Knowledge - RISC

Knowledge Air Quality

Air Quality

อย่า “ชินชา” กับฝุ่น PM2.5 ภัยเงียบที่ต้องระวัง

โดย RISC | 1 สัปดาห์ที่แล้ว

หลายคนอาจจะเริ่มรู้สึก “ชินชา” กับการแจ้งเตือนเรื่องค่าฝุ่น เพราะมันเกิดขึ้นซ้ำๆ จนกลายเป็นสิ่งที่คุ้นเคย ทั้งที่ในความเป็นจริง PM2.5 ยังคงแฝงภัยร้ายแรงไว้ในทุกลมหายใจ​ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งแบบนี้ ค่าฝุ่นมักเกินมาตรฐานรายวัน หรือบางพื้นที่ก็ยังเกินค่ารายปีอีกด้วย แม้ว่าต้นปีนี้ ระดับ PM2.5 โดยรวมทั่วประเทศจะอยู่ในระดับปานกลางถึงต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 5 ปีหลังสุด แต่...ในหลายจังหวัดยังมีวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานอย่างต่อเนื่องหลายวัน ซึ่งหมายความว่า สุขภาพของประชาชนก็ยังคงมีความเสี่ยง และไม่ควรมองข้าม​ MEI เปรียบเทียบกับค่า PM2.5 ของแต่ละภูมิภาค Multivariate ENSO Index Version 2 (MEI V.2) เป็นดัชนีปรากฎการณ์ ENSO หลายตัวแปร ซึ่งได้มีการ รวมตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับมหาสมุทรและบรรยากาศมาใช้ใน การประเมินดัชนี ENSO ได้แก่ Sea level pressure (SLP), Sea surface temperature (SST), Surface zonal winds (U), Surface meridional winds (V) แ ล ะ Outgoing longwave radiation (OLR) ใช้เพื่อประเมินปรากฏการณ์เอลนีโญ (ค่า MEI เกิน 0) และลานีญา (ค่า MEI ต่ำกว่า 0) ผลกระทบต่อสุขภาพที่เกิดจาก PM2.5 นั้นไม่ได้เกิดทันที แต่จะค่อยๆ สะสม จนกระทั่งแสดงออกมาในรูปแบบของโรคเรื้อรัง ไม่ว่าจะเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคมะเร็ง ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นกับคนใน กทม. หรือบางครั้งในจังหวัดเชียงใหม่, เชียงราย และพะเยา ที่มีระดับ PM2.5 รุนแรง อาจจะแสดงอาการเฉียบพลันในกลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ หัวใจและหลอดเลือด โรคผิวหนัง โรคตาอักเสบ​สาเหตุที่ค่าฝุ่น PM2.5 แปรผันในแต่ละปีเกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ สภาพอุตุนิยมวิทยา และปริมาณการปล่อยมลพิษจากแหล่งกำเนิด​ในแง่ของอุตุนิยมวิทยา ลมนั้นมีบทบาทสำคัญ ทั้งทิศทางและความเร็ว หากลมพัดแรงก็ช่วยเจือจางมลพิษได้ดี ในขณะที่ความสูงของชั้นบรรยากาศที่มลพิษสามารถแทรกตัวขึ้นไปได้ หรือที่เรียกว่า “ชั้นผสม” ก็มีผลโดยตรงต่อระดับของฝุ่น หากชั้นนี้ต่ำ มลพิษจะสะสมใกล้พื้นดินและค่าฝุ่นจะสูงขึ้น​อีกหนึ่งตัวแปร คือ ฝนและความชื้น ซึ่งมีบทบาทในการพาฝุ่นละอองตกลงสู่พื้นดิน ความชื้นสูง หรือฝนที่ตกหนักเพียงพอสามารถลด PM2.5 ในอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังลดโอกาสของการเกิดไฟไหม้ในที่โล่งที่เป็นแหล่งกำเนิดสำคัญของฝุ่นในหลายภาคของประเทศ​ เมื่อพิจารณาในภาพใหญ่ ปัญหา PM2.5 ยังเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์ระดับโลก อย่างเอลนีโญ (El Niño) และลานีญา (La Niña) ที่มีผลต่อรูปแบบฝนในประเทศไทย หากฝนตกมากจากลานีญา การเผาในที่โล่งก็จะลดลง แต่ถ้าแล้งจัดเพราะเอลนีโญ การเผาก็จะเพิ่มขึ้นทันที สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาฝุ่นนั้นเชื่อมโยงกับทั้งภูมิอากาศ ภูมิประเทศ และกิจกรรมของมนุษย์ ​สำหรับในแต่ละภูมิภาคของไทย สาเหตุของฝุ่นก็แตกต่างกัน กรุงเทพฯ และภาคตะวันออกมีแหล่งกำเนิดหลักจากการจราจร โรงงาน และโรงไฟฟ้า โดย PM2.5 จะสูงในช่วงฤดูหนาวที่มีสภาพอุตุนิยมวิทยาสะสมมลพิษอากาศ และฤดูร้อนจะได้รับผลจากแหล่งกำเนิดการเผาในที่โล่งจากพื้นที่โดยรอบ ซึ่งเสริมให้ระดับความเข้มข้นของฝุ่นรุนแรงมากยิ่งขึ้น​​ขณะที่ภาคเหนือ และอีสานจะได้รับผลกระทบจากการเผาในที่โล่ง ทั้งในพื้นที่เกษตรและป่า โดยเฉพาะในภาคเหนือที่ค่าฝุ่นสามารถสูงเกินค่ามาตรฐานได้ถึงสิบเท่าในช่วงฤดูร้อน สอดคล้องกับจำนวนจุดความร้อนที่เพิ่มขึ้น ทั้งในพื้นที่ป่า และพื้นที่เกษตร และยังได้รับอิทธิพลจากหมอกควันข้ามแดนที่ลอยข้ามประเทศมาอีกด้วย​ส่วนภาคใต้แม้จะมีระดับฝุ่นต่ำกว่าภาคอื่น เนื่องจากมีฤดูฝนยาวนาน และความชื้นสูง แต่ก็ใช่ว่าจะปลอดภัยเสมอ ในช่วงปลายปี ภาคใต้ก็ได้รับผลกระทบจากหมอกควันข้ามแดนเช่นกัน โดยเฉพาะจากการเผาในประเทศที่อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร ซึ่งฝุ่นสามารถเดินทางไกลข้ามทะเลได้นับพันกิโลเมตร​การแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่ได้ผลมากที่สุด คือ การแก้ที่ต้นเหตุ แต่เป็นแนวทางระยะยาวที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ซึ่งสิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้ทันที โดยไม่ต้องรอใคร ก็คือ การป้องกันตัวเอง ซึ่งเป็นด่านแรกในการลดผลกระทบจากฝุ่น​หลักการง่ายๆ ที่ควรจำไว้เสมอคือ "ลดการสัมผัสฝุ่นให้ได้มากที่สุด", ติดตามค่าฝุ่นก่อนออกจากบ้าน, ใช้หน้ากาก N95 เมื่ออยู่ในพื้นที่เสี่ยง, หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในวันที่ค่าฝุ่นสูง, ใช้เครื่องฟอกอากาศ หรืออยู่ในพื้นที่ที่ปลอดฝุ่น​หอฟอกอากาศ “ฟ้าใส” ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ช่วยสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี อาจจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่สนใจในการสร้างพื้นที่ปลอดฝุ่น แม้ว่าการป้องกันตนเองจะไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ แต่ก็เป็นวิธีที่ได้ผลทันที และช่วยลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของเราและคนที่เรารัก​PM2.5 เป็นภัยเงียบที่ไม่อาจมองเห็นด้วยตา แต่ซึมลึกอยู่ในลมหายใจของเราอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ หากเราเพิกเฉย หรือ “ชินชา” มันอาจกลายเป็นภัยที่สายเกินแก้​เนื้อหาโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปฏิพัทธ์ วงค์เรือง ผู้ช่วยคณบดี คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา และคุณ ณพล เกียรติก้องมณี สถาปนิกวิจัยอาวุโส แล Building Technology, Intelligent Systems, Innovative Solutions, RISC​

149 viewer

ฝุ่นตัวร้าย ไม่ใช่แค่ปอดแต่ทำร้ายไปถึงสุขภาพใจและสมอง

โดย RISC | 1 เดือนที่แล้ว

รู้หรือไม่ ฝุ่น PM2.5 ไม่ได้ทำร้ายแค่ปอด แต่ทำร้ายไปถึงสุขภาพใจและสมองได้ด้วย​ทุกๆ ต้นปี ตั้งแต่ช่วงมกราคมเป็นต้นไป ประเทศไทยมักจะประสบกับปัญหาฝุ่น PM2.5 อยู่เป็นประจำ และกำลังเป็นวาระแห่งชาติอยู่ในปัจจุบันนี้ ซึ่งผลกระทบต่อสุขภาพจากฝุ่นมีหลายงานวิจัยที่สนับสนุนทฤษฏีที่ว่า ฝุ่น PM2.5 เป็นต้นกำเนิดของปัญหาระบบทางเดินหายใจ ไม่ว่าจะเป็นภูมิแพ้ ปอดอักเสบ ไปจนถึงมะเร็งปอด นอกจากนี้ การป้องกันตัวเองจากฝุ่น PM2.5 ก็ยังทำได้ยากอีกด้วย เพราะต้องใช้หน้ากากที่มีคุณสมบัติป้องกันฝุ่นเวลาออกไปนอกอาคาร หรือใช้เครื่องกรองฝุ่นสำหรับภายในอาคาร​แต่สิ่งที่น่าห่วงกว่านั้น พบงานวิจัยในช่วงหลังๆ ว่านอกจากปัญหาที่เกิดกับสุขภาพกายแล้ว เจ้าฝุ่นตัวร้ายนี้ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพใจของเราได้อีกด้วย ​จากงานวิจัยของ Susanna Roberts ที่ตีพิมพ์ในปี 2019 ผลงานวิจัย “Exploration of NO2 and PM2.5 air pollution and mental health problems using high-resolution data in London-based children from a UK longitudinal cohort study” ที่ทำการศึกษาผลกระทบของฝุ่น PM2.5 ในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปี ในประเทศอังกฤษพบว่า เมื่อเด็กที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่นได้เติบโตขึ้นจนมีอายุมากกว่า 18 ปี เด็กกลุ่มนี้มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคซึมเศร้ามากเป็นพิเศษ โดยตั้งสมมติฐานไว้ว่า ฝุ่นนั้นทำให้เกิดการอักเสบต่อระบบประสาท (Neuroinflammation) ที่มีผลกระทบด้านอารมณ์ และทำให้ร่างกายเกิดสภาวะเครียดมากขึ้นได้​นอกจากงานวิจัยนี้แล้ว ยังมีอีกงานวิจัยจาก Liuhua Shi ที่ตีพิมพ์ในปี 2023 ผลงานวิจัย “Incident dementia and long-term exposure to constituents of fine particle air pollution: A national cohort study in the United States” ซึ่งทำการศึกษาความสัมพันธ์ของฝุ่น PM2.5 กับโรค Dementia ที่เกิดในผู้สูงวัยที่มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป และได้พบว่าถ้ามีการได้รับฝุ่น PM2.5 เป็นระยะเวลานาน จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็น Dementia ได้ โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 ที่เกิดจากกระบวนการทางการเกษตร และเกิดจากไฟป่า ​นี่เป็นเพียงตัวอย่างงานวิจัยจากงานวิจัยจำนวนมากที่ชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่เกิดจากฝุ่น PM2.5 ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเราทั้งสุขภาพกาย และสุขภาพใจ ไม่ใช่แค่ความเสี่ยงในคนทั่วไปแต่รวมไปถึงกลุ่มเปราะบางทั้งเด็ก และผู้สูงวัยอีกด้วย ซึ่ง RISC หวังว่าบทความนี้เราคงได้เห็นถึงความน่ากลัวของฝุ่น PM2.5 ในมิติสุขภาพใจและสมอง และได้ตระหนักที่จะป้องกันตัวเองจากฝุ่น PM2.5 กันมากขึ้น​เนื้อหาโดย คุณ ณัฐภัทร ตันจริยภรณ์ นักวิจัยอาวุโส ปฏิบัติการเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ RISC ​ขอบคุณข้อมูลจาก ​Exploration of NO2 and PM2.5 air pollution and mental health problems using high-resolution data in London-based children from a UK longitudinal cohort study (2019)​Incident dementia and long-term exposure to constituents of fine particle air pollution: A national cohort study in the United State (2023)​

164 viewer

ฝุ่นมีผลต่อสุขภาพเราอย่างไร? ใครต้องระวังบ้าง?

โดย RISC | 1 เดือนที่แล้ว

เมื่อ "ฝุ่น" กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน การรู้เท่าทันและป้องกันตัวเองจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด "การใส่ใจเรื่องฝุ่นในวันนี้ อาจช่วยป้องกันโรคร้ายในอนาคต" ​ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครและในอีกหลายจังหวัด ต้องเผชิญกับปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในระดับที่สูงเกินมาตรฐานอยู่บ่อยครั้ง หลายคนอาจเริ่มคุ้นเคยกับภาพท้องฟ้าที่มัวหมอง มองเห็นเพียงหมอกฝุ่น แทนที่จะเป็นฟ้าสดใส และการแจ้งเตือนค่าฝุ่นอันตรายในข่าวทุกวัน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องดี เพราะไม่เพียงทำลายทัศนวิสัย แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของเราอีกด้วย​ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ค่าฝุ่น PM2.5 ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลพุ่งสูงจนติดอันดับเมืองที่มีมลพิษทางอากาศมากที่สุดในโลก ผู้คนต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน เช่น การสวมหน้ากากกันฝุ่น การติดตั้งเครื่องฟอกอากาศในอาคาร หรือแม้แต่หลีกเลี่ยงการออกไปกลางแจ้ง แต่ก็ยังมีหลายคนไม่ทราบว่า ฝุ่นละอองเหล่านี้มีผลกระทบต่อร่างกายมากแค่ไหน และใครบ้างที่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ​ฝุ่นละอองที่เราพูดถึงกันบ่อย เช่น PM2.5 และ PM10 คืออนุภาคขนาดเล็กในอากาศที่เกิดจากการเผาไหม้ของรถยนต์ โรงงานอุตสาหกรรม การก่อสร้าง และการเผาป่า โดยเฉพาะ PM2.5 ที่มีขนาดเล็กกว่าเส้นผมมนุษย์ถึง 25 เท่า ทำให้มันสามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ และแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ เมื่อฝุ่นเข้าสู่ร่างกาย มันไม่ได้หยุดอยู่ที่จมูก หรือปอดเท่านั้น แต่ยังสามารถเดินทางไปยังอวัยวะอื่นๆ และสร้างปัญหาสุขภาพกับเราได้​แล้วใครบ้างที่ต้องระวังเป็นพิเศษ? ​แม้ว่าฝุ่น PM2.5 จะส่งผลกระทบต่อทุกคนที่สูดอากาศเข้าไป แต่บางกลุ่มก็มีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ เนื่องจากสภาพร่างกายที่เปราะบาง หรือมีปัจจัยทางสุขภาพที่ทำให้ผลกระทบจากฝุ่นรุนแรงขึ้น มาดูกันว่ากลุ่มไหนที่ควรเฝ้าระวังและดูแลตัวเองมากที่สุด​ - เด็กเล็ก: เด็กๆ มีระบบทางเดินหายใจ และปอดที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ การสูดฝุ่นเข้าไปในปริมาณมาก อาจส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของปอดในระยะยาว เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหอบหืด ภูมิแพ้ และโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ​คำแนะนำเบื้องต้น: ผู้ปกครองควรหลีกเลี่ยงการพาเด็กเล็กออกนอกบ้านในช่วงที่ค่าฝุ่นสูง และติดตั้งเครื่องฟอกอากาศในบ้านเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ​- ผู้สูงอายุ: เมื่ออายุมากขึ้น ระบบภูมิคุ้มกันจะอ่อนแอลง รวมถึงการทำงานของปอดและหัวใจก็ลดลงเช่นกัน ฝุ่น PM2.5 สามารถกระตุ้นโรคประจำตัวได้ เช่น โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง กำเริบหรือรุนแรงขึ้น​คำแนะนำเบื้องต้น: ดูแลสภาพแวดล้อมภายในบ้านให้สะอาด หลีกเลี่ยงกิจกรรมนอกบ้านในวันที่ค่าฝุ่นสูง และพบแพทย์ทันทีหากมีอาการผิดปกติ เช่น หายใจไม่ออกหรือเจ็บหน้าอก ​- หญิงตั้งครรภ์: ฝุ่นละอองสามารถเข้าสู่กระแสเลือดของแม่ และส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ เช่น น้ำหนักแรกเกิดต่ำ คลอดก่อนกำหนด หรือพัฒนาการล่าช้า การสูดอากาศที่ปนเปื้อนฝุ่น อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์​คำแนะนำเบื้องต้น: หญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีมลพิษสูง สวมหน้ากาก N95 หรือ KF94 หากต้องออกไปข้างนอก และใช้เครื่องฟอกอากาศที่เหมาะสมภายในบ้าน​- ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง: กลุ่มผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคเบาหวาน หรือโรคภูมิแพ้ มีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการกำเริบจากฝุ่น PM2.5 ซึ่งฝุ่นสามารถกระตุ้นการอักเสบในร่างกาย และส่งผลให้การทำงานของอวัยวะที่มีปัญหาแย่ลง​คำแนะนำเบื้องต้น: ผู้ป่วยโรคเรื้อรังควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการดูแลตัวเองในช่วงค่าฝุ่นสูง และพกยาประจำตัวติดตัวไว้เสมอ​- ผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง: คนงานก่อสร้าง คนขับรถแท็กซี่ วินมอเตอร์ไซค์ หรือพ่อค้าแม่ค้าริมถนน เป็นกลุ่มที่ต้องสัมผัสกับฝุ่นในปริมาณมากและต่อเนื่อง การสูดฝุ่นเข้าไปทุกวันอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคระบบทางเดินหายใจในระยะยาว​คำแนะนำเบื้องต้น: หากต้องทำงานกลางแจ้งในช่วงค่าฝุ่นสูง ควรสวมหน้ากาก N95 อย่างถูกวิธี และพักในพื้นที่ปลอดฝุ่นเท่าที่เป็นไปได้ ​นอกจากนี้ ก็ยังมีกลุ่มอื่นๆ ที่ควรใส่ใจด้วย เช่น ​- ผู้ที่ออกกำลังกายกลางแจ้ง: การหายใจเร็วขึ้นขณะออกกำลังกาย ทำให้ร่างกายรับฝุ่นเข้าไปในปริมาณมากกว่าปกติ ​- ผู้ที่สูบบุหรี่: ฝุ่นละอองยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคปอดและโรคหัวใจในผู้ที่มีพฤติกรรมสูบบุหรี่อยู่แล้ว ​ไม่ว่าเราจะอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือไม่ การป้องกันตัวเองจากฝุ่นละอองนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรต้องทำ เพราะสุขภาพที่ดีเริ่มต้นจากการใส่ใจ และดูแลตัวเองในทุกวัน โดยเฉพาะในสถานการณ์ฝุ่นที่รุนแรงแบบนี้​เนื้อหาโดย คุณ เพชรรินทร์ พงษ์เพ็ชรกูล สถาปนิกวิจัยอาวุโส และผู้เชี่ยวชาญระดับ LEED AP BD+C, WELL AP, Fitwel Ambassador, TREES-A NC, ActiveScore AP, RISC​

208 viewer

นวัตกรรมพร้อมรับมือฝุ่นพิษ PM2.5

โดย RISC | 1 เดือนที่แล้ว

หลังปีใหม่มานี้ หลายคนคงตื่นขึ้นมาเห็นหมอกขาวๆ ปกคลุมไปทั่ว แต่พอเปิด Application หรือเครื่องวัดคุณภาพอากาศขึ้นมา กลับกลายเป็นค่าฝุ่นพิษที่พุ่งสูงจนน่าตกใจ​ ปัญหาฝุ่นพิษกำลังเป็นสิ่งเรากำลังเผชิญอย่างหนักในปีนี้ ที่ดูเหมือนจะรุนแรง และนานขึ้นจนเริ่มกระทบกับสุขภาพใครหลายๆ คน แล้ว...เราจะต้องอยู่กับฝุ่นพิษนี้ไปตลอด?​ RISC จึงไม่หยุดที่จะพัฒนานวัตกรรมเพื่อความเป็นอยู่ที่ดี มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมหอฟอกอากาศ “ฟ้าใส” อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นอีกหนึ่งการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ให้กับคนไทย ตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน ได้พัฒนาตั้งแต่ ฟ้าใส 1, ฟ้าใส 2 และ Fresh One และได้ทำการติดตั้งในพื้นที่สำคัญหลายแห่ง อาทิ อาคารทรูดิจิทัลพาร์ค ช่วยลดค่าฝุ่นได้ 50% มหาวิทยาลัยพะเยา ช่วยลดค่าฝุ่นได้ 40% นับว่าเป็นการสร้าง "เซฟโซน" ที่มีสภาพอากาศที่ปลอดภัยภายนอกอาคาร ปัจจุบัน RISC ยังคงพัฒนาเครื่องฟอกอากาศรุ่นใหม่ๆ ซึ่ึ่ง “ฟ้าใส” รุ่นล่าสุดได้ออกแบบให้เคลื่อนย้ายง่าย และติดตั้งได้สะดวกในทุกพื้นที่ จนกลายมาเป็นหอฟอกอากาศอัตโนมัติแบบไฮบริด "ฟ้าใสมินิ" ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น สามารถลดฝุ่น PM2.5 ได้ถึง 60,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ประสิทธิภาพการทำงานฟอกอากาศระยะไกลสูงสุดที่ 50 เมตร เทียบเท่าต้นไม้ในการฟอกอากาศถึง 700 ต้น (อ้างอิงผลจากห้องปฎิบัติการทดสอบฟ้าใส) และยังสามารถฆ่าเชื้อโรคได้ทั้งเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา รวมทั้งไวรัสอีกด้วย​ ช่วงกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา ปริมาณฝุ่น PM2.5 พุ่งสูงขึ้น หอฟอกอากาศ “ฟ้าใส มินิ” ได้แสดงประสิทธิภาพในการลดปริมาณฝุ่นเมื่อเปรียบเทียบกับบริเวณใกล้เคียงที่ไม่มีการติดตั้งเครื่องฟอกอากาศ จากข้อมูลการตรวจวัดล่าสุด ณ วันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2568 เวลา 08:30 น. มีรายละเอียดดังนี้​📌 ค่าฝุ่น PM2.5 อ้างอิงจาก AirVisual: 147 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (ค่าเฉลี่ยช่วงเวลา 08:00-09:00)​📌 ค่าฝุ่น PM2.5 อ้างอิงจากเครื่องมือวัดในพื้นที่ 152 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร​📌 ค่าฝุ่น PM2.5 บริเวณหน้าหอฟอกอากาศฟ้าใสมินิ ลดลงเหลือ 63 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร​ จากการลดค่าฝุ่นดังกล่าว หอฟอกอากาศ “ฟ้าใสมินิ” แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับปรุงคุณภาพอากาศในพื้นที่อย่างมีนัยสำคัญ โดยช่วยลดค่าฝุ่นในพื้นที่ได้ถึง 60% ซึ่งช่วยบรรเทาผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ​ ทำความรู้จักกับ "ฟ้าใส มินิ" หอฟอกอากาศ “ฟ้าใส มินิ” นำหลักการมาจากหอดักจับมลพิษอุตสาหกรรมแบบเปียก (Venturi Scrubber) เพื่อสร้างต้นแบบหอฟอกอากาศอัตโนมัติแบบไฮบริด (Hybrid Air Purifier Tower ออกแบบภายใต้แนวคิดเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางสุขภาวะ และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งช่วยส่งเสริมชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ให้ดีขึ้น “ฟ้าใส มินิ” มีจุดเด่นที่ต่างกับฟ้าใสทั้ง 2 รุ่น คือ ขนาดเล็กกว่า เพื่อง่ายต่อการเคลื่อนย้ายและติดตั้ง ส่วนประสิทธิภาพการทำงานฟอกอากาศ ฝุ่น PM2.5 และความสามารถในการฆ่าแบคทีเรีย เชื้อรา และไวรัสได้ ยังใกล้เคียงกับทั้ง 2 รุ่น​ “ฟ้าใส มินิ” ลดขนาดของตัวเครื่องลงเหลือความสูงเพียง 3.20 เมตร และฐานกว้าง 1.35 เมตร เพื่อเข้าถึงพื้นที่ติดตั้งได้ง่าย ขนาดของพัดลมขาเข้า 30,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง จำนวน 2 ใบพัด รวมเป็น 60,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ขนาดของพัดลมขาออก 60,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง หรือครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 1 สนามฟุตบอลต่อชั่่วโมง​ หลักการทำงานของ “ฟ้าใส มินิ” เริ่มต้นจากการดูดอากาศจากผนังด้านข้างด้วยพัดลมดูดอากาศเข้าไปใน chamber รูปทรงกระบอก ผ่านระบบหัวฉีดสเปรย์ จนเกิดรูปแบบไซโคลน (cyclonic pattern) โดยอากาศจะผ่านหัวพ่นละอองน้ำความเร็วสูง 2 ชั้นผสมกับการออกแบบแผ่นโครงสร้างดักฝุ่นละออง และเพิ่มแรงตึงผิวให้กับน้ำเพื่อประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น สามารถดักจับฝุ่นที่มีอนุภาคเล็กได้ถึง 0.3 ไมครอน ที่มีขนาดเล็กกว่าฝุ่น PM2.5 และ PM10 อากาศที่ออกมาจะผ่านการฆ่าเชื้อโรคด้วยระบบ UVGI เพื่อให้เกิดอากาศสะอาด และปล่อยลมออกมาในตำแหน่งที่คนใช้งาน มีใบพัดช่วยดึงให้ได้ปริมาตรตามต้องการ ประสานระบบพลังงานไฮบริด ใช้พลังงานไฟฟ้า 600-3,000 วัตต์ต่อชั่วโมง ขึ้นอยู่กับปริมาณฝุ่นในแต่ละวัน และใช้ปริมาณน้ำในระบบเพียง 50 ลิตรต่อวัน และมีระบบหมุนเวียนน้ำบางส่วนให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยเทคโนโลยีโอโซน และระบบกรองน้ำ ก่อนหน้านี้ RISC ได้พัฒนา “ฟ้าใส” และนวัตกรรมฟอกอากาศมาหลายรุ่น ซึ่งตอบโจทย์แตกต่างกัน สามารถดูข้อมูลและทำความรู้จักแต่ละรุ่นได้เพิ่มเติม ตามลิงก์ที่แนบนี้​ข้อมูล “ฟ้าใส 1” https://web.facebook.com/riscwellbeing/videos/494956578093907/ ​ข้อมูล “ฟ้าใส 2” https://web.facebook.com/riscwellbeing/posts/2746237258972773 ​ข้อมูล “Fresh One” https://web.facebook.com/riscwellbeing/posts/2494077847522050​ หากหน่วยงานหรือสนใจข้อมูล “ฟ้าใส” เพิ่มเติมได้ที่ คุณ นิสิต วิชัยสกุล บริษัท ดี ซูพรีม จำกัด มือถือ 061-789-2687 เมล์ nisit_wi@dtgo.com​ เนื้อหาโดย คุณ ณพล เกียรติก้องมณี สถาปนิกวิจัยอาวุโส และผู้เชี่ยวชาญระดับ TREES-A, Building Technology, Intelligent Systems, Innovative Solutions, RISC

411 viewer

อากาศเย็นสบายอยู่ดีๆ ทำไมอยู่ๆ ฝุ่นพิษพุ่งสูง?

โดย RISC | 2 เดือนที่แล้ว

รู้หรือไม่? อากาศเย็นสบายอยู่ดีๆ ทำไมฝุ่นพิษพุ่งสูง?​ช่วงนี้บ้านเรา โดยเฉพาะบริเวณกรุงเทพฯ และปริมณฑล กำลังเจอปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 หนักหน่วงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างรุนแรง แม้ในบางช่วงอากาศจะดีขึ้น แต่ไม่นานค่าฝุ่นกลับพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ​แล้วฝุ่นพวกนี้มาจากไหน?​- การเผาในที่โล่ง (Open Burning): เป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิด PM2.5 ที่สำคัญที่สุดในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการเผาไร่ข้าวโพด การเกษตร หรือขยะ การศึกษาของกรมควบคุมมลพิษ (Pollution Control Department, PCD) ระบุว่า การเผาในพื้นที่ประเทศเพื่อนบ้านและประเทศเราเอง ทั้งภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือในช่วงที่อากาศแห้ง อย่างฤดูหนาวของบ้านเรา เป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ค่าฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ตอนบนของประเทศไทยสูงขึ้น โดยฝุ่นจากกิจกรรมเหล่านี้มักถูกลมพัดเข้ามาสู่เขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลในช่วงที่ลมพัดจากเหนือไปใต้ นอกจากนี้ฝุ่นบางส่วนยังมาจากการเผาในที่โล่งที่เกิดขึ้นในจังหวัดใกล้เคียง เช่น สมุทรปราการ นครปฐม และปทุมธานี ซึ่งมักมีการเผาขยะ และเศษวัสดุเกษตรเป็นประจำ​- การจราจร (Traffic Emissions): ฝุ่นที่มาจากการจราจรในพื้นที่ กทม.มีสัดส่วนถึง 51% โดยเฉพาะรถยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซลซึ่งเป็นแหล่งกำเนิด PM2.5 ที่สำคัญที่สุดในเขตเมือง การจราจรติดขัดในชั่วโมงเร่งด่วนจึงเป็นปัจจัยที่ทำให้มลพิษทางอากาศสะสมตัวในชั้นบรรยากาศ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการระบายอากาศน้อย เช่น ในย่านใจกลางเมือง ​- โรงงานอุตสาหกรรม (Industrial Activities): ในพื้นที่ปริมณฑล เช่น บางพลี บางปู และลาดกระบัง มีโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมากที่ปล่อยมลพิษทางอากาศ ผลการศึกษาจาก Asian Institute of Technology (AIT) ระบุว่า พื้นที่อุตสาหกรรมรอบกรุงเทพฯ มีส่วนในการปล่อย PM2.5 คิดเป็น 25-30% ของค่าฝุ่นทั้งหมดในกรุงเทพฯ ​- สภาพอากาศและลม (Meteorological Conditions): ปัจจัยทางสภาพอากาศก็เป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่ทำให้ค่าฝุ่นในกรุงเทพฯ พุ่งสูงขึ้นในช่วงฤดูหนาว และช่วงที่อากาศนิ่งมักทำให้เกิดชั้นบรรยากาศที่เรียกว่า "Inversion Layer" ซึ่งเป็นชั้นที่อากาศใกล้พื้นดินเย็นกว่าอากาศด้านบน ส่งผลให้ฝุ่นละอองถูกกักขังอยู่ในระดับพื้นดิน แทนที่จะลอยขึ้นไปในชั้นบรรยากาศที่สูงขึ้น เป็นปรากฎการณ์ฝาชีครอบพื้นที่เมือง สะสมฝุ่นไว้ด้านใน ไม่สามารถระบายออกไปได้ ​สถานการณ์ของฝุ่นเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วแบบนี้ จึงจำเป็นที่เราต้องรับมือป้องกันอย่างทันท่วงที ด้วยการ...​- ตรวจสอบค่าฝุ่นแบบเรียลไทม์ โดยใช้แอปพลิเคชัน เช่น AirVisual หรือ Air4Thai เป็นประจำ เพื่อวางแผนการทำกิจกรรมในแต่ละวัน  ​- สวมใส่หน้ากาก N95 หรือหน้ากากกันฝุ่นที่มีประสิทธิภาพ เช่น N95 หรือ KN95  หรือหน้ากากผ้า และต้องระวังในการเลือกใช้หน้ากาก เพราะหน้ากากบางประเภทไม่ได้ออกแบบมาเพื่อกันฝุ่น PM2.5 ​- หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมนอกอาคาร ในข่วงที่มีค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน เช่น การออกกำลังกายกลางแจ้งควรเปลี่ยนมาออกกำลังกายในร่มแทน และเมื่ออยู่ในอาคารควรเปิดเครื่องฟอกอากาศ ​เนื้อหาโดย คุณ เพชรรินทร์ พงษ์เพ็ชรกูล สถาปนิกวิจัยอาวุโส และผู้เชี่ยวชาญระดับ LEED AP BD+C, WELL AP, Fitwel Ambassador, TREES-A NC, ActiveScore AP, RISC ​อ้างอิงข้อมูลจาก​Pollution Control Department. (2023). รายงานสถานการณ์มลพิษของประเทศไทย ปี 2566 [Thailand State of Pollution Report 2023]. Bangkok: Ministry of Natural Resources and Environment. Retrieved from https://www.pcd.go.th/publication/32171/​Asian Institute of Technology. (2024, January 26). Collaborative efforts for cleaner air in Bangkok and beyond. AIT. Retrieved from https://ait.ac.th/2024/01/collaborative-efforts-for-cleaner-air-in-bangkok-and-beyond/​World Health Organization. (2021). Global air quality guidelines: Particulate matter (PM2.5 and PM10), ozone, nitrogen dioxide, sulfur dioxide, and carbon monoxide. Geneva: World Health Organization. Retrieved from https://www.who.int/publications/i/item/9789240034228

234 viewer

การจัดการคุณภาพอากาศในช่วงหน้าฝนตาม WELL Building Standard Version 2

โดย RISC | 6 เดือนที่แล้ว

หน้าฝนแบบนี้ สิ่งที่เราต้องเจอก็คือเรื่องความชื้นที่เพิ่มขึ้น ซึ่งความชื้นที่ว่าอาจนำไปสู่ปัญหาด้านสุขภาพ หากไม่มีการจัดการที่เหมาะสม​มาตรฐาน WELL Building Standard Version 2 (WELL V2) เป็นมาตรฐานระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้ใช้อาคาร โดยมีแนวทางที่ครอบคลุมถึงการจัดการความชื้นอย่างมีประสิทธิภาพ ​ผลกระทบของความชื้นสูงในอาคาร ความชื้นสูงในอาคารสามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของผู้ใช้อาคารได้หลายประการ:​o การเจริญเติบโตของเชื้อรา: ความชื้นสูงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมการเติบโตของเชื้อรา ซึ่งสามารถก่อให้เกิดปัญหาระบบทางเดินหายใจและภูมิแพ้​o คุณภาพอากาศที่แย่ลง: การสะสมของฝุ่นละอองและสารก่อภูมิแพ้ ทำให้คุณภาพอากาศภายในอาคารแย่ลง​o ความไม่สบายตัว: ระดับความชื้นที่สูงเกินไปทำให้เรารู้สึกอึดอัด เหนียวตัว และไม่สบาย​o การเสื่อมสภาพของวัสดุ: ความชื้นสูงสะสมในวัสดุอาคารต่างๆ สามารถทำลายเฟอร์นิเจอร์ วัสดุก่อสร้าง และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้​เพื่อให้ทุกคนที่ใช้อาคารได้รับอากาศที่ดีและปลอดภัย โดย WELL Building Standard Version 2 มีแนวทางเฉพาะสำหรับการจัดการความชื้นในอาคาร โดยเน้นที่​การควบคุมความชื้น (Thermal Comfort Concept - T07 Humidity Control) WELL V2 แนะนำให้ระบบระบายอากาศเครื่องกล (Mechanical Ventilation) จะต้องสามารถให้รักษาระดับความชื้นสัมพัทธ์ในอาคารให้อยู่ระหว่าง 30% ถึง 60% โดยระบบต่างกันตามขนาดอาคาร เช่น​o บ้านพักอาศัย ควรเลือกเครื่อปรับอากาศที่มีโหมดควบคุมความชื้น (Dry) หรือเลือกติดตั้งระบบ เครื่องแลกเปลี่ยนอากาศ Energy Recovery Ventilator (ERV) เพื่อแลกเปลี่ยนความร้อนและความชื้นระหว่างอากาศภายในและภายนอก ซึ่งช่วยประหยัดพลังงานและรักษาสมดุลความชื้น รวมทั้งสามารถติดตั้งเครื่องดูดความชื้น (Dehumidifier) ร่วมกับระบบระบายอากาศ​o อาคารขนาดใหญ่ หรืออาคารสาธารณะ การใช้ระบบ DOAS (Dedicated Outdoor Air System) สามารถช่วยในการปรับคุณภาพอากาศจากภายนอกก่อนนำเข้าสู่อาคาร ซึ่งรวมถึงการควบคุมความชื้นได้ด้วย​นอกจากนี้ WELL V2 แนะนำให้มีการตรวจวัดคุณภาพอากาศอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนที่มีความเสี่ยงจากการเพิ่มขึ้นของความชื้น โดยแสดงค่าคุณภาพอากาศผ่านหน้าจอแท็บเล็ต หรือแอปพลิเคชันอย่างน้อยทุก 15 นาที​การจัดการความชื้น (Moisture Management - W07 Water Concept) มุ่งเน้นที่การลดการรั่วซึม และสะสมความชื้น​o  ลดการรั่วซึม และสะสมความชื้นบริเวณเปลือกอาคาร (Buidling Envelope) เช่น ออกแบบพื้นที่ให้สามารถระบายน้ำได้ดี ตรวจสอบระบบระบายน้ำฝนเป็นประจำ เลือกใช้วัสดุที่ไม่ดูดซับน้ำ แผ่นกันซึม โลหะ โฟมแบบ Closed-cell​o  ลดการรั่วซึม และสะสมความชื้นภายในอาคาร เช่น ในพื้นที่ หรือห้องที่มีแนวโน้มเจอความชื้นสูง ห้องครัว ห้องน้ำ ควรเลือกใช้วัสดุตกแต่งที่ทนทานต่อความชื้น และสัมผัสน้ำได้ เป็นต้น รวมทั้งตรวจสอบอุปกรณ์ระบบท่อทั้งหมดว่าไม่มีรอยรั่ว ซึ่งจะส่งผลให้มีความชื้นสะสมในพื้นที่ได้ เช่น โถส้วม เครื่องซักผ้า เครื่องล้างจาน เป็นต้น นอกจากนี้อุปกรณ์บำบัดน้ำเสีย ท่อน้ำทิ้ง ท่อน้ำเสียควรติดตั้งระบบป้องกันการไหลย้อน ​o  สำหรับอาคารขนาดใหญ่ และอาคารสาธารณะ ควรจัดทำแผนการควบคุมความชื้น เช่น กำหนดตารางการตรวจสอบจุดที่เกิดน้ำหมด น้ำรั่ว เชื้อราบริเวณผนัง พื้น อุปกรณ์ HVAC, การตรวจสอบเพื่อประเมินการรั่วไหวของทอน้ำเป็นระยะ ระบบสำหรับผู้ใช้งานอาคาร สามารถแจ้งน้ำรั่ว น้ำหยด หรือการพบเจอเชื้อราในอาคาร นอกจากนี้ทาง WELL มีการกำหนดให้ต้องส่งรายงานการตรวจการรั่วซึม และตรวจสอบเชื้อราไปยังระบบ WELL digital platform อีกด้วย​หากเราสามารถควบคุม และจัดการความชื้นในหน้าฝนได้ จะช่วยให้เราได้รับประโยชน์มากมาย เช่น​o สุขภาพที่ดีขึ้นของผู้ใช้อาคาร: ลดความเสี่ยงของโรคภูมิแพ้และปัญหาระบบทางเดินหายใจ​o เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน: สภาพแวดล้อมที่สบายช่วยให้ผู้ใช้งานอาคาร มีสุขภาวะที่ดี ​o ประหยัดค่าใช้จ่าย: ลดค่าซ่อมแซมจากความเสียหายที่เกิดจากความชื้น และลดการใช้พลังงานในระบบปรับอากาศ​o ยืดอายุการใช้งานของอาคาร: ป้องกันการเสื่อมสภาพของโครงสร้างและวัสดุอาคาร​o สร้างภาพลักษณ์ที่ดี: แสดงถึงความใส่ใจในสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้ใช้อาคาร​การนำ WELL Building Standard V2 มาปรับใช้ในการจัดการความชื้นช่วงฤดูฝนไม่เพียงแต่ช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังเป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อสุขภาพและความยั่งยืนของอาคารและผู้ใช้งาน​ในฐานะที่ปรึกษาด้าน WELL Building Standard เรามีความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ปัญหาความชื้นในอาคารและออกแบบระบบจัดการที่เหมาะสมตามมาตรฐาน WELL V2 เราพร้อมให้คำแนะนำและสนับสนุนองค์กรของคุณในการยกระดับการจัดการความชื้นเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพและมีประสิทธิภาพสูงสุด​ร่วมกันสร้างอาคารที่ปลอดภัยจากปัญหาความชื้น เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของทุกคนในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นฤดูกาลใดก็ตาม​เนื้อหาโดย คุณ เพชรรินทร์ พงษ์เพ็ชรกูล สถาปนิกวิจัยอาวุโส และผู้เชี่ยวชาญระดับ LEED AP BD+C, WELL AP, Fitwel Ambassador, TREES-A NC, ActiveScore AP, RISC​อ้างอิงข้อมูลจาก​การควบคุมความชื้น (Thermal Comfort Concept - T07 Humidity Control) https://v2.wellcertified.com/en/wellv2/thermal%20comfort/feature/7​การจัดการความชื้น (Moisture Management - W07 Water Concept) ​https://v2.wellcertified.com/en/wellv2/water/feature/7​การควบคุมความชื้น T07 Humidity Control Option 2: Humidity modeling https://v2.wellcertified.com/en/wellv2/thermal%20comfort/feature/7​การออกแบบการระบายอากาศ A03 Ventilation Design https://v2.wellcertified.com/en/wellv2/air/feature/3A04 Enhanced Ventilation Design https://v2.wellcertified.com/en/wellv2/air/feature/6 ​การกรองอากาศ A12 Air Filtration https://v2.wellcertified.com/en/wellv2/air/feature/12​คุณภาพอากาศ A01 Air Quality https://v2.wellcertified.com/en/wellv2/air/feature/การตรวจวัดอากาศ และสร้างความตระหนักรู้ Air Quality Monitoring and Awareness https://v2.wellcertified.com/en/wellv2/air/feature/8​

578 viewer

เข้าหน้าฝนแล้ว...อากาศเย็นสบายจริงหรือ

โดย RISC | 8 เดือนที่แล้ว

“ช่วงนี้อากาศดีไหม?”...คำถามนี้เราคงได้ยินบ่อย แต่เราจะวัดจากอะไร หากยึดจากความรู้สึกสบาย?​ก่อนอื่นเลยเรามารื้อฟื้น สภาวะน่าสบาย หรือ Thermal Comfort กันก่อน​สภาวะน่าสบาย หรือ Thermal Comfort ก็คือ สภาวะของจิตใจที่แสดงความพึงพอใจต่อสภาพแวดล้อม หรือเป็นสภาวะที่เกิดสมดุลทางอุณหภูมิหรือสมดุลระหว่างความร้อนของร่างกายกับสภาพแวดล้อม โดยจะขึ้นอยู่กับปัจจัยสองด้าน ได้แก่ 1) ปัจจัยทางกายภาพของสภาพแวดล้อม และ 2) ปัจจัยด้านบุคคล ซึ่งการออกแบบสภาพแวดล้อมจึงต้องคำนึงถึงการสร้างสภาพแวดล้อมให้ผู้ใช้งานอยู่ในช่วง Comfort Zone ที่ไม่ใช่ในแง่มุมของจิตใจ แต่เป็นความสบายทางร่างกายที่ผู้ใช้งานไม่รู้สึกร้อนเกินไปหรือเย็นเกินไปนั่นเอง​ที่นี้เรามาดูกันว่าปัจจัยทางกายภาพของสภาพแวดล้อมที่ต้องนำมาพิจารณาสภาวะน่าสบายมีอะไรบ้าง?​"ปัจจัยทางกายภาพของสภาพแวดล้อม" ที่ต้องนำมาพิจารณาสภาวะน่าสบายจะประกอบด้วย 4 ประเด็น​1. อุณหภูมิอากาศ (Air Temperature)​2. ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ (Relative Humidity)​3. ความเร็วลม (Air Velocity)​4. อุณหภูมิการแผ่รังสีความร้อนเฉลี่ยจากพื้นผิวโดยรอบ (Mean Radiant Temperature, MRT)​ในช่วงฤดูฝนที่อุณหภูมิอากาศลดลง เราอาจจะยังไม่รู้สึกสบาย นั่นเป็นเพราะมีความชื้นในอากาศสูงมาก (อ่านเพิ่มเติมที่ https://bit.ly/3VjQysW) แต่บางครั้งก็อาจรู้สึกสบายขึ้นได้ถ้ามีลมพัดผ่าน แต่ก็ขึ้นอยู่กับพื้นที่โดยรอบตัวเราด้วย อย่างเช่น ถ้าเราอยู่ในสวนที่เป็นสนามหญ้า อยู่ท่ามกลางต้นไม้และพุ่มไม้โดยรอบ ในบริเวณนี้จะมีค่า MRT ต่ำ เรามักจะรู้สึกเย็นสบายกว่าการอยู่ในพื้นที่บริเวณที่เป็นคอนกรีตโดยรอบ เพราะค่า MRT จะสูงกว่า ถึงแม้ว่าในขณะนั้นอุณหภูมิจะเท่ากัน​นอกจากนั้นแล้ว สภาวะน่าสบายประเมินด้วย "ปัจจัยด้านบุคคล" ได้อีกด้วย หากพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ แต่ละคนรู้สึกหนาวรู้สึกร้อนแตกต่างกันนั่งเอง ถึงแม้ว่าจะอยู่ในพื้นที่เดียวกันก็ตาม โดยปัจจัยด้านบุคคลที่ต้องนำมาพิจารณาก็มี 2 ประเด็น​1. เสื้อผ้าที่สวมใส่​2. อัตราการเผาผลาญของร่างกาย​สำหรับประเทศร้อนชื้นอย่างบ้านเรา การสวมเสื้อยืดกางเกงขาสั้นย่อมรู้สึกเย็นสบายมากกว่าการใส่เสื้อแขนยาวกางเกงขายาว เพราะเสื้อผ้าก็ทำหน้าที่เหมือนเป็นฉนวนป้องกันการถ่ายเทความร้อนของร่างกายเรากับสภาพแวดล้อม ซึ่งในการประเมินสภาวะน่าสบายจะมีการคำนึงถึงค่าสัมประสิทธิ์การต้านทานความร้อนของเสื้อผ้าหรือ Clo Value ด้วย ส่วนอัตราการเผาผลาญของร่างกาย ขึ้นอยู่กับกิจกรรมของมนุษย์ที่ทำอยู่ในพื้นที่นั้น โดยร่างกายก็จะผลิตความร้อนออกมาแตกต่างกัน ส่งผลต่อระดับความพึงพอใจหรือความสบายของบุคคลนั้นด้วยเช่นกัน​ในการออกแบบสภาพแวดล้อมทางภูมิทัศน์หรือภายนอกอาคาร จะมีการพูดถึงการประเมินค่า Universal Thermal Climate Index (UTCI) ซึ่งเป็นค่าดัชนีที่พัฒนาขึ้นมา เพื่อประเมินความสบายและความเครียดทางความร้อนของมนุษย์ในสภาพแวดล้อมต่างๆ โดยการคำนวณจะใช้ปัจจัยทั้ง 4 ประเด็นทางกายภาพของสภาพแวดล้อม ทั้งอุณหภูมิอากาศ ความชื้นสัมพัทธ์ ความเร็วลม และ MRT แล้วจะทำการแบ่งระดับความเครียดทางอุณหภูมิออกเป็น 10 ระดับ โดยระดับกลางคือ No Thermal Stress จะอยู่ที่อุณหภูมิ 9-26 องศาเซลเซียส​นับว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับการศึกษาเรื่องสภาวะน่าสบายในสภาพแวดล้อมสำหรับประเทศไทย (อ่านเพิ่มเติมที่ https://bit.ly/3VjQysW) และมีหลายงานวิจัยที่พยายามศึกษาเกี่ยวกับ Comfort Zone ของคนไทย เนื่องจากคนไทยมีความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมแบบร้อนชื้นนี้แล้ว จึงอาจมีช่วงของสภาวะน่าสบายที่แตกต่างไปจากประเทศอื่นๆ ที่มีสภาพภูมิอากาศที่ต่างกัน​เนื้อหาโดย คุณ พันธ์พิสุ จุลพันธ์วัฒนา สถาปนิกวิจัยอาวุโสและผู้เชี่ยวชาญอาคารเขียว TREES-A, RISC​อ้างอิงข้อมูลจาก​Stein, B., & Reynolds, J. S. (1992). Mechanical and electrical equipment for buildings. New York: John Wiley & Sons​

820 viewer

ติด Wallpaper อย่างไร? ให้ปลอดเชื้อรา ลดภูมิแพ้

โดย RISC | 9 เดือนที่แล้ว

บ้านของใครติดวอลเปเปอร์บ้าง? ยกมือขึ้น!​ภายใต้การปกปิดด้วยสีสันและลวดลายที่สวยงาม อาจมีอันตรายซ่อนอยู่!! เพราะด้วยสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้น (Hot-Humid Climate) ของบ้านเรา ที่มีทั้งความร้อนและความชื้นสูง จึงทำให้เกิดการสะสมความชื้นในผนังบ้านได้เป็นอย่างดี อีกทั้งการรั่วซึมน้ำฝนที่ผนังหรือหลังคา รวมถึงระบบท่อน้ำที่เสียหายชำรุด ก็ยิ่งทำให้ปัญหานั้นรุนแรงขึ้น​ไม่เพียงแค่นั้น การเปิดเครื่องปรับอากาศเพื่อทำความเย็นภายในห้องพักหรือบ้านเรือน ที่อุณหภูมิประมาณ 25-27 °C ภายใต้อุณหภูมิอากาศภายนอกอาคารที่สูงมากกว่า 36 °C และความชื้นสัมพัทธ์ที่สูงมากกว่า 60%RH โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา อาจส่งผลให้เกิดการควบแน่นและกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ (Condensation) ที่ภายในเนื้อวัสดุผนัง หรือที่ผิวผนังด้านใดด้านหนึ่งได้ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เกิดอุณหภูมิจุดน้ำค้าง (Dew Point Temperature) เนื่องจากความร้อนปะทะกับความเย็น ซึ่งเป็นปรากฏการณ์เช่นเดียวกับการมีฝ้าไอน้ำเกาะตามผิวกระจก หรือการที่มีหยดน้ำเกาะด้านข้างของแก้วน้ำเย็นนั่นเอง​แผนภูมิที่ 1 Psychrometric Chart แสดงอุณหภูมิจุดน้ำค้างที่ 28 °C เมื่ออุณหภูมิอากาศภายนอก 36 °C และความชื้นสัมพัทธ์ 60%RH​ซึ่งปัญหาต่างๆ เหล่านี้ ทำให้มีความชื้นสะสมอยู่ในผนังบ้าน เราจึงไม่ควรใช้วัสดุอื่นปิดกั้น หรือควรเลือกใช้วัสดุที่ยอมให้ความชื้นระบายออกจากผนังได้เร็วที่สุด​แต่หากมีการตกแต่งผิวผนังหรือมีวัสดุอื่นปิดกั้นการระบายความชื้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการติดตั้งวอลเปเปอร์ ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย เพราะสวยงามและยังช่วยปกปิดปัญหาความไม่เรียบร้อยของผนังก่ออิฐหรือผนังคอนกรีตได้เป็นอย่างดีนั้น อาจกลายเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของฝุ่นและสิ่งสกปรก ที่จะก่อให้เกิดเชื้อราตามมา และกลายเป็นมลพิษทางอากาศและเป็นสาเหตุหนึ่งของอาการภูมิแพ้โดยที่เราอาจไม่รู้ตัว​รูปที่ 1 การเกิดการควบแน่นที่ผนังอาคาร​รูปที่ 2 การเกิดเชื้อราที่ผนังอาคาร เนื่องจากวัสดุปิดผิวไม่สามารถระบายความชื้นออกได้​รูปที่ 3 แสดงวิธีการติดตั้งวอลเปเปอร์ เพื่อลดปัญหาการเกิดเชื้อราที่ผนังอาคาร​แต่หากมีความจำเป็นจริงๆ ที่ต้องตกแต่งบ้านด้วยวอลเปเปอร์ RISC มีข้อแนะนำวิธีการเลือกใช้วัสดุและแนวทางการติดตั้งตามนี้...​• ตรวจสอบและแก้ไขปัญหารอยร้าวหรือการรั่วซึมให้เรียบร้อย และรอให้ผิวผนังแห้งสนิท ป้องกันความชื้นสะสม​• ทาน้ำยารองพื้นป้องกันความชื้นที่มีส่วนผสมป้องกันเชื้อรา​• เลือกใช้กาวที่ไม่มีสารพิษ ไม่มีส่วนผสมที่เป็นอาหารของเชื้อรา และมีปริมาณสารระเหยต่ำ (Low VOCs)​• เลือกวอลเปเปอร์ชนิดที่สามารถระบายความชื้นได้ (Breathable Wallpaper) และเลือกหมึกพิมพ์ที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ ไม่มีสารพิษ​วอลเปเปอร์ไม่ใช่ผู้ร้าย ถ้าเราสามารถควบคุมปัจจัยทางสภาพแวดล้อมภายในบ้านของเราได้อย่างดี แต่หากประเมินแล้วว่า การควบคุมสภาพแวดล้อมเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ก็ควรหลีกเลี่ยงการติดวอลเปเปอร์สำหรับห้องพักอาศัย โดยเฉพาะห้องนอน เพื่อลดความเสี่ยงของการอยู่ร่วมกับเชื้อรา​แล้วครั้งสุดท้ายที่คุณสังเกตความเปลี่ยนแปลงของผนังบ้าน...คือเมื่อไหร่?​เนื้อหาโดย คุณ สริธร อมรจารุชิต ผู้ช่วยผู้อำนวยการ RISC​

1112 viewer

เราได้เรียนรู้อะไร? จากเหตุไฟไหม้ถังบรรจุสารเคมีที่ระยอง

โดย RISC | 10 เดือนที่แล้ว

จากเหตุการณ์ไฟไหม้ถังบรรจุสารเคมีที่จังหวัดระยองเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่าน เราคงได้เห็นผลกระทบที่ตามมาในวงกว้างทั้งในเรื่องของความเสียหายด้านทรัพย์สิน ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม ซึ่งวันนี้เราจะมาดูกันว่าเราได้เรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อจะได้รู้จักและเข้าใจถึงสารเคมีที่เป็นอันตรายกับเรา รวมถึงพร้อมรับมือหากมีเหตุการณ์เกิดขึ้นอีกในอนาคต​ก่อนอื่นเลยเรามาทำความรู้จักสารเคมีที่มีชื่อว่า “ไพโรไลซิส แก๊สโซลีน” (Pyrolysis Gasoline) ที่อยู่ภายในถังบรรจุสารเคมีกันก่อน โดยทั่วไปในกระบวนการย่อยสลายแนฟทา (Naphtha Cracking) โดยใช้ความร้อนสูง จะได้ผลิตภัณฑ์หลักเป็นสารโอเลฟินส์ เช่น เอทิลีน พรอพิลีน ซึ่งใช้เป็นสารตั้งต้นในการบวนการผลิตพอลิเมอร์และพลาสติกต่างๆ อย่างไรก็ตามกระบวนการดังกล่าวยังได้ผลพลอยได้ที่เกิดขึ้น คือ ไพโรไลซิส แก๊สโซลีน หรือที่เรียกว่า ไพแก๊ส (Pygas)​มีผลกระทบต่อสุขภาพหรือไม่? ​ไพแก๊สเป็นสารไฮโดรคาร์บอนที่มีหลายองค์ประกอบรวมกัน ส่วนใหญ่เป็นสารอะโรเมติกส์และมีค่าออกเทนสูง จึงมักนำไปใช้ประโยชน์ในการเพิ่มค่าออกเทนในน้ำมันเบนซิน และใช้เป็นสารตั้งต้นในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ลักษณะของไพแก๊สนั้น เป็นของเหลวระเหยง่าย และจัดเป็นสารไวไฟ สามารถลุกติดไฟได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากไอของไพแก๊สมีความหนาแน่นมากกว่าอากาศ ทำให้สามารถสะสมในที่ต่ำบริเวณพื้น ไม่ลอยสู่บรรยากาศ หากไอของไพแก๊สกระจายไปในอากาศ จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพต่อผู้คนที่สัมผัสได้ ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อดวงตา ผิวหนัง ระบบทางเดินหายใจ มีอาการปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน หากได้รับปริมาณสูงอาจทำให้หมดสติได้​เมื่อไพแก๊สลุกติดไฟ จะเกิดเขม่าและคาร์บอนมอนอกไซด์ (Carbon Monoxide, CO) หากหายใจเข้าไปจะส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ นอกจากนี้ร่างกายที่ได้รับ CO มากเกินไป จะส่งผลให้ร่างกายขาดออกซิเจน มีอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง เจ็บแน่นหน้าอก หอบเหนื่อย หากได้รับในปริมาณสูงแบบเฉียบพลัน อาจหมดสติ และเสียชีวิตได้​เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ ต้องทำอย่างไร? ​ส่วนการดับไฟจากการลุกไหม้ของไพแก๊ส ควรใช้สารเคมีแห้ง ทราย หรือโฟม และหลีกเลี่ยงการใช้น้ำ เนื่องจากไอของไพแก๊สสามารถลุกติดไฟลอยเหนือผิวน้ำได้ ทำให้ไฟลุกลามขยายเป็นวงกว้างมากขึ้น และเพื่อป้องกันอันตรายที่เกิดขึ้นจึงควรหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีการแพร่กระจายของไพแก๊ส รวมถึงเขม่าและควันที่เกิดขึ้นจากการเผาไหม้ ควรอยู่ในบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทดี และควรสวมหน