงอากาศที่เย็นลงแล้วเข้าไปใช้ภายในอาคาร เป็นการช่วยลดการใช้พลังงานในการลดความเย็นของระบบปรับอากาศ ทั้งหมดนี้เราจะเห็นได้ว่า การออกแบบนวัตกรรมการระบายอากาศที่ดีนั้น ต้องอาศัยการทำงานควบคู่กัน ผสานทั้งระบบภายในและภายนอกอาคารที่ออกแบบมาอย่างเหมาะสม ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตในการอยู่อาศัยแล้ว ยังช่วยลดการใช้พลังงานอย่างเป็นระบบและยั่งยืนอีกด้วย

เนื้อหาโดย คุณ ชนินทร์ กุลสุรกิจ สถาปนิกวิจัยและผู้เชี่ยวชาญระดับ WELL AP, DGNB International, TREES-A และ DGNB Consultant, RISC

อ้างอิงข้อมูลจาก คณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์: “ผลของการได้รับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์”​