Knowledge - RISC

Knowledge Plants & Biodiversity

Plants & Biodiversity

เลือก Light อย่างไร ให้ไร้รบกวน

โดย RISC | 1 สัปดาห์ที่แล้ว

“แสง” สิ่งที่ช่วยให้เรามองเห็น ไม่ว่าจะเป็นแสงธรรมชาติจากดวงอาทิตย์ หรือแสงจากสิ่งประดิษฐ์ที่มนุษย์สร้างขึ้นมา แสงจึงมีบทบาทสำคัญต่อชีวิตประจำวันของมนุษย์ และสิ่งมีชีวิตบนโลก​โดยแสงที่ตาเราสามารถมองเห็นจะอยู่ในช่วงความยาวคลื่นระหว่าง 400 - 700 นาโนเมตร นอกเหนือจากแสงที่ตามองเห็นแล้ว ก็ยังมีแสงประเภทอื่นๆ ที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เช่น รังสีอัลตราไวโอเลต (UV) และรังสีอินฟราเรด (IR)​นอกจากแสงจะช่วยให้มองเห็น และดำรงชีวิตได้สะดวกขึ้นแล้ว แสงจากดวงอาทิตย์ก็ยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อกระบวนการสังเคราะห์แสงของพืช ซึ่งเป็นพื้นฐานของห่วงโซ่อาหาร นอกจากนี้ แสงยังถูกนำมาใช้ในเทคโนโลยีต่างๆ อีกมากมาย ทั้งการแพทย์ การสื่อสาร หรือการคมนาคม​แม้ว่าแสงจะมีประโยชน์มากมาย แต่การใช้แสงไฟที่มากเกินไป หรือไม่เหมาะสมนั้น สามารถก่อให้เกิด “มลพิษทางแสง” (Light Pollution) ได้ ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มักถูกมองข้ามอยู่ในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของมนุษย์​ปัญหานี้เกิดจากแสงไฟที่ฟุ้งกระจายเกินความจำเป็น อย่างเช่น แสงไฟจากถนน อาคารสูง และป้ายโฆษณาที่ส่องสว่างตลอดคืน มลพิษทางแสงเหล่านี้รบกวนพฤติกรรมในธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต ส่งผลให้สัตว์ป่าเสียสมดุลในการดำรงชีวิต เช่น นกอพยพที่บินผิดเส้นทาง เต่าทะเลที่หลงทิศทางจากแสงไฟตามแนวชายฝั่ง และยังมีสัตว์ป่าอีกหลายชนิดที่ต้องพึ่งพาความมืดในการดำรงชีวิต ​เพื่อลดผลกระทบของมลพิษทางแสงต่อสัตว์และสิ่งแวดล้อม เราจึงควรเลือกใช้แสงที่เหมาะสม โดยเฉพาะแสงที่ไม่รบกวนวงจรชีวิต และพฤติกรรมของสัตว์ในธรรมชาติ​จากรายงานวิจัย พบว่า แสงไฟที่เหมาะสมควรมีค่าอุณหภูมิสีสัมพันธ์ (Correlated Color Temperature, CCT) ไม่เกิน 3000 เคลวิน (K) มีค่าความยาวคลื่นโดยประมาณอยู่ที่ 600 - 700 นาโนเมตร ซึ่งให้แสงสีเหลืองอุ่น (Warm White) ที่สำคัญเราควรใช้ไฟที่มีทิศทางของแสงสว่างชัดเจน ไม่กระจายแสงหรือหันแสงไฟออกไปยังท้องฟ้า หรือพื้นที่ธรรมชาติที่มีสัตว์อาศัยอยู่ นอกจากนี้ เรายังสามารถช่วยลดมลพิษทางแสงได้ด้วยการปิดไฟที่ไม่จำเป็น หลีกเลี่ยงการเปิดไฟตลอดทั้งคืน หรือระบบตั้งเวลาปิด-เปิด เพื่อให้แสงทำงานเฉพาะเมื่อมีความจำเป็น การใช้และการจัดการแสงอย่างเหมาะสมจึงสามารถช่วยลดมลพิษทางแสง และรักษาสมดุลของธรรมชาติให้ยั่งยืนได้ รวมถึงยังช่วยให้สิ่งมีชีวิตยังคงดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุขตามปกติในสภาพแวดล้อม​เนื้อหาโดย คุณ กชกร รัตนมา นักวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพ RISC​

67 viewer

พื้นที่สีเขียวคือหัวใจของชีวิตที่ดีขึ้น

โดย RISC | 2 สัปดาห์ที่แล้ว

รู้หรือไม่ ใน 1 ปีต้นไม้ที่เติบโตเต็มที่บนพื้นที่ 1 เอเคอร์ หรือ 4,050 ตารางเมตร หรือ 2.53 ไร่ สามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้เทียบเท่ากับปริมาณที่รถยนต์ปล่อยออกมาเมื่อขับเป็นระยะทาง 26,000 ไมล์ หรือ 41,842 กิโลเมตร​อย่างที่เรารู้กันว่า การที่เราใช้เวลากับต้นไม้ เราจะได้ประโยชน์มากมาย ตั้งแต่การลดความเครียดไปจนถึงการเพิ่มความสามารถในการรับรู้ ต้นไม้จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์ และในปัจจุบัน การขยายและพัฒนาของชุมชนเมือง ทำให้ต้นไม้มีความสำคัญ และได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่...​1. ส่งเสริมการใช้ชีวิตที่กระฉับกระเฉง: เพราะเมืองที่มีต้นไม้ และภูมิทัศน์สีเขียวมากขึ้นจะช่วยกระตุ้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับพื้นที่สาธารณะ และสนับสนุนธุรกิจท้องถิ่นมากขึ้น เมืองที่มีพื้นที่สีเขียวที่เพียงพอยังช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการออกกำลังกาย และกิจกรรมกลางแจ้งแก่ประชาชน อย่างเช่น การเดินเล่นในสวนสาธารณะ หรือการเล่นกีฬาในพื้นที่เปิดโล่ง ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดีขึ้น แต่ยังช่วยสร้างเสริมปฏิสัมพันธ์ที่ดีในชุมชน ทำให้เกิดสังคมที่มีความสามัคคีและปลอดภัย อีกทั้ง การออกแบบพื้นที่สีเขียวที่เชื่อมโยงกับทางเดินและเส้นทางจักรยานก็ยังช่วยกระตุ้นให้ผู้คนลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว ซึ่งส่งผลดีต่อคุณภาพอากาศ และลดปัญหาจราจรติดขัดในเมืองได้อีกด้วย​2. สุขภาวะทางกายภาพ และการลดความเครียด: การใช้เวลาในพื้นที่สีเขียว อย่างการอาบป่า (Forest Bathing) ช่วยรักษาระดับความดันโลหิต และสร้างความรู้สึกสงบ หรือในแง่ของเมือง พนักงานออฟฟิศที่สามารถมองเห็นต้นไม้จากที่ทำงาน รายงานที่ระบุไว้ว่า จะมีระดับความเครียดต่ำกว่าและมีความพึงพอใจในงานมากขึ้น นอกจากนี้ ต้นไม้สามารถลดอุณหภูมิพื้นผิวลงได้มากถึง 12°C ช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับความร้อน ซึ่งงานวิจัยของ Forest Research ในสหราชอาณาจักรพบว่า การไปเยี่ยมชมป่าช่วยเสริมสร้างสุขภาพจิต และอาจช่วยประหยัดงบประมาณของ NHS (ระบบบริการสุขภาพแห่งชาติของสหราชอาณาจักร) ได้ถึง 185 ล้านปอนด์ต่อปีในการรักษาผู้ป่วย​3. เสริมสร้างสุขภาพทางอารมณ์และพัฒนาการด้านสติปัญญา: ธรรมชาติมีส่วนช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้า และวิตกกังวล โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน แม้ใช้เวลาเพียงแค่ 5 นาทีในพื้นที่สีเขียวก็อาจส่งผลดีต่อสุขภาพจิตได้ นอกจากนี้ การใช้เวลากับธรรมชาติยังช่วยกระตุ้นสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการแก้ปัญหา ทำให้คนมีสมาธิ และประสิทธิภาพในการทำงานดีขึ้น ยังมีการศึกษาในเด็กพบว่า การเล่นและเรียนรู้ในพื้นที่สีเขียวช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางสติปัญญา ทำให้มีความสามารถในการจดจำ และคิดวิเคราะห์ที่ดีขึ้น อีกทั้ง การเดินเล่นในสวน หรือป่าธรรมชาติยังช่วยให้สมองได้พักจากสิ่งเร้าต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้ผู้คนรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น และมีความสุขมากขึ้นในระยะยาว​4. สร้างชุมชนที่ปลอดภัยขึ้น: พื้นที่ที่มีต้นไม้น้อยมักมีอัตราความรุนแรง และอาชญากรรมสูงกว่าพื้นที่ที่มีต้นไม้หนาแน่น ต้นไม้และภูมิทัศน์สีเขียวยังสามารถช่วยลดความกลัว และส่งเสริมความปลอดภัยในชุมชนได้ อีกทั้ง การมีพื้นที่สีเขียวที่ได้รับการดูแลอย่างดี ยังทำให้ผู้คนออกมาใช้พื้นที่สาธารณะมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการเฝ้าระวังตามธรรมชาติของชุมชน ช่วยลดโอกาสในการเกิดอาชญากรรม เช่น การโจรกรรมและการทำร้ายร่างกาย นอกจากนี้ ต้นไม้ที่ปลูกริมถนนยังสามารถช่วยปรับปรุงคุณภาพอากาศภายในอาคารได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะช่วยลดระดับมลพิษที่อยู่ใกล้บริเวณนั้นลงได้มากกว่า 50% ในขณะเดียวกัน ต้นไม้ยังช่วยลดมลภาวะทางเสียงจากการจราจร และกิจกรรมในเมือง ทำให้ชุมชนมีบรรยากาศที่สงบ และน่าอยู่มากยิ่งขึ้น​จะเห็นได้ว่าต้นไม้มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์ ไม่เพียงแต่ช่วยปรับปรุงคุณภาพอากาศและน้ำเท่านั้น แต่ยังเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ ส่งเสริมความสัมพันธ์ของผู้คนในชุมชน และสนับสนุนสุขภาพโดยรวม นอกจากนี้ ต้นไม้ยังเป็นทางออกที่คุ้มค่าต่อการรับมือกับผลกระทบที่รุนแรงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น คลื่นความร้อน ความแห้งแล้ง และอุทกภัย การตระหนักถึงความสำคัญของต้นไม้ไม่เพียงช่วยให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้น แต่ยังสร้างชุมชนที่มีสุขภาพดี ปลอดภัย และมีชีวิตชีวายิ่งขึ้นอีกด้วย​เนื้อหาโดย คุณ วสุธา เชน สถาปนิกวิจัยอาวุโส และผู้เชี่ยวชาญระดับ LEED AP BD+C และ WELL AP​อ้างอิงข้อมูลจาก​1. TreePeople Organization. (n.d.). 22 benefits of trees. Retrieved from https://treepeople.org/22-benefits-of-trees/​2. Harvard T.H. Chan School of Public Health. (2021). The health benefits of trees. Retrieved from https://hsph.harvard.edu/news/the-health-benefits-of-trees/​3. Arbor Day Foundation. (n.d.). The value of trees. Retrieved from https://www.arborday.org/value​4. NHS Forest. (n.d.). Why do humans need trees for health? here's what you.... Retrieved from https://nhsforest.org/blog/humans-need-trees-for-health/​5. Savatree. (n.d.). The importance of trees - learn value and benefit of trees. Retrieved from https://savatree.com/resource-center/tree-varieties/why-trees/​6. Immerse yourself in a forest for better health. Retrieved from https://dec.ny.gov/nature/forests-trees/immerse-yourself-for-better-health

96 viewer

ฤดูฝุ่นแบบนี้ ต้นไม้อะไรช่วยดักจับฝุ่นให้เราได้เยอะบ้าง?

โดย RISC | 3 สัปดาห์ที่แล้ว

ช่วงฤดูฝุ่นแบบนี้ เซนเซอร์ตรวจวัดคุณภาพอากาศ และเครื่องฟอกอากาศในหลายๆ บ้าน คงทำงานหนักมากๆ แต่...รู้หรือไม่ นอกจากเทคโนโลยีเหล่านี้ ก็ยังมีสิ่งหนึ่งที่ทำงานหนักไม่แพ้กัน​เพราะฮีโร่จากธรรมชาติอย่างต้นไม้ ก็รับบทเครื่องกรองฝุ่นอยู่ด้วยเช่นกัน​ลักษณะทางกายภาพของใบไม้ที่มีคุณสมบัติพิเศษ เช่น ใบมีขน ผิวใบขรุขระ ผิวใบมัน รวมถึงต้นไม้ที่มีใบเยอะ หรือมีกิ่งก้านที่ซับซ้อน จะช่วยในการดักจับฝุ่นละอองขนาดเล็กอย่าง PM2.5 และดูดซับมลพิษผ่านทางปากใบในขณะที่ต้นไม้ทำการสังเคราะห์แสง ​ผลจากงานวิจัยการดักจับฝุ่นละอองขนาดเล็กจากควันธูปด้วยพืชในอาคาร จากการทดสอบพืชทั้งหมด 16 ชนิด โดยปล่อยควันธูปในกล่องทดลองที่มีพืชในอาคาร 1 ต้นเป็นเวลา 30 นาที เปรียบเทียบกับกล่องทดลองเปล่าที่ไม่มีต้นไม้ พบว่า ต้นกวักมรกตมีความสามารถในการดักจับ PM2.5 ได้มากที่สุด คือร้อยละ 30.87 รองลงมาคือต้นลิ้นมังกร อยู่ที่ร้อยละ 23.70​ในขณะที่งานวิจัยโดย รศ.ดร.ชัยรัตน์ ตรีทรัพย์สุนทร ได้ทดลองต้นไม้ในระบบปิดขนาด 1 ลูกบาศก์เมตร ที่ความเข้มข้น PM2.5 เริ่มต้นที่ 450-500 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร พบว่า ต้นพรมกำมะหยี่ลดฝุ่นได้มากกว่าร้อยละ 60 และต้นลิ้นมังกรลดฝุ่นได้มากกว่าร้อยละ 40 ซึ่งต้นไม้เหล่านี้เป็นกลุ่มไม้ประดับสามารถเลือกปลูกในอาคาร หรือนำไปปลูกที่หน้าต่างเพื่อดักอากาศก่อนที่ลมจะพัดพาเข้าบ้านได้​แต่หากพื้นที่บ้านใครยังพอมีที่ว่างด้านนอกอาคารก็สามารถออกแบบสวนให้ช่วยในการลดฝุ่นได้เช่นกัน​อย่างทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เผยแพร่สวนต้นแบบที่มีการใช้ไม้ยืนต้นเพื่อลดฝุ่น PM2.5 อย่างยั่งยืน ที่สนับสนุนโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งสวนนี้เลียนแบบระบบนิเวศที่ต้นไม้ต้องมีความหลากหลาย และใช้ศักยภาพของแต่ละต้นที่แตกต่างกันไป โดยเลือกต้นไม้ที่มีความสูง 3 ระดับ คือ​- ไม้ขนาดใหญ่ เช่น ราชพฤกษ์ ประดู่บ้าน และพิกุล​- ไม้ขนาดกลาง เช่น โมก และไทร​- ไม้พุ่มคลุมดิน เช่น ต้นหมาก ต้นเดหลี ต้นพลูปีกนก ต้นกวักมรกต ต้นคล้ากาเหว่าลาย ต้นคล้าแววมยุรา ต้นคล้านกยูง​ซึ่งการปลูกไม้ 3 ระดับนั้น ก็เพื่อเป็นแนวกันชนในการกำบังฝุ่น และควรปลูกอย่างน้อย 2 ชั้น โดยชั้นที่หนึ่งที่ปะทะลมให้ปลูกไม้พุ่มขนาดเล็ก และแถวที่สองปลูกไม้พุ่มขนาดกลางสลับไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ เป็นการใช้ต้นไม้ดักลมให้อากาศเคลื่อนที่ช้าลง และทำให้ฝุ่นละอองขนาดเล็กถูกดักจับด้วยใบพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ความชื้นจากการคายน้ำของพืชบริเวณนั้นจะช่วยเพิ่มน้ำหนักให้กับฝุ่นละลองขนาดเล็กในอากาศให้เคลื่อนที่ลดลง และควรรดน้ำต้นไม้บริเวณนั้นสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อล้างใบ และเพิ่มความชื้นในดิน ซึ่งการจัดเรียงต้นไม้อย่างเหมาะสมนี้จะช่วยกำบังฝุ่นได้มากกว่าร้อยละ 20-60 เลยทีเดียว​เนื้อหาโดย คุณ พันธ์พิสุ จุลพันธ์วัฒนา สถาปนิกวิจัยอาวุโสและผู้เชี่ยวชาญอาคารเขียว TREES-A, RISC ​อ้างอิงข้อมูลจาก​กันติทัต ทับสุวรรณ, ศิรเดช สุริต. (2564). การดักจับฝุ่นละอองขนาดเล็กจากควันธูปด้วยพืชในอาคาร. วารสารสังคมศาสตร์และมานุษยวิทยาเชิงพุทธ. 6(12); 80-93. ​ชัยรัตน์ ตรีทรัพย์สุนทร. (2565). การใช้พืชยืนต้นบำบัดฝุ่นละอองอย่างยั่งยืน Sustainable PM Phytoremediation by Perennials Plants. สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ​

173 viewer

ค่า pH ในดินสำคัญต่อพืชอย่างไร?​

โดย RISC | 2 เดือนที่แล้ว

ดินไม่ได้มีหน้าที่แค่พื้นรองรากต้นไม้ แต่เป็นแหล่งชีวิตของต้นไม้ที่เต็มไปด้วยธาตุอาหารสำคัญ หากคุณภาพดินอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ต้นไม้ก็จะเติบโตได้เป็นอย่างดี​โดยทั่วไป ต้นไม้มีความต้องการธาตุอาหารต่อการเจริญเติบโตทั้งหมด 14 ชนิด ซึ่งแบ่งเป็น...​ธาตุอาหารหลัก (Macronutrients) มี 6 ชนิด ได้แก่ Nitrogen (N), Phosphorus (P), Potassium (K), Calcium (Ca), Magnesium (Mg) และ Sulfur (S) ทั้งหมดเป็นธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต จำเป็นต้องได้รับในปริมาณมาก หากขาดธาตุอาหารหลักเหล่านี้ อาจทำให้พืชมีลักษณะแคระ ไม่โต จนถึงทำให้ต้นเหี่ยว และตายได้​ธาตุอาหารรอง (Micronutrients) มี 8 ชนิด ได้แก่ Iron (Fe), Manganese (Mn), Zinc (Zn), Copper (Cu), Boron (B), Molybdenum (Mo), Nickle (Ni) and Chlorine (Cl) ทั้งหมดเป็นธาตุอาหารที่พืชต้องการในปริมาณน้อย แต่ก็ขาดไม่ได้เช่นกัน​ซึ่งธาตุอาหารที่พืชต้องการเหล่านี้มักมีอยู่ในดิน แต่การที่พืชจะสามารถดูดซึมได้ดีหรือไม่นั้น จะขึ้นอยู่กับค่าความเป็นกรด-ด่าง หรือ pH ของดิน ที่จะเป็นตัวกำหนดความสามารถในการละลายได้ของธาตุอาหารแต่ละธาตุให้อยู่ในรูปที่พืชสามารถดูซึมได้​โดยทั่วไปแล้วค่า pH ดินที่เหมาะสมจะอยู่ที่ประมาณ 6 – 6.5 หากดินมีค่า pH ที่สูงหรือต่ำไปกว่านี้ ก็จะส่งผลให้ธาตุบางชนิดละลายได้น้อยลง และไม่อยู่ในรูปแบบที่พืชสามารถดูดซึมได้ อย่างเช่น ถ้า pH ต่ำกว่า 6 แร่ธาตุฟอสฟอรัสจะละลายได้น้อยลง และหากดินมีค่าความเป็นกรดมากๆ จะส่งผลให้มีผลผลิตที่ลดลง รากจะสั้น บวม และปลายรากอาจถูกทำลาย​แต่ปัญหาเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ อย่างกรณีดินมีค่าความเป็นกรด เราสามารถแก้ได้ด้วยการใช้วัสดุที่มีปูนขาวผสมอยู่ เช่น ขี้เถ้าของไม้ หินปูนบด ปูนขาว โดโลไมต์ เพื่อลดความเป็นกรด แต่หากดินมีค่าความเป็นเบสมาก เราสามารถแก้ได้ด้วยการใช้อะลูมิเนียมซัลเฟต หรือกำมะถัน เพื่อลดค่าความเป็นด่างให้กับดินได้​เนื้อหาโดย คุณ นครินทร์ ผ่องแผ้ว นักศึกษาภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ คุณ ธนวัฒน์ จินจารักษ์ นักวิจัยอาวุโส ฝ่ายสิ่งแวดล้อม Urban Environmental & Biodiversity Engineer, RISC

272 viewer

ทำไมต้นไม้ในเขตเมืองมักมีดอกน้อยกว่าปกติ

โดย RISC | 2 เดือนที่แล้ว

ต้นไม้ที่อยู่ในธรรมชาติ มักออกดอกอย่างสวยงามให้เราได้ชมตามฤดูกาล แต่เคยสังเกตมั้ย? ทำไมต้นไม้ในเขตเมืองกลับไม่ค่อยออกดอก หรือมีเห็นได้น้อยกว่าต้นไม้ตามธรรมชาติ​ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับปัจจัยที่เกี่ยวกับการออกดอกของต้นไม้กัน ซึ่งการออกดอกนั้นมีทั้งปัจจัยภายใน เช่น ความต้องการแสงของต้นไม้ (บางชนิดจะออกดอกเมื่อได้รับแสงในวันเป็นระยะเวลาสั้น บางชนิดออกดอกเมื่อได้รับแสงในวันเป็นระยะเวลายาว) หรืออายุของต้นไม้ที่เหมาะสม และปัจจัยภายนอก เช่น แสง น้ำ และการตัดแต่ง​ต้นไม้ในเมืองมักจะถูกปลูกในพื้นที่ที่มีแสงไฟในเวลากลางคืน ทำให้ต้นไม้มีเวลาอยู่ในช่วงความมืดลดลง (อ่านคอนเทนต์เพิ่มเติม https://bit.ly/3rF7P5g) ทั้งนี้มีงานวิจัยที่ระบุว่าต้นไม้บางชนิดเมื่ออยู่ในระยะเวลากลางคืนที่น้อยหรือไม่ต่อเนื่อง การออกดอกก็จะถูกยับยั้ง ถึงแม้ว่าต้นไม้จะมีอายุที่เหมาะสม หรือต้นไม้บางต้นถูกปลูกใต้ร่มเงาของอาคาร ทำให้ได้รับแสงจากดวงอาทิตย์น้อยกว่าปกติ​หรือแม้แต่ต้นไม้บางชนิดจะออกดอกในฤดูแล้งที่มีน้ำน้อย เนื่องจากการขาดน้ำกระตุ้นให้ต้นไม้เกิดความเครียด ต้นไม้จึงออกดอกเพื่อความอยู่รอดของสายพันธุ์ แต่ต้นไม้ในเมืองมักได้รับการรดน้ำเป็นประจำตลอดทั้งปี​การดูแลให้ต้นไม้ในเมืองออกดอกตามฤดูกาล จึงควรต้องเริ่มจาก "การเลือกพันธุ์ไม้ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของพื้นที่" การออกแบบพื้นที่ให้มีปริมาณแสงที่เหมาะสมทั้งแสงดวงอาทิตย์และแสงไฟ หรือการดูแลต้นไม้ให้ใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุด ก็จะช่วยกระตุ้นให้ต้นไม้ออกดอกตามฤดูกาลอย่างที่ควรจะเป็น และเพิ่มความสวยงามและคุณค่าให้กับพื้นที่ของเมืองได้​เนื้อหาโดย คุณ สิริวรรณ สุขงาม นักศึกษาภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ คุณ ธนวัฒน์ จินจารักษ์ นักวิจัยอาวุโส ฝ่ายสิ่งแวดล้อม Urban Environmental & Biodiversity Engineer, RISC ​อ้างอิงข้อมูลจาก​At gardare. (ม.ป.ป.). ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของไม้ประดับ. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา:  https://researchex.mju.ac.th/agikl/index.php/knowledge/27-flowers/garden-tree/151-gardentree-4​มูลนิธิโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน. (ม.ป.ป.). การเกิดดอก. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา: https://www.saranukromthai.or.th/sub/book/book.php?book=5&chap=2&page=t5-2-infodetail12.html​อมรธัช อุนจะนำ. การออกดอกและการติดผลของต้นไม้. พืชสวน. 5(1), 17-22​sd perspectives. (2562, 22 เมษายน). พื้นที่สีเขียว&ต้นไม้ในโครงการอสังหาฯ คืออีกสิ่งช่วยตัดสินใจซื้อ !. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา: https://www.sdperspectives.com/next-gen/sansiri-tree-story-green-mission/​บ้านและสวน. (2563, 4 เมษายน). ตัดไม้ดอก อย่างไรให้ออกดอกสวย ลำต้นไม่โทรม?. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา: https://www.baanlaesuan.com/185555/baanlaesuan-school/trim-flower​Park, Y.G., Jeong, B.R. Both the Quality and Positioning of the Night Interruption Light are Important for Flowering and Plant Extension Growth. J Plant Growth Regul 39, 583–593 (2020). https://doi.org/10.1007/s00344-019-10002-5​พจนีย์ แสงมณี. 2563. ผลของการตัดแต่งกิ่งและจัดการธาตุอาหารที่มีต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของมะม่วงหิมพานต์. วารสารเกษตร. 36(3), 313-319

276 viewer

รู้หรือไม่? ​ต้นไม้ไม่ได้มีแค่รากแก้วและรากฝอย​

โดย RISC | 2 เดือนที่แล้ว

เมื่อเราพูดถึงรากของต้นไม้ ส่วนใหญ่เราก็จะรู้จักแต่รากแก้ว รากแขนงที่แตกออกจากรากแก้ว และรากฝอยเป็นหลัก แต่จริงๆ แล้ว รากของพืชยังมีอีกมากมายหลายชนิด จนบางครั้งเราอาจคิดไม่ถึงว่าที่เคยเห็นนั้นเป็นราก​รากแก้ว (Tap Root) และรากแขนง (Lateral Root) เป็นรากที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดี ซึ่งมีหน้าที่หลักในการค้ำจุนพืชให้ยึดติดอยู่ดินหรือวัสดุปลูก ดูดซึมน้ำ และแร่ธาตุจากดินส่งไปยังลำต้นเพื่อใช้ในกระบวนการเจริญเติบโต แต่พืชก็ยังมีรากพิเศษ (Adventitious Root) ที่เป็นรากที่พัฒนาเพื่อปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่อาจไม่เหมาะสม หรือไม่เอื้อต่อการอยู่อาศัยของพืช โดยรากพิเศษก็มีมากมายหลายชนิด เช่น...​รากค้ำยัน (Prop Root) หรือเสาหลักค้ำยัน (Pillar Root) เป็นรากที่ถูกพัฒนามาจากลำต้นภายใต้สภาวะเครียดที่เกิดจากน้ำท่วม พื้นดินอ่อนนุ่ม โดยมีหน้าที่ในการช่วยค้ำจุนให้ต้นไม้สามารถคงอยู่ได้ มีลักษณะที่เป็นเนื้อไม้งอกออกมาจากลำต้น ตัวอย่างรากชนิดนี้ที่เด่นชัดก็คือ ต้นโกงกางในป่าชายเลนนั่นเอง​รากสะสมอาหาร (Storage Root) เป็นรากที่มีความสามารถเก็บสะสมอาหารไว้ภายในราก และมีรูปร่างที่หลากหลาย เช่น ทรงกรวย (Conical) ทรงกระสวย (Fusiform) ทรงหัวใจ (Napiform) และทรงนิ้วมือ (Tuberous) พืชที่มีรากชนิดนี้เรารู้จักกันเป็นอย่างดีแน่นอน แต่เราอาจไม่รู้ว่ามันคือราก เช่น มันสำปะหลัง แครอท บีทรูท​รากอากาศ (Aerial Root) เป็นรากที่ทำหน้าที่ยึดเกาะตามพื้นที่ต่างๆ เช่น พวกกลุ่มไม้เลื้อย บางชนิดมีคลอโรพลาสที่สามารถสังเคราะห์แสงได้ ทำให้เห็นเป็นสีเขียวบริเวณนั้นอย่างชัดเจน เช่น รากกล้วยไม้​รากหายใจ (Air Root) เป็นรากที่มีหน้าที่แลกเปลี่ยน และลำเลียงก๊าซออกซิเจนไปใช้ในรากที่อยู่ภายในดิน เช่น Pneumatophore ของต้นแสมขาวในป่าชายเลน เนื่องจากป่าชายเลนมีน้ำท่วมตลอดเวลา ทำให้รากที่อยู่ใต้ดินขาดออกซิเจน พืชจึงได้พัฒนาตัวเองให้โผล่พ้นดินเพื่อใช้ในการหายใจ​รากปรสิต (Parasitic Root) เป็นรากของพืชปรสิตที่จะคอยชอนไช และแทงลึกเข้าไปในรากของพืชชนิดอื่น เพื่อใช้เป็นแหล่งอาหารหลักให้กับตัวเอง โดยรากปรสิตนี้อาจทำให้ต้นหลัก (Host) เจริญเติบโตได้ช้าลงจนไปถึงเหี่ยวเฉาและตายได้​รากพูพอน (Buttress Root) เป็นรากที่เกิดจากการปรับตัวของต้นไม้บางชนิดที่อยู่ในสถานที่ที่ไม่เหมาะสม เช่น บริเวณริมน้ำ หรือพื้นที่ดินตื้น จึงทำให้รากแก้วไม่สามารถชอนไชลงไปในดินได้ จนต้องปรับตัวให้มีลักษณะเป็นแผงใหญ่ยื่นออกนอกลำต้นทางโคน เพื่อให้สามารถพยุงตัวอยู่ได้เนื้อหาโดย คุณ นครินทร์ ผ่องแผ้ว นักศึกษาภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ คุณ ธนวัฒน์ จินจารักษ์ นักวิจัยอาวุโส ฝ่ายสิ่งแวดล้อม Urban Environmental & Biodiversity Engineer, RISC

410 viewer

ต้นไม้เหี่ยวเพราะขาดน้ำ จริงหรือ?

โดย RISC | 2 เดือนที่แล้ว

หากพูดถึงการปลูกต้นไม้ เชื่อว่าใครหลายคนคงทำได้ไม่ยากเกินไป แต่...การดูแลต้นไม้ให้สุขภาพดี อาจต้องใช้ความรู้ และความเข้าใจมากกว่านั้น​การดูแลต้นไม้จำเป็นต้องเข้าใจถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อสุขภาพต้นไม้ เช่น แสงแดด ดิน น้ำ อากาศ อุณหภูมิ และปุ๋ย โดยเฉพาะน้ำ ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญเป็นอย่างมาก เพราะถ้าต้นไม้ขาดน้ำจะส่งผลให้ต้นไม้เฉาตายได้ แต่ในทางกลับกัน การให้น้ำที่มากเกินไป ก็อาจเป็นสาเหตุให้ต้นไม้ป่วย และตายได้ด้วยเช่นกัน​โดยทั่วไปชั้นดินเขตรากพืชจะมีส่วนประกอบ 3 ส่วน คือ เนื้อดิน ช่องว่างในดินที่มีอากาศ และน้ำ การรดน้ำเป็นประจำโดยไม่สังเกตสภาพแวดล้อมของพื้นที่ จนทำให้มีน้ำสะสมอยู่เต็มช่องว่างในดินเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้เกิดปัญหาต่อต้นไม้ตามมา นั่นก็คือ รากเน่า รากขาดออกซิเจนสำหรับหายใจ และโรคที่มาพร้อมกับความชื้น เช่น โรคจากเชื้อรา เมื่อเชื้อราสามารถเจริญเข้าไปในรากพืชได้ เชื้อราจะลุกลามไปทั่วลำต้น และแพร่ระบาดผ่านอากาศและน้ำ ปัญหาเหล่านี้ทำให้รากดูดซึมน้ำ และสารอาหารได้ลดลง การเติบโตของต้นไม้จึงหยุดชะงัก​การให้น้ำต้นไม้ในปริมาณที่เหมาะสม จึงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการดูแลต้นไม้ให้เจริญเติบโตอย่างแข็งแรง การตรวจสอบสภาพดิน และความชื้นอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งการปรับเปลี่ยนปริมาณน้ำตามสภาพอากาศ และความต้องการของต้นไม้ จะช่วยลดปัญหาที่เกิดจากการให้น้ำมากเกินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ​ เนื้อหาโดย คุณ สิริวรรณ สุขงาม นักศึกษาภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ คุณ ธนวัฒน์ จินจารักษ์ นักวิจัยอาวุโส ฝ่ายสิ่งแวดล้อม Urban Environmental & Biodiversity Engineer, RISC​อ้างอิงข้อมูลจาก​กรมส่งเสริมการเษตร. 2558. การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าในการปลูกพืชผัก และพืชสมุนไพร. พิมพ์ครั้งที่ 1. https://esc.doae.go.th/vegetable/​กรมส่งเสริมการเษตร. หากพืชได้รับน้ำมากหรือน้อยเกินไป จะเกิดผลเสียอย่างไร. ​ยงยุทธ โอสถสภา. 2565. เข้าใจดิน ดูแลดิน หลังน้ำท่วม. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา: [ออนไลน์]. แหล่งที่มา: https://www.doae.go.th/answers/หากพืชได้รับน้ำมากหรือ/​เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ประเทศไทย. เชื้อราในพืช ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตจากภาวะพึ่งพาอาศัย ไปจนถึงภาวะปรสิต. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา: https://ngthai.com/science/48232/believe-in-plants/

317 viewer

ต้นไม้กับการพยากรณ์อากาศ ​สัญญาณธรรมชาติที่คุณอาจมองข้าม​

โดย RISC | 3 เดือนที่แล้ว

เราคงเคยได้ยินกันมาบ้างว่า หากอยากรู้ว่าต้นไม้มีอายุเท่าไหร่ ให้สังเกตที่วงปีของต้นไม้ แต่...รู้หรือไม่ว่า สีและความกว้างของวงปีนั้น ยังสามารถบอกได้ถึงสภาพอากาศได้อีกด้วย​?ต้นไม้สามารถตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมผ่านกระบวนการทางชีวภาพ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ต้นไม้อยู่รอดในธรรมชาติ โดยการตอบสนองนั้น ก็มีตั้งแต่การตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของความชื้นและอุณหภูมิ, การปรับตัวตามฤดูกาล เช่น การผลัดใบ, การส่งสัญญาณผ่านราก การส่งกลิ่นไปในอากาศ เมื่อเกิดการถูกรบกวน และการตอบสนองผ่านการเจริญเติบโตของลำต้น กิ่ง เมื่อต้องการรองรับแรงลม​สภาพอากาศอย่างฝนตกตลอดไปจนอากาศที่ร้อนจัด ส่งผลต่อการออกดอก และการเจริญเติบโตของต้นไม้เช่นเดียวกัน ต้นไม้บางชนิดสามารถสะสมพลังงาน เพื่อรอให้ถึงสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมก่อนที่จะแพร่พันธุ์ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ “ต้นยางนา”​ต้นยางนา ได้รับการขนานนามว่า เป็นต้นไม้ที่มีความสามารถในการพยากรณ์สภาพฝนฟ้าได้ โดยอาศัยการออกดอก และการติดผล ซึ่งสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยแวดล้อม เช่น ความชื้น อุณหภูมิ และปริมาณน้ำฝน การที่ต้นยางนาออกดอกและผลในปริมาณมาก มักเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงฤดูฝนที่อุดมสมบูรณ์ในปีนั้น โดยจากการเก็บข้อมูลความสัมพันธ์ของการติดดอกออกผลของต้นยางนา และปริมาณน้ำฝนของอาจารย์นพพร นนทภา มาเป็นเวลากว่า 10 ปีนำไปสู่การประมวลผล และจัดเก็บเป็นชุดข้อมูลไว้ใช้ทำนายฝนในต่างสถานที่ได้ และสามารถบอกได้ถึงทิศทางการมาของพายุฝนได้อีกด้วย​ความสามารถเหล่านี้อาจไม่ได้หมายถึงการพยากรณ์อากาศเหมือนมนุษย์ แต่เป็นกลไกการปรับตัวเชิงวิวัฒนาการเพื่อความอยู่รอดในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพของต้นไม้ ซึ่งยิ่งต้นไม้มีอายุมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งให้ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพอากาศในพื้นที่นั้นได้แม่นยำมากขึ้น​เนื้อหาโดย คุณ กชกร รัตนมา นักวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพ RISCอ้างอิงข้อมูลจาก โรงเรียนปลูกป่า (Forest Plantation School)​

346 viewer

เคยสงสัยมั้ยว่า....ทำไมแมงมุมไม่ติดใยตัวเอง?

โดย RISC | 5 เดือนที่แล้ว

อะไรเอ่ย? แข็งแรงกว่าเหล็ก ยืดหยุ่นกว่ายาง​เฉลย ก็คือ...ใยแมงมุม นั่นเอง!!​หลายคนอาจจะไม่คิดว่า คำตอบจะเป็นใยแมงมุมได้ โดยธรรมชาติของเส้นใยที่แมงมุมสร้างขึ้นมานั้นจะมีความแข็งที่เหนียว หากเส้นใยแมงมุมมีขนาดเท่ากับดินสอ จะสามารถหยุดเครื่องบินโบอิ่ง 747 ขณะบินอยู่ได้เลย หรือหากลองนึกถึงตอนสไปเดอร์แมนยิงเส้นใยเวลาต่อสู้กับเหล่าวายร้าย หรือโหนไปมาแล้ว เราคงเห็นว่าเส้นใยของแมงมุมนั้นแข็งแรงมากเลยที่เดียว​นอกจากความแข็งแรงแล้ว เส้นใยของแมงมุมยังมีความมหัศจรรย์มากกว่านี้อีก​เส้นใยแมงมุมที่เหล่าแมงมุมสร้างขึ้นมาเพื่อดักจับสิ่งมิชีวิตนั้น จะมีเส้นใยหลายแบบผสมอยู่ ทั้งเส้นที่มีความเหนียวและไม่มีความเหนียวปะปนกัน การสร้างเส้นใยของแมงมุมนั้นมีวัตถุประสงค์ที่ต่างกันออกไป ซึ่งแมงมุมจะมีอวัยวะที่เป็นต่อมอยู่บริเวณด้านล่างส่วนท้องเพื่อใช้สำหรับสร้างเส้นใยอยู่ 7 ต่อมด้วยกัน และแต่ละต่อมก็จะมีหน้าที่ผลิตเส้นใยที่หลากหลายต่างกันออกไป​• ต่อม Glandula Aggregate จะสร้างเส้นใยที่มีสารเหนียวคล้ายกาว (Glue Silk) ​• ต่อม Glandula Ampulleceae – major จะสร้างเส้นใยสำหรับรับเเรง เเละเดิน (Walking Thread) มีความแข็งแรงและเหนียวมาก​• ต่อม Glandula Ampulleceae – minor จะสร้างเส้นใยสำหรับเดินชั่วคราวไว้ใช้ขณะกำลังทอใย (Walking Thread)​• ต่อม Glandula Pyrifomes จะสร้างเส้นใยสำหรับเกาะติด​• ต่อม Glandula Anciniformes จะสร้างเส้นใยสำหรับดักจับเหยื่อ (Capture Silk) มีความยืดหยุ่นสูงมาก ​• ต่อม Glandula Tubiliformes จะสร้างเส้นใยสำหรับสร้างรัง หรือ ถุงให้กับไข่และตัวอ่อน​• ต่อม Glandula Corontae จะสร้างเส้นใยที่มีความเหนียวติด ​ด้วยการเป็นผู้สร้างจึงย่อมรู้จักเส้นใยแต่ละเส้นที่ตัวเองสร้างเป็นอย่างดี เป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมแมงมุมถึงไม่ติดเส้นใยที่ตัวเองสร้างไว้เลย อีกทั้งปลายขาของแมงมุมยังมีขนขนาดเล็ก และมีตะขอพิเศษ จึงทำให้เดินบนเส้นใยได้อย่างมั่นคงและไม่ติดเมื่อเดินบนเส้นใยที่เหนียวนั่นเอง​นอกจากนั้น ประโยชน์ของใยแมงมุมที่นอกเหนือจากการดักจับแมลง หรือสิ่งมีชีวิตเล็กๆ เพื่อเป็นอาหารแล้ว ยังมีหน้าที่สำหรับช่วยในการได้ยินโดยการสัมผัสจากการสั่นสะเทือนของเส้นใย ด้วยคุณสมบัติที่มากมายนั้นจึงเป็นแรงบันดาลใจให้แก่นักประดิษฐ์ในการสร้างนวัตกรรมต่างๆ ขึ้นมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อเกราะกันกระสุน, เข็มขัดนิรภัย หรือแม้แต่ไหมเย็บแผล​เป็นอย่างไรบ้างกับเรื่องราวอันน่าทึ่งของใยแมงมุม สิ่งมีชีวิตที่อยู่ร่วมกับเราในทุกที่ ครั้งต่อไป RISC จะนำเรื่องราวอันน่าทึ่งของสิ่งมีชีวิตตัวไหนมาเล่าสู่กันฟังอีก รอติดตามได้ที่นี่​เนื้อหาโดย คุณ กชกร รัตนมา นักวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพ RISC ​อ้างอิงข้อมูลจาก​Esme Mathis. (2022). Australian geographic. Unspinning the secrets of spider webs. From: https://www.australiangeographic.com.au/news/2024/07/cobra-bite-treatment/ (สืบค้นเมื่อ 1 August 2024)​ภวิกา บุณยพิพัฒน์. วารสารเทคโนโลยีการเกษตร. ใยแมงมุม. From:  http://oservice.skru.ac.th/ebookft/601/chapter_7.pdf (สืบค้นเมื่อ 1 August 2024)​

658 viewer

เธอมากับฝน...ฝนนี้ มาแน่!!

โดย RISC | 8 เดือนที่แล้ว

“เธอมากับฝน...!!” วันนี้เราไม่ได้มาร้องเพลงดังยุค 2000 แต่...หน้าฝนแบบนี้ จะมีอะไรบ้างที่มากับฝน​แน่นอนว่าประเทศไทยเราได้เข้าสู่หน้าฝนอย่างเป็นทางการไปแล้ว นอกจากจะต้องระวังเรื่องสุขภาพ และการเดินทาง ช่วงหน้าฝนอย่างนี้มักจะมีสิ่งมีชีวิตโผล่มาให้เราเห็นอยู่บ่อยๆ ซึ่งวันนี้ RISC อยากแนะนำกลุ่มสิ่งมีชีวิต 3 อันดับ เพื่อจะได้ป้องกันเบื้องต้น รวมถึงใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย รู้เค้ารู้เรา จะได้ไม่ทำอันตรายต่อกัน​สิ่งมีชีวิตอันดับแรกที่มักจะพบเจอได้ ก็คือ “งู” นั่นเอง งูมักจะอาศัยอยู่ตามพุ่มไม้ ต้นไม้ พื้นที่รก ชื้น หากในบริเวณนั้นมีแหล่งอาหารชั้นดีอย่างหนูอยู่ด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้งูเข้ามาในพื้นที่ของเรามากขึ้นไปอีก ดังนั้น เราต้องหมั่นรักษาความสะอาดในบ้านไม่ให้มีแหล่งอาหาร หรือแหล่งหลบซ่อนได้ ซึ่งหากพบเห็นงูเข้ามาในบ้านหรือบริเวณบ้านแล้วไม่แน่ใจว่าเป็นงูอะไร สามารถโทรแจ้ง 199 ให้เข้ามาช่วยเหลือได้เลย​ถัดมาเป็น “แมลงก้นกระดก” เนื่องจากเป็นช่วงที่แมลงก้นกระดกต้องการความชื้นเพื่อขยายพันธุ์ และชอบเข้ามาเล่นแสงไฟในเวลากลางคืน แมลงก้นกระดกเป็นแมลงที่มีสารพิษที่ชื่อว่า พีเดอริน (Paederin) ก่อให้เกิดความระคายเคือง เมื่อสัมผัสโดนผิวหนังจะเป็นผื่นคันหรืออาจเกิดแผลพุพองได้ ซึ่งเราสามารถป้องกันเบื้องต้นได้โดยปิดหน้าต่างประตูให้มิดชิด และตรวจสอบบริเวณที่นอนหรือที่นั่งก่อนทุกครั้ง และหากเจอก็ควรเป่าหรือสะบัดออก เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรง​สุดท้ายคือเหล่าสัตว์สัตว์ขนาดเล็ก ไม่ว่าจะเป็น “ตะขาบ” “แมงป่อง” ส่วนใหญ่มักพบตามพื้นที่มุมอับชื้น ตามกองใบไม้ สัตว์เหล่านี้ทำอันตรายต่อคนโดยตรง พิษต่อทั้งคนและสัตว์เลี้ยง ส่วน “กิ้งกือ” หรือ ”คางคก” ผิวหนังมีต่อมพิษ หากพลั้งเผลอไปสัมผัส เกิดอาการแพ้นั้นจะขึ้นอยู่กับแต่ละคน ในบางรายที่แพ้รุนแรงอาจจะถึงแก่ชีวิตได้เลย​สิ่งสำคัญที่ควรทำในช่วงหน้าฝนแบบนี้ ก็คือ การดูแลสภาพแวดล้อมทั้งในบ้านและบริเวณบ้าน จัดเก็บให้เป็นระเบียบ กำจัดมุมอับที่จะเป็นแหล่งหลบซ่อน ไม่ว่าจะเป็นกองวัสดุ เศษไม้ ใบไม้ รวมทั้งซ่อมแซมจุดแตกร้าว หรือพื้นที่ที่มีการทรุดตัวของดิน เพื่อป้องกันสิ่งมีชีวิตเหล่านี้เข้ามาอยู่อาศัยภายในบ้านของเรา​เนื้อหาโดย คุณ กชกร รัตนมา นักวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพ RISC ​อ้างอิงข้อมูลจาก​กองส่งเสริมความรอบรู้และสื่อสารสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข​

1274 viewer

รับข่าวสาร

ลงทะเบียนเพื่อรับข่าวสารกับเรา

© 2025 Magnolia Quality Development Corporation Limited - A DTGO Company
ผลลัพธ์
การยืนยัน
การยืนยัน