Knowledge - RISC

Knowledge Materials & Resources

Materials & Resources

เลือกใช้ฉนวนกันความร้อนแบบไหนถึง Well-being?

โดย RISC | 2 สัปดาห์ที่แล้ว

  จากบทความก่อน (https://bit.ly/49Perie) หลายคนคงได้เห็นแล้วว่า การติดตั้งฉนวนกันความร้อนสามารถช่วยลดอุณหภูมิอากาศภายในบ้าน รวมไปถึงลดภาระการทำงานของเครื่องปรับอากาศ ทำให้ประหยัดค่าไฟฟ้าได้​มาถึงบทความนี้ เราจะมาดูตำแหน่งการติดตั้งฉนวนกันความร้อนกัน ว่าติดตรงไหนดี ติดตรงไหนเหมาะ? รวมทั้งการเลือกใช้ฉนวนกันความร้อนแบบไหนจึงจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุด?​มาเริ่มที่ตำแหน่งที่ควรติดตั้งฉนวนกันความร้อนกันก่อน โดยตำแหน่งที่เหมาะสมจะเป็นตำแหน่งที่ได้รับความร้อนโดยตรง อย่างเช่น ความร้อนจากหลังคาร้อนที่สุด ควรติดตั้งฉนวนกันความร้อนบริเวณใต้หลังคา ฝ้าเพดาน ซึ่งการเลือกควรเลือกใช้ฉนวนที่สามารถสกัดกั้นความร้อนได้ดี มีค่าการสัมประสิทธิ์การนำความร้อน (K-Value) ต่ำๆ รวมทั้งสามารถสะท้อนความร้อนออกไปได้ เช่น ฉนวนกันความร้อนที่ปิดผิวด้วยแผ่นอลูมิเนียมฟอยส์ มีน้ำหนักเบา กันความชื้นได้ดี กันไฟลาม ไม่ยุบตัว และประสิทธิภาพยาวนาน รวมถึงทนต่อการกัดแทะของหนูและแมลงต่างๆ ได้ อีกจุดที่ต้องใส่ใจก็คือ บริเวณรอยต่อหรือช่องว่างของบ้านที่อากาศร้อนภายนอกสามารถไหลเข้ามาภายในบ้านได้ อย่างเช่น ระหว่างผนัง ช่องว่างของประตูหน้าต่าง โดยควรเลือกฉนวนกันความร้อนชนิดที่สามารถกรุในช่วงว่างระหว่างผนังได้ เช่น โฟมเซลล์ปิด เส้นใยสังเคราะห์ เส้นใยธรรมชาติ หรือยางสังเคราะห์ ซึ่งค่าการสัมประสิทธิ์การนำความร้อนและความหนาจะส่งผลต่อประสิทธิภาพของฉนวนเป็นอย่างมาก ยิ่งหนาก็ยิ่งต้านทานความร้อนได้ดี กันความร้อนได้ดีไปด้วย นอกจากนี้ฉนวนนอกจากจะมีคุณสมบัติการกันความร้อนแล้ว ยังมีคุณสมบัติยังมีในการกันและดูดซับเสียง สามารถกันและลดความดังของเสียง ทะลุผ่านจากห้องหนึ่งไปอีกห้องหนึ่งได้ด้วย​สำหรับการเลือกใช้ฉนวนกันความร้อน ควรเลือกฉนวนที่ผลิตจากวัสดุที่ปลอดภัยต่อสุขภาพด้วย ไม่มีส่วนผสมของแร่ใยหิน (Asbestos) หรือการปนเปื้อนสารพิษอันตรายอื่นๆ เช่น ตะกั่ว ปรอท หรือแคดเมียม และยังต้องทนต่อความชื้น ไม่เกิดเชื้อรา ปล่อยสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ในระดับต่ำ ซึ่งสังเกตได้จากฉลากที่ระบุคำว่า Low VOCs หรือ Zero VOCs นอกจากนี้ต้องไม่ลามไฟหรือดับไฟได้เอง รวมทั้งไม่ปล่อยสารอันตรายจากการเผาไหม้ และที่สำคัญสุดต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วย เช่น ผลิตจากวัสดุจากธรรมชาติหรือวัสดุรีไซเคิล สามารถรีไซเคิลหรือหลังจากหมดอายุการใช้งาน รวมไปถึงมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน​เนื้อหาโดย คุณ สุพรรณภางค์ รักษาวงค์ นักวิจัยวัสดุ Sustainable Building Material​

68 viewer

ฤดูร้อนนี้ไม่ต้องยืนมองฟ้า แค่หา "ฉนวนกันความร้อน" มาใช้

โดย RISC | 1 เดือนที่แล้ว

ต้องยอมรับว่า อากาศช่วงนี้ร้อนทะลุปรอทจริงๆ นี่เพียงแค่เดือนมีนาคม ยังไม่เข้าเดือนเมษายนเลยด้วยซ้ำ หลายคนคงเริ่มคิด พอถึงตอนนั้นเราจะอยู่กันอย่างไร?​ปัญหาสำคัญในช่วงหน้าร้อนไม่ได้มีแค่เรื่องของอุณหภูมิอากาศ เพราะผลจากอากาศที่มีอุณหภูมิร้อนขึ้นภายในบ้าน ทำให้ค่าไฟฟ้าพุ่งขึ้นตามมาด้วย ทั้งจากการเปิดพัดลม เครื่องปรับอากาศ หรือตู้เย็นเวลาที่เราหาของเย็นๆ มาคลายร้อน แต่ในความเป็นจริง อากาศที่ร้อนภายในบ้านเราสามารถบรรเทาลงได้ด้วยการติดตั้ง “ฉนวนกันความร้อน” นั่นเอง​ฉนวนกันความร้อน (Thermal Insulation) เป็นวัสดุที่ช่วยลด หรือชะลอ หรือสกัดกั้นการเคลื่อนที่ของความร้อนจากด้านหนึ่งไปสู่อีกด้านหนึ่ง ส่วนใหญ่มักทำมาจากวัสดุที่มีความสามารถในการนำความร้อนต่ำ มีโครงสร้างเป็นรูพรุน ด้านในเต็มไปด้วยฟองอากาศมากมาย ซึ่งจะช่วยลดการเคลื่อนที่ของความร้อนทั้งจากการนำความร้อนและการพาความร้อน ทำให้ความร้อนไม่สามารถเคลื่อนที่ไปยังอีกด้านหนึ่งได้ นอกจากนี้ ฉนวนกันความร้อนบางชนิดยังสามารถสะท้อนความร้อนกลับได้ด้วย ส่วนการติดตั้งฉนวนกันความร้อน จะติดตั้งบริเวณใต้หลังคา บนฝ้าเพดาน ระหว่างผนัง หรือช่องว่างของประตูหน้าต่าง​ฉนวนกันความร้อน มีประโยชน์อย่างมากในการลดการเคลื่อนที่ของความร้อนจากภายนอกเข้าสู่ภายในบ้าน โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน เมื่ออากาศร้อนเคลื่อนที่เข้าสู่ภายในบ้านจะทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนัก ส่งผลให้เพิ่มปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าสูงตามไปด้วย การติดตั้งฉนวนจะช่วยลดการเคลื่อนที่ของอากาศร้อนเข้าสู่ภายในบ้าน ทำให้อากาศภายในบ้านมีอุณหภูมิไม่สูงขึ้นตามอากาศภายนอก นอกจากนี้ ในต่างประเทศในช่วงฤดูหนาว ยังช่วยลดการเคลื่อนที่ของความร้อนภายในบ้านออกสู่ภายนอก ช่วยคงและรักษาอุณหภูมิภายในห้องไว้ ทำให้ภายในบ้านยังคงมีอุณหภูมิอากาศที่อบอุ่นฉนวนกันความร้อนมีมากมายหลายชนิด ทั้งที่ทำจากยางสังเคราะห์ เส้นใยสังเคราะห์ เส้นใยหิน โฟมพอลิเมอร์ หรืออลูมิเนียมฟอยส์ แต่อย่างไรก็ตาม ควรเลือกฉนวนกันความร้อนที่มีค่าการนำความร้อน (Thermal Conductivity; K value) ต่ำ หรือค่าการต้านทานความร้อน (Thermal Resistance ; R value) สูง เพื่อลดการเคลื่อนที่ของความร้อนที่เข้าสู่ภายในบ้านให้ได้มากที่สุด ที่สำคัญต้องเป็นวัสดุที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ ทนต่อความชื้น และการเกิดเชื้อรา รวมทั้งไม่ลามไฟหรือปล่อยสารอันตรายจากการเผาไหม้​ปัจจุบันกระแส Eco ยังคงมาแรง ทำให้มีการให้ความสำคัญกับเลือกใช้ฉนวนกันความร้อนจากวัสดุธรรมชาติมากยิ่งขึ้น เช่น ฉนวนจากเซลลูโลส ฟางข้าว กัญชง ไม้โอ๊ค หรือจากเห็ดรา (ไมซีเลียม) เนื่องจากมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำหรือติดลบ ซึ่งเป็นจำเป็นอย่างมากสำหรับการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างเพื่อการเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ​เนื้อหาโดย คุณ สุพรรณภางค์ รักษาวงค์ นักวิจัยวัสดุ Sustainable Building Materialอ้างอิงข้อมูลจาก​https://www.energy.gov/energysaver/insulation

148 viewer

ส่อง 5 เทรนด์วัสดุรักษ์โลก 2024

โดย RISC | 2 เดือนที่แล้ว

RISC ชวนเพื่อนๆ ส่อง 5 เทรนด์วัสดุรักษ์โลก อย่างที่เราทราบกัน ไม่ว่าจะในวงการแฟชั่น รถยนต์ หรือเทคโนโลยี ต่างก็มีเทรนด์ใหม่ๆ เกิดขึ้นมาในทุกๆ ปี ซึ่งไม่ต่างอะไรกับในฝั่งของสถาปัตยกรรมและการก่อสร้าง ก็จะมีเทรนด์ใหม่ๆ หมุนเวียนมาโดยตลอดเช่นกัน โดยเฉพาะกระแสรักษ์โลก ลดโลกร้อน รักสุขภาพที่กำลังมาแรงในช่วงนี้ ทำให้การเลือกใช้วัสดุในการก่อสร้างมีมุมมองที่เปลี่ยนไป​งั้นวันนี้ชวนเพื่อนๆ มาส่อง 5 เทรนด์วัสดุรักษ์โลกสำหรับการออกแบบสถาปัตยกรรมและการก่อสร้างในในปี 2024 กัน ว่ามีแนวไหนบ้าง...​• วัสดุที่มาจากท้องถิ่น (Locally Sourced Material) การใช้วัสดุท้องถิ่นที่ผลิตได้ในประเทศ เป็นหัวใจสำคัญในการช่วยลดการปล่อยมลพิษ Carbon Footprint จากการขนส่งจากต่างประเทศได้อย่างมหาศาล อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนเศรษฐกิจในท้องถิ่นได้อีกด้วย​• วัสดุรีไซเคิล (Recycled Material) การนำเศษวัสดุก่อสร้างหรือขยะจากการก่อสร้าง นำกลับมาใช้ใหม่ หรือนำมาเป็นส่วนผสมในกระบวนการผลิต รวมทั้งการใส่ไอเดียและนวัตกรรมต่อยอดแปลงเป็น Upcycled Material ก็สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าได้เช่นกัน นอกจากจะช่วยลดขยะที่จะไปยังหลุมฝังกลบ ก็ยังเป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดตลอดช่วงอายุของผลิตภัณฑ์อีกด้วย​• วัสดุชีวภาพ (Bio-base Material) วัสดุที่มาจากธรรมชาตินี้เริ่มเป็นที่นิยมและมีการวิจัยและพัฒนาให้สามารถนำมาใช้ในอุตสาหกรรมการก่อสร้างมากขึ้น เช่น ไม้ ไม้ไผ่ อิฐไมซีเลียมที่ทำมาจากเชื้อรา หรือแม้แต่กัญชง (Hemp) เพราะวัสดุที่ผลิตมาจากชีวภาพนั้น เป็นวัสดุที่สามารถปลูกขึ้นมาทดแทนใหม่ได้เรื่อยๆ มีความยั่งยืนกว่าพวกคอนกรีต ที่ไม่สามารถสร้างภูเขาขึ้นมาทดแทนได้ และวัสดุที่ทำมาจากธรรมชาตินี้ยังส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของผู้อยู่อาศัยด้าน Mental Health อีกด้วย​• วัสดุอัจฉริยะ (Smart Material) เป็นการพัฒนาวัสดุให้มีคุณสมบัติดีขึ้น อย่างเช่น คอนกรีตที่ซ่อมแซมตัวเองได้ ผนังอาคารที่ปรับเปลี่ยนได้ตามอุณหภูมิและแสง และกระเบื้องมุงหลังคาที่ประหยัดพลังงาน ทั้งหมดนี้กำลังกลายเป็นทางเลือกที่เป็นไปได้มากขึ้นในอนาคต• วัสดุที่ดีต่อสุขภาพ (Health Material) วัสดุล้วนมีผลกระทบต่อผู้อยู่ภายในอาคาร หากเข้าใจจะเลือกคุณสมบัติที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ ได้แก่ วัสดุ Non-Toxic สารพิษต่ำ, วัสดุ Low VOC , วัสดุลดการสะสมของฝุ่น เชื้อรา และแบคทีเรีย หรือจะเป็นวัสดุที่ช่วยทำให้คุณภาพอากาศและสภาพแวดล้อมภายในอาคารมีคุณภาพที่ดี อย่างสีฟอกอากาศ กระเบื้องต้านไวรัส ผ้าม่านลดการสะสมของฝุ่น ซึ่งเทรนด์วัสดุด้านสุขภาพนี้เป็นเทรนด์ที่ยังคงได้รับความสนใจและมีวัสดุใหม่ๆ ในท้องตลาดที่เน้นเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง  ​แน่นอนว่า วัสดุแต่ละชนิดมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับประเภทการใช้งาน งบประมาณ เทคโนโลยีการก่อสร้าง และวิสัยทัศน์ของเจ้าของโครงการและนักออกแบบ อย่างไรก็ตาม เทรนด์วัสดุแนวรักษ์โลกนี้แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มของโลกในการใช้วัสดุที่มีความยั่งยืน สร้างสรรค์ และมุ่งเน้นเรื่องสุขภาพ For All Well-Being ในการออกแบบสถาปัตยกรรมและการก่อสร้าง ที่ทุกคนต่างให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพกันมากขึ้นนั่นเองเนื้อหาโดย คุณ ทิพทับทิม สรรเพชุดาศิลป์ สถาปนิกวิจัยอาวุโส, Sustainable Building Materials, RISC​

702 viewer

ส่งท้ายปีนี้ ด้วยการมอบของขวัญแนวรักษ์โลก

โดย RISC | 4 เดือนที่แล้ว

นับถอยหลังเข้าสู่เทศกาลปีใหม่ หากใครกำลังมองหาของขวัญอยู่ ลองมาเปลี่ยนเป็นของขวัญแนวรักษ์โลกมากขึ้นกันดีมั้ย?​เทรนด์เรื่อง Climate Change หรือภาวะโลกเดือดนั้นเป็นเรื่องที่ทุกๆ คนให้ความสำคัญ การจะเลือกซื้อของขวัญสักอย่างนึงนั้น จึงอาจต้องหันมานึกถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อไม่ให้ของขวัญนั้น กลายเป็นขยะและภาระให้กับโลกของเรา​ไอเดียของขวัญปีใหม่ประเภทเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านแนวรักษ์โลก จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ ซึ่งปัจจุบันพวกเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านแนวรักษ์โลกนั้น กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะนอกจากจะเป็นของที่มีประโยชน์ สามารถใช้งานได้ยาวนาน สร้างความสวยงามและบรรยากาศที่อบอุ่นให้กับบ้านแล้ว แนวคิดในการออกแบบเฟอร์นิเจอร์แนวรักษ์โลกแต่ละชิ้นนั้น นักออกแบบต้องให้ความสำคัญและพิถีพิถันกับทุกๆ ส่วน ตั้งแต่กระบวนการออกแบบ, การเลือกใช้วัสดุ กระบวนการผลิต ไปจนถึงวิธีการกำจัดหลังใช้งานไม่ได้แล้วอีกด้วย โดยอาจจะออกแบบให้สามารถนำไปรีไซเคิลต่อ หรือผลิตให้ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ เพื่อสร้างภาระต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุดการเลือกควรจะเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่มีดีไซน์เรียบง่าย เน้นการใช้งานเป็นหลัก และผลิตจากวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การแต่งบ้านออกมายั่งยืนมากที่สุด อย่างเช่น ​- วัสดุที่ทำมาจากธรรมชาติ เช่น ไม้ เพราะเฟอร์นิเจอร์ไม้เป็นวัสดุธรรมชาติที่แข็งแรงทนทาน มีอายุการใช้งานยาวนาน สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ แต่ควรเลือกแหล่งที่มาของเฟอร์นิเจอร์ที่ผลิตจากไม้ป่าปลูก (FSC) ซึ่งเป็นไม้ปลูกขึ้นสำหรับการใช้งานโดยเฉพาะ หรือเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ทำมาจากไม้รีไซเคิล  ​- วัสดุรีไซเคิล หรือของตกแต่งบ้านที่มาจากการรีไซเคิล เพื่อลดการใช้ทรัพยากรใหม่ ลดขยะพลาสติก เช่น Upcycling Carpet พรมที่ผลิตมากจากขยะขวดพลาสติก หรือเลือกพลาสติกที่มีส่วนผสมของวัสดุธรรมชาติที่ทำให้ย่อยสลายได้ หรือ Upcycling Product ของแต่งบ้านต่างๆ ก็เป็นอีกหนึ่งไอเดียที่น่าสนใจเช่นกัน ​- วัสดุท้องถิ่น เช่น หวาย ไม้ไผ่ หรือเครื่องสานต่างๆ เพราะนอกจากจะช่วยลด Carbon Footprint เรื่องของการขนส่ง (Transportation) และกระบวนการผลิตแล้ว ยังช่วยสนับสนุนการสร้างงานสร้างอาชีพให้กับคนในชุมชนอีกด้วย ​- วัสดุที่มีสารพิษต่ำ สารเคมีบางชนิดที่ใช้ในการผลิตเฟอร์นิเจอร์ อย่างกาว แลคเกอร์ หรือสีย้อมไม้ มักจะมีองค์ประกอบของสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) และยูเรียฟอมาลดีไฮล์ (Urea Formaldehyde) ซึ่งนอกจากจะส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมในกระบวนการผลิตแล้ว ยังเป็นอันตรายต่อสุขภาพของเราอีกด้วย การเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่มีสารพิษต่ำ หรือผ่านเกณฑ์ European formaldehyde emission standards : Low formaldehyde furniture รับรอง จึงเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม​นอกจากนี้ ยังมีวัสดุแต่งบ้านที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอื่นๆ อีกมากมาย อย่างเครื่องใช้ในครัวเรือนที่ทำมาจากไม้ยางพารา ที่เป็นไม้เศรษฐกิจของไทย ผ้าปูที่นอนจากผ้าฝ้ายออร์แกนิก หมอนจากใยฝ้ายรีไซเคิล หรือผ้าม่านจากผ้าลินินธรรมชาติ ซึ่งปัจจุบันมีสินค้า และผลิตภัณฑ์แนวออร์แกนิกและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมออกมาให้เราเลือกมากมาย​RISC หวังว่าคอนเทนต์นี้จะเป็นไอเดียในการเลือกซื้อของขวัญปีใหม่ ประเภทเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านแนวรักษ์โลก เพื่อให้ของขวัญชิ้นนี้ใช้งานได้อย่างคุ้มค่า ยาวนานและยั่งยืนที่สุด ไม่รีบกลายเป็นขยะและสร้างภาระให้กับสิ่งแวดล้อม สุขใจทั้งผู้ให้ ผู้รับ และโลกของเราไปด้วยกันเนื้อหาโดย คุณ ทิพทับทิม สรรเพชุดาศิลป์ สถาปนิกวิจัยอาวุโส, Sustainable Building Materials, RISC​

273 viewer

SAND CRISIS วิกฤติทรายกำลังจะหมดโลก

โดย RISC | 5 เดือนที่แล้ว

เราเคยจินตนาการกันหรือมั้ย?...ถ้าวันหนึ่ง “ทราย” หมดไปจากโลกนี้จะเป็นอย่างไร?​เมื่อปีที่แล้ว UNEP ได้ออกมาประกาศเตือนว่า เราจะกำลังจะเผชิญกับ “วิกฤติทรายกำลังจะหมดโลก ซึ่งเป็นหายนะใหม่ที่มนุษย์ต้องเตรียมรับมือ” คำถามที่ตามมาคือ ทรายกำลังจะหมดจริงๆ เหรอ แล้ววิกฤตินี้จะส่งผลกระทบต่อเราอย่างไร?​“ทราย” เป็นแร่ที่ถูกขุดมากกว่าแร่ใดๆ ในโลก เพราะเป็นวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ในทุกๆ อุตสาหกรรม ทั้งอุตสาหกรรมการผลิต ไม่ว่าจะเป็นกระจก ขวดแก้ว อิเล็กทรอนิกส์ ชิป สมาร์ทโฟน รวมทั้งเครื่องสำอาง อย่างในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ทรายถือเป็นวัตถุดิบหลักในการผสมคอนกรีตและซีเมนต์ หรือแม้แต่การทำถนนยางมะตอย (Asphalt) ด้วย​วิกฤตินี้จึงส่งผลกระทบ และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมก่อสร้าง นั่นก็เพราะ...​ในแต่ละปี จะมีการนำทรายไปใช้เฉพาะในอุตสาหกรรมการก่อสร้างมากถึง 40-50 พันล้านเมตริกตัน ซึ่งนับว่าเพิ่มขึ้นถึง 300% ในเวลาเพียง 20 ปี และมีแนวโน้มที่ความต้องการจะเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากการขยายตัวของเมือง การเติบโตของประชากร และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน​หากเรายังคงใช้ทรายแบบไม่ระวัง ถ้าโลกนี้ขาดแคลนทรายจะเกิดอะไรขึ้น?​อย่างแรกเลยคือ ระบบนิเวศเสียสมดุล เพราะในเม็ดทรายมีสารอาหารสำคัญต่อการเติบโตของสิ่งมีชีวิต ทั้งนกและปลาทะเลหลายชนิด ที่ก่อให้เกิดห่วงโซ่อาหารและระบบนิเวศ นอกจากนี้ ทรายยังสำคัญต่อการรักษาสมดุลของน้ำด้วย หากถูกขุดออกไปมากเกินไป พื้นที่รองรับน้ำจะเสียสมดุล ส่งผลให้น้ำท่วมถี่ขึ้น และรุนแรงมากกว่าเดิม​อย่างที่สองคือ ส่งผลต่ออุตสาหกรรมหลายชนิดที่ใช้ทรายเป็นองค์ประกอบ โดยเฉพาะการก่อสร้าง อาคารส่วนใหญ่สร้างมาจากคอนกรีตที่มีทรายเป็นวัตถุดิบหลัก ถ้าเรายังสร้างอาคารแบบเดิมในอนาคตอาจจะไม่มีทรัพยากรหลงเหลือให้ใช้สร้างอาคารแล้ว​แล้วเราจะปรับตัวเพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์นี้ได้อย่างไร?​เพื่อชะลอวิกฤตินี้ เราต้องปรับวิธีการก่อสร้างแบบเดิมๆ เป็นเปลี่ยนกระบวนการใหม่ พัฒนาเทคโนโลยี เพื่อให้เราสามารถลดการใช้ทรายให้น้อยลง อย่างเช่น การนำคอนกรีตเก่าที่ถูกทุบทิ้งกลับมาใช้ใหม่ โดยบดย่อยให้เป็นมวลรวมขนาดเล็กทดแทนทราย รวมถึงมองหาวัสดุทางเลือกและเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการก่อสร้าง เพื่อลดการใช้คอนกรีตให้น้อยลง อย่างเช่น อาคารโครงสร้างไม้ (Timber Construction) ก็เป็นอีกหนึ่งทางออกที่อาจจะกลายเป็นเทรนด์ใหม่ในการก่อสร้างในอนาคต ท่ามกลางทรัพยการธรรมชาติที่กำลังจะหมดไป นั่นก็เพราะว่าเราปลูกทรายขึ้นมาใหม่ไม่ได้ แต่เราสามารถปลูกป่าขึ้นมาใหม่ได้​เนื้อหาโดย คุณ ทิพทับทิม สรรเพชุดาศิลป์ สถาปนิกวิจัยอาวุโส, Sustainable Building Materials, RISC​

540 viewer

Biochar นวัตกรรมกักเก็บคาร์บอนที่น่าจับตามอง

โดย RISC | 5 เดือนที่แล้ว

คงไม่มีใครไม่รู้จัก “ถ่าน” แท่งไม้ก้อนดำๆ ที่เรานำมาใช้เชื้อเพลิงหุงต้ม ปิ้งย่าง ทำอาหารต่างต่างนานา ส่งควันฟุ้งไปทั่ว แต่...รู้หรือไม่? ยังมีถ่านอีกชนิด ที่กลายเป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่น่าจับตามอง ว่าจะสามารถช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่บรรยากาศได้​อ่านถึงตรงนี้แล้วอาจจะงง งั้นเรามารู้จักถ่านที่ว่านั้นกัน​“ไบโอชาร์” (Biochar) เป็นถ่านชีวภาพที่ประกอบไปด้วยคาร์บอน โดยได้จากการนำชีวมวล เศษวัสดุเหลือทิ้งจากการเกษตร เช่น กิ่งไม้ เปลือกไม้ ฟางข้าว หรือซังข้าวโพด มาผ่านกระบวนการไพโรไลซิส (Pyrolysis) ซึ่งเป็นการเผาที่อุณหภูมิสูงตั้งแต่ 500-1000 องศาเซลเซียส ในสภาวะที่ไม่มีออกซิเจน ทำให้ได้ถ่านชีวภาพที่มีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบสูง มีโครงสร้างเป็นรูพรุน และมีเสถียรภาพ เนื่องจากชีวมวลดังกล่าว ทั้งกิ่งไม้ เปลือกไม้ ฟางข้าว สามารถกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ได้จากปฏิกิริยาการสังเคราะห์แสง เพื่อใช้ในการเจริญเติบโตของพืช และเมื่อล้มตาย เกิดการเน่าเปื่อย ย่อยสลาย ก็จะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่บรรยากาศอีกครั้ง การที่เปลี่ยนชีวมวลให้อยู่ในรูปไบโอชาร์ จึงเหมือนเป็นการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์เอาไว้ ไม่ให้ปล่อยออกสู่บรรยากาศได้อีกนั่นเอง​ไบโอชาร์ มีความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึงประมาณ 2 tonCO₂/ton จึงทำให้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง เนื่องจากซีเมนต์เป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตคอนกรีต ซึ่งมีการใช้พลังงานและการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในระหว่างกระบวนการผลิตสูงมาก อีกทั้งคอนกรีตยังเป็นวัสดุหลักที่ใช้ในการก่อสร้างอาคารอีกด้วย จึงได้มีการใช้ไบโอชาร์ที่เป็นวัสดุที่มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เป็นลบ มาเป็นส่วนผสมในการผลิตคอนกรีต ไม่ว่าจะเป็นการทดแทนการใช้ปูนซีเมนต์ หรือใช้ทดแทนส่วนเสริมแรง จำพวกหิน ทราย ทำให้คอนกรีตที่ได้มีค่าการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ลดน้อยลง หรือทำให้มีค่าการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เป็นลบ เมื่อใส่ไบโอชาร์ในปริมาณที่มากพอ นอกจากนี้ ยังช่วยปรับปรุงสมบัติบางอย่างให้ดีขึ้น เช่น ความแข็งแรงเชิงกล การป้องกันคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า รวมทั้งความเป็นฉนวนกันเสียง​ไม่เพียงแค่นี้ ไบโอชาร์ ยังถูกนำมาใช้เป็นวัสดุดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์อีกด้วย เนื่องจากโครงสร้างที่เป็นรูพรุน และมีพื้นที่ผิวสูง ทำให้สามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์เก็บไว้ในโครงสร้างที่มีรูพรุนได้ นอกจากนี้ การปรับปรุงพื้นผิวของไบโอชาร์ด้วยสารเคมีจำพวกไฮดรอกไซด์ (Hydroxide) หรือเอมีน (Amine) ก็ยังทำให้เพิ่มความสามารถในการดูดซับบริเวณพื้นผิว ให้มีความจำเพาะมากขึ้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่าเดิม ​วัสดุชีวมวล เศษเหลือจากอุตสาหกรรมเกษตร ที่ถูกมองว่าเป็นขยะไร้ค่า หากนำมาวิจัยและพัฒนาให้เกิดประโยชน์ ก็อาจกลายเป็นฮีโร่ที่ช่วยกอบกู้โลกใบนี้ให้กับเราได้​เนื้อหาโดย คุณ สุพรรณภางค์ รักษาวงค์ นักวิจัยวัสดุ Sustainable Building Material​อ้างอิงข้อมูลจาก​Zhang, Y., He, M., Wang, L. et al. Biochar as construction materials for achieving carbon neutrality. Biochar 4, 59 (2022).​Biochar as a building material: Sequestering carbon and strengthening concrete, https://www.nrel.gov/docs/fy22osti/82445.pdf​Shifang Guo, Yuqing Li, Yaru Wang, Linna Wang, Yifei Sun, Lina Liu, Recent advances in biochar-based adsorbents for CO2 capture. Carbon Capture Science & Technology, 4 (2022).​

1704 viewer

อิฐทนไฟที่มาจากขยะก้นบุหรี่

โดย RISC | 6 เดือนที่แล้ว

จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้ระบุไว้ว่า ในปี 2564 ประชากรไทยอายุตั้งแต่อายุ 15 ปี ขึ้นไป จำนวน 57 ล้านคน มีผู้สูบบุหรี่กว่า 9.9 ล้านคน ซึ่งถ้ามองในเรื่องสุขภาพก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าห่วง แต่สิ่งที่น่าห่วงกว่ายังมีมากกว่านั้น​เรื่องของการสูบบุหรี่ไม่ได้มีเพียงมุมเดียว เพราะทุกครั้งที่มีการสูบบุหรี่จะเกิดขยะที่มาจากการสูบบุหรี่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยประเทศไทยเรานั้นมีขยะก้นบุหรี่สูงถึงปีละ 2.5 พันล้านชิ้นเลยทีเดียว ซึ่งขยะก้นบุหรี่จำนวนมหาศาลเหล่านี้ถูกทิ้งอย่างกลาดเกลื่อนในพื้นที่สาธารณะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทางเท้า ท้องถนนสวนสาธารณะ รวมถึงบริเวณชายหาด ซึ่งส่งผลเสียต่อธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม รวมถึงสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อย่างคาดไม่ถึง และเรามักจะมองข้ามความอันตรายของมันไป เพราะเป็นสิ่งที่พบเห็นได้จนชินตา​แต่เรารู้หรือไม่ว่า ขยะก้นบุหรี่เหล่านี้ประกอบไปด้วยสารเคมีที่เป็นสารก่อมะเร็งมากมาย อย่างเช่น ท็อกซิน นิโคติน สารหนู ยาฆ่าแมลง และอื่นๆ อีกมากมาย เมื่อขยะก้นบุหรี่ตกค้างในแหล่งน้ำ ก็จะทำให้น้ำสะอาดเป็นพิษ ส่งผลกระทบต่อจุลินทรีย์ และสัตว์น้ำต่างๆ เมื่อตกค้างในดิน ก็ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของพืช และผลเสียต่อสัตว์หน้าดิน รวมถึงผู้ล่าตามห่วงโซ่อาหาร และยังรวมถึงตัวมนุษย์เองด้วย สารพิษเหล่านี้สามารถเข้าสู่ร่างกายจากการบริโภคน้ำดื่ม เนื้อสัตว์ หรือพืชผักต่างๆ ที่ปนเปื้อนได้ นอกจากนี้ เซลลูโลสอะซิเตต ซึ่งเป็นวัสดุที่ใช้ในการผลิตบุหรี่ แม้ว่าจะเป็นพลาสติกที่ผลิตได้จากพืช แต่ไม่สามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติ ซึ่งต้องใช้เวลาในการย่อยสลายยาวนานเกือบ 10 ปี ทำให้เป็นขยะตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อม​ที่ผ่านมา หลายๆ ประเทศมีความพยายามอย่างมากที่จะจัดการกับปัญหาขยะจากก้นบุหรี่ โดยต้องกำจัดด้วยวิธีที่เหมาะสม และไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม​นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย RMIT ประเทศออสเตรเลีย ได้ศึกษาการนำขยะก้นบุหรี่ไปใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตอิฐทนไฟ พบว่าการเติมขยะก้นบุหรี่ลงไป 1% โดยน้ำหนัก ทำให้อิฐทนไฟที่ได้มีความแข็งแรงเทียบเท่าอิฐทั่วไป แต่มีน้ำหนักเบาลง ค่าการนำความร้อนลดลง ทำให้ใช้งานเป็นฉนวนกันความร้อนได้ดี ช่วยลดการใช้พลังงานภายในอาคารได้ และลดการใช้พลังงานในกระบวนการผลิต เนื่องจากเซลลูโลสอะซิเตตจากขยะก้นบุหรี่ มีค่าความร้อนสูงกว่าดินเหนียว ทำให้ใช้พลังงานในการเผาอิฐน้อยลง นอกจากนี้ ยังไม่ต้องกังวลถึงสารเคมีอันตรายในก้นบุหรี่ที่จะปนเปื้อนสิ่งแวดล้อม เนื่องจากเมื่ออิฐทนไฟเกิดการเผาไหม้ สารเคมีเหล่านั้นจะถูกกักขังอยู่ในโครงสร้างของอิฐที่มีรูพรุน ไม่หลุดออกสู่ภายนอก ซึ่งงานวิจัยนี้ยังชี้ให้เห็นว่าการผลิตอิฐทนไฟจากขยะก้นบุหรี่เพียงแค่ 2.5% ของอิฐทนไฟทั่วไป จะสามารถกำจัดขยะก้นบุหรี่ที่ถูกสร้างขึ้นในแต่ละปีได้​จริงอยู่ที่มีนวัตกรรมที่เข้ามาช่วยลดปัญหาขยะก้นบุหรี่ แต่การทิ้งก้นบุหรี่ก็ควรทิ้งในที่ที่ถูกจัดวางไว้ให้ ไม่ควรทิ้งในพื้นที่สิ่งแวดล้อม เพราะสุดท้ายแล้วก็เป็นตัวมนุษย์เองที่ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้​เนื้อหาโดย คุณ สุพรรณภางค์ รักษาวงค์ นักวิจัยวัสดุ Sustainable Building Materialอ้างอิงข้อมูลจาก​https://phys.org/news/2020-09-cigarette-butts-recycled-bricks-step-by-step.html​Mohajerani, A.; Qun Hui, S.; Shen, C.; Suntovski, J.; Rodwell, G.; Kurmus, H.; Hana, M.; Rahman, M.T. Implementation of Recycling Cigarette Butts in Lightweight Bricks and a Proposal for Ending the Littering of Cigarette Butts in Our Cities. Materials 2020, 13, 4023. https://doi.org/10.3390/ma13184023​https://ddc.moph.go.th/brc/news.php?news=22385&deptcode=brc&news_views=1559​https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1/173199

895 viewer

มารู้จักฉนวนใยไม้คาร์บอนต่ำกัน

โดย RISC | 6 เดือนที่แล้ว

Net Zero Emission 2050 เป้าหมายใหญ่ของโลกที่จะลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่ากับศูนย์ภายในปี 2050 ที่ทุกวงการกำลังวางเป้าเพื่อไปให้ถึงจุดนั้น โดยเฉพาะวงการอุตสาหกรรมการก่อสร้าง​อย่างที่เราทราบกันดีว่า อุตสาหกรรมการก่อสร้างนั้นเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นอันดับต้นๆ ซึ่งตัวการสำคัญก็คือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ Embodied Carbon และ Operation Carbon โดย Embodied Carbon นั้นเป็น Key สำคัญที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายนี้ โดยเฉพาะอาคารที่กำลังจะสร้างขึ้นใหม่ จำเป็นต้องมีทิศทางการออกแบบและก่อสร้างให้ Embodied Carbon ต่ำที่สุด แล้วทำไมเราถึงควรพุ่งเป้าไปที่การลด Embodied Carbon? ​Embodied Carbon คือ คาร์บอนที่มาจากวัสดุก่อสร้าง ซึ่งถือว่าเป็นต้นน้ำของการก่อสร้าง หากเราตั้งต้นสร้างอาคารด้วยวัสดุที่มีคาร์บอนต่ำแล้ว ก็ถือได้ว่าประสบความสำเร็จไปได้ครึ่งหนึ่งแล้วนั่นเอง ในปัจจุบันมีผู้ประกอบการหลายรายได้พยายามพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและนวัตกรรมวัสดุก่อสร้างใหม่ๆ ให้มีการปลดปล่อยคาร์บอนที่ลดลง หรือที่เรียกว่า วัสดุคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Material) ออกมาให้เป็นทางเลือกในการใช้งานมากขึ้น สำหรับวัสดุก่อสร้างทางเลือกที่น่าสนใจ ที่จะหยิบยกมาพูดถึงกันในวันนี้คือ “ฉนวนใยไม้คาร์บอนต่ำ”​“ฉนวนใยไม้คาร์บอนต่ำ” เป็นฉนวนที่ทำมาจากเส้นใยไม้ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเป็นแผ่นใยไม้ฉนวนชั้นเดียวที่มีความหนาสูงสุด 240 มม. จากส่วนผสมเพียง 2 ชนิด คือ เส้นใยไม้สนที่ได้มาจากป่าปลูกยั่งยืน (Forest Stewardship Council, FSC) ในภูมิภาค และเกลือแอมโมเนียมที่ใช้เป็นสารหน่วงไฟ และเป็นวัสดุที่ได้มาจากธรรมชาติทั้งหมด ทำให้สามารถย่อยสลายได้ ซึ่งฉนวนใยไม้คาร์บอนต่ำนี้ได้ใบรับรองจาก Natureplus© ว่าเป็นระบบฉนวนที่ปลอดภัยทางชีวภาพของยุโรป นอกจากนี้ยังผ่านเกณฑ์วัสดุคาร์บอนต่ำมี EPD Certificated (Environmental Product Declaration, EPD) อีกด้วย ผลิตภัณฑ์ฉนวนใยไม้นี้สามารถนำไปใช้ได้กับทุกๆ ส่วนของอาคาร สามารถพิจารณาค่าคุณสมบัติ และเลือกใช้งาน Application ตามความเหมาะของ Function ที่ต้องการใช้งานได้เลย แล้วทำไมฉนวนใยไม้ถึงมีคาร์บอนต่ำกว่าฉนวนประเภทอื่นๆ ?​เพราะว่าฉนวนนี้ทำมาจากใยไม้ล้วนๆ ซึ่งเป็นวัสดุธรรมชาติ สามารถย่อยสลายได้ ใช้ไม้จากป่าปลูกยั่งยืน ทำให้เมื่อคำนวณค่า Embodied Carbon ตั้งแต่วัตถุดิบตั้งต้น กระบวนการผลิต ไปจนสิ้นวัฏจักรชีวิต Life Cycle แล้วนั้น มีการปลดปล่อยค่าคาร์บอนที่ต่ำมากๆ เมื่อเทียบกับฉนวนที่ใช้กันทั่วไปที่มาจากปิโตรเลียม และไม่สามารถย่อยสลายได้ เช่น ฉนวนโฟมพอลิยูรีเทน(Polyurethane Foam) ฉนวนโฟมพอลิสไตรีน (Polystyrene Foam) หรือแม้แต่ฉนวนใยแก้ว (Fiberglass)​จะเห็นได้ว่าทิศทางการก่อสร้างนั้นมีแนวโน้มที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากจะมีเทรนด์การเปลี่ยนจากการใช้โครงสร้างคอนกรีต (Concrete) มาเป็นโครงสร้างไม้ (Timber Construction) แล้ว เทรนด์การใช้วัสดุธรรมชาติ อย่างเช่น ไม้ จะสามารถพัฒนานวัตกรรมวัสดุนำไปใช้ในอาคารส่วนต่างๆ และกระบวนการก่อสร้างได้มากน้อยเพียงใด เพื่อเป้าหมายการลดการปลดปล่อยคาร์บอนให้เป็นศูนย์ในปี 2050 ที่เริ่มใกล้เข้ามาทุกที และตามที่ MQDC ได้ตั้งเป้า “Nature Positive & Carbon Negative 2050: สร้างผลเชิงบวกต่อธรรมชาติและปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นลบ” เพื่อสร้างสมดุลอย่างยั่งยืนได้จริง​สนใจ “ฉนวนใยไม้คาร์บอนต่ำ” สามารถติดตามข้อมูลต่อได้ที่ https://gutex.co.uk/product-range/product-properties/recyclability/เนื้อหาโดย คุณ ทิพทับทิม สรรเพชุดาศิลป์ สถาปนิกวิจัยอาวุโส, Sustainable Building Materials, RISCอ้างอิงข้อมูลจาก​ https://www.carboncure.com/concrete-corner/what-is-embodied-carbon/ https://www.gutexcz.com/files/downloads/08_katalogy_en/GUTEX_EN_BR_ProductApplications_2022-01_Lay01.pdf

855 viewer

ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก (Hydraulic Cement) ช่วยลดโลกร้อนได้อย่างไร?

โดย RISC | 8 เดือนที่แล้ว

อย่างที่เรารู้กัน อุตสาหกรรมก่อสร้างปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึง 39% ของการปลดปล่อยจากอุตสาหกรรมทั้งหมด ซึ่งจากหลายๆ โพสต์ที่ผ่านมา เราคงได้เห็นถึงแนวทางหรือนวัตกรรมที่จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้กันมาบ้าง ซึ่งวันนี้ก็จะมีอีกหนึ่งแนวทางที่เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ​ก่อนอื่นเรามาให้เห็นภาพชัดๆ กันก่อน...​39% ของการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง แบ่งเป็นการใช้พลังงานในอาคาร (Operation Carbon) 28% อย่างเช่น การใช้ไฟฟ้าในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ภายในอาคาร และอีก 11% เป็นการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการผลิต เพื่อให้ได้มาซึ่งตัววัสดุก่อสร้างเอง (Embodied Carbon) เช่น คอนกรีตปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 0.92 tonCO₂ /ton ส่วนเหล็กปล่อย 1.4 tonCO₂ /ton แม้การผลิตเหล็กจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า แต่การก่อสร้างมีปริมาณการใช้คอนกรีตที่เยอะกว่าเหล็ก จึงทำให้คอนกรีตกลายเป็นตัวการหลักในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของอุตสาหกรรมก่อสร้าง​ด้วยเหตุดังกล่าวจึงได้มีการคิดค้นหาทางลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ นั่นคือ “ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก” เชื่อว่าคงมีคนเคยได้ยินมาบ้าง แต่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าคืออะไร? แล้วลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้จริงหรือ?​ที่ผ่านมา สมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทยได้มีการรณรงค์ให้ภาคอุตสาหกรรม หน่วยงานภาครัฐ และเอกชนหันมาใช้ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกแทนการใช้ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ เนื่องจากปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ มีองค์ประกอบหลักเป็นปูนเม็ดสูงถึง 93% ซึ่งเจ้าปูนเม็ดที่ว่าได้มาจากการระเบิดภูเขาหินปูนและผ่านกระบวนการเผาที่อุณหภูมิสูง 1400-2000 °C ทำให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมหาศาล ในขณะที่ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกมีการแทนที่ปูนเม็ดด้วยวัสดุอื่น อย่างเช่น ยิปซั่ม เถ้าลอย รวมไปถึงกากจากอุตสาหกรรม เช่น ตะกรันเหล็ก ประมาณ 10% จึงทำให้ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 0.052 tonCO₂ / ปูน 1 ton แม้ค่าการปล่อยลดลงน้อย แต่การก่อสร้างใช้ปริมาณปูนเยอะ จึงช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มาก​ปัจจุบันทางภาครัฐได้สนับสนุนการใช้ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกอย่างเต็มที่ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้กำหนด ปรับปรุง และแก้ไขมาตรฐานให้สามารถใช้ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกในการทำผลิตภัณฑ์คอนกรีต ทั้งการใช้งานทั่วไป งานที่ต้องการแรงอัดสูง รวมทั้งงานที่ต้องทนต่อการกัดกร่อน เพื่อให้สามารถนำมาใช้งานได้จริง ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกจึงถูกวางไว้เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และเพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050​เนื้อหาโดย คุณ สุพรรณภางค์ รักษาวงค์ นักวิจัยวัสดุ Sustainable Building Material​อ้างอิงข้อมูลจาก​https://www.thaicma.or.th/th/substitution/cement_industry/clinker-substitution#3​https://cleantechnica.com/2020/09/14/reducing-emissions-from-cement-and-steel-production/​https://www.sustainable-ships.org/stories/2022/carbon-footprint-steel​

3347 viewer

Timber Construction เทรนด์การก่อสร้าง เพื่อเป้าหมาย Net Zero Emission 2050

โดย RISC | 9 เดือนที่แล้ว

จากความมุ่งมั่นที่ RISC ตั้งเป้าหมายผลักดัน MQDC ให้เป็น “Nature Positive & Carbon Negative 2050” มาลองดูกันว่าทำไมเราถึงต้องคิดเรื่องนี้? มีที่มาที่ไปเป็นอย่างไร? และนักวิจัยของเราดำเนินการกันยังไง?​ในปี 2050 ทั้งสหภาพยุโรป (EU) องค์กรสหประชาชาติ หน่วยงานต่างๆ และรัฐบาลประเทศชั้นนำทั่วโลก ต่างตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่า “โลกของเราจะปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่ากับศูนย์ หรือ Net Zero Emission 2050” เพื่อหยุดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภาวะโลกรวน (Climate Change) ซึ่งทุกแวดวงจะต้องปฏิวัติทั้งระบบในการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จนเหลือศูนย์ ไม่เว้นแม้แต่วงการอุตสาหกรรมก่อสร้าง​แล้ววงการอุตสาหกรรมก่อสร้างมีทิศทางในการปรับตัวอย่างไรบ้าง?​ ต้องยอมรับว่า อุตสาหกรรมก่อสร้างเป็นอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากถึง 39% ของการปลดปล่อยทั้งหมด ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 2 ส่วน คือ...​- 28% มาจาก Operation Carbon คือ คาร์บอนที่เกิดจากช่วงการใช้พลังงานในอาคาร เช่น การใช้น้ำ ใช้ไฟฟ้า ซึ่งด้วยองค์ความรู้และเทคโนโลยีในปัจจุบัน สามารถทำให้การปลดปล่อยคาร์บอนลดลงเท่ากับศูนย์ได้ไม่ยาก ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบอาคารให้ประหยัดพลังงาน หรือการใช้พลังงานทดแทน​- 11% มาจาก Embodied Carbon คือ คาร์บอนที่มาจากวัสดุก่อสร้างและช่วงการก่อสร้างอาคาร ซึ่งเป็นส่วนที่ลดได้ยากกว่า เพราะต้องมีการปรับเปลี่ยนตั้งแต่ต้นน้ำ นั่นก็คือ ทรัพยากรที่ใช้ผลิตวัสดุก่อสร้างไปจนถึงเทคโนโลยีและกระบวนการก่อสร้างทั้งหมด​เมื่อเห็นแบบนี้แล้ว หลายคนคงสงสัยว่าแบบนี้การตั้งเป้าหมายในการลด Embodied Carbon จะเกิดขึ้นได้อย่างไร?​“Timber Construction” หรือ การก่อสร้างอาคารโดยใช้ไม้เป็นโครงสร้าง ถูกวางให้เป็นเป้าหมายในการลด Embodied Carbon โดยจะเข้ามาแทนที่โครงสร้างแบบคอนกรีต ซึ่งปัจจุบันเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ไกลเกินจริงอีกต่อไปแล้ว เพราะเริ่มมีอาคารสูงที่เปลี่ยนมาใช้โครงสร้างอาคารที่ทำมาจากไม้เพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะประเทศแถบยุโรป เพื่อทดแทนการใช้คอนกรีตที่เป็นตัวการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตั้งแต่กระบวนการระเบิดภูเขามาผลิตเป็นปูนซีเมนต์ อีกทั้งยังเป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป เมื่อเทียบกับการต้นไม้ที่เป็นทรัพยากรที่สามารถปลูกทดแทนขึ้นมาใหม่ได้ และช่วงชีวิตของการเจริญเติบโตต้นไม้ยังช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ให้โลกไว้อีกด้วย และนี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ Timber Construction อาจกลายเป็นเทรนด์การก่อสร้างอาคารใหม่ที่เป็นความหวังของมวลมนุษชาติ​ยกตัวอย่าง อาคาร Port plus เป็นอาคารสูงโครงสร้างไม้ อาคารแรกของประเทศญี่ปุ่น ที่สร้างโดย Obayashi ที่เพิ่งแล้วเสร็จเมื่อปี 2022 ที่ผ่านมา โดยอาคารนี้มีการบูรณาการองค์ความรู้และเทคโนโลยีการก่อสร้างที่ทันสมัย ทำให้โครงสร้างสามารถทนไฟได้ 3 ชั่วโมง มีการทำ Simulation คำนวณเปรียบเทียบ Embodied Carbon ของอาคารโครงสร้างไม้ เทียบกับโครงสร้างเหล็กและคอนกรีต จะเห็นได้ว่าอาคารโครงสร้างไม้ สามารถลด Embodied Carbon ลงได้สูงสุด ซึ่งอาคาร Port plus นี้นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีการก่อสร้างในทวีปเอเชียเลยก็ว่าได้​ แล้วอนาคต Timber Construction ในประเทศไทย จะสามารถเกิดขึ้นได้หรือไม่​จริงๆ แล้วหากมองย้อนไปในอดีต บ้านเรือนไทยสมัยก่อนก็ทำมาจากไม้ทั้งหลัง แต่ด้วยเทคโนโลยีการก่อสร้างเปลี่ยนไป จึงทำให้องค์ความรู้เรื่องช่างไม้เลือนหายไปด้วย การก่อสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กจึงถูกเข้ามาแทนที่ ซึ่งไม่แน่ว่าในอนาคตเราอาจจะเริ่มเห็นอาคารสูงโครงสร้างไม้เกิดขึ้นในประเทศไทยมากขึ้นกว่านี้ แต่เบื้องต้นอาจจะต้องใช้ระยะเวลา เพราะมีหลายๆ ปัจจัยที่ยังไม่สามารถมาเปลี่ยนแปลงวิถีการก่อสร้างด้วยคอนกรีตได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความพร้อมของเทคโนโลยี องค์ความรู้ ฝีมือแรงงาน ราคาค่าก่อสร้าง กฎหมายอาคารเรื่องการกันไฟ แหล่งที่มาของไม้ป่าปลูกในประเทศ รวมไปถึงการทำให้อาคารโครงสร้างไม้สามารถทนทานต่อสภาพอากาศร้อนชื้น รังสี UV และปลวก ศัตรูตัวร้ายของไม้​ในปัจจุบัน ก็เริ่มมีบางอาคารเริ่มนำเทคโนโลยีการก่อสร้างด้วยไม้มาใช้ในการพัฒนาโครงการ ที่พอจะมีตัวอย่างให้เห็น นั่นก็คือ อาคาร Clubhouse ของโครงการ Mulberry Grove The Forestias by MQDC ซึ่งอาคารนี้เป็นหัวใจของโครงการ มีการออกแบบให้มีหลังคาโค้งทำมาจากไม้ (Arched Timber Structure) โดยใช้คานไม้โครงสร้าง Glulam ทั้งหมด 56 คานถักทอเป็นหลังคาที่สร้างร่มเงา กันแดด และฝนให้กับอาคารนี้ ถึงแม้ว่าจะยังไม่ใช่อาคารสูง แต่ก็นับเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงวงการก่อสร้าง ที่สอดคล้องกับเป้าหมาย “Nature Positive & Carbon Negative 2050” ของ MQDC เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการกู้วิกฤติโลก ส่งเสริมทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน สร้างผลเชิงบวกต่อธรรมชาติและลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิให้เป็นค่าติดลบภายในปีค.ศ. 2050 และก็ไม่แน่ว่าในอนาคตเราอาจจะได้เห็น Timber Construction อาคารหลังใหม่ๆ เกิดขึ้นตามมาอีกแน่นอน​ เนื้อหาโดย คุณ ทิพทับทิม สรรเพชุดาศิลป์ สถาปนิกวิจัยอาวุโส, Sustainable Building Materials, RISC​อ้างอิงข้อมูลจาก ​https://www.eesc.europa.eu/en/news-media/news/timber-construction-can-help-reduce-co2-emissions​https://www.oyproject.com/​https://worldgbc.org/​https://mqdc.com/our-business/discover-project/mulberrygrove/forestias​

1668 viewer

รับข่าวสาร

ลงทะเบียนเพื่อรับข่าวสารกับเรา

© 2024 Magnolia Quality Development Corporation Limited - A DTGO Company
ผลลัพธ์
การยืนยัน
การยืนยัน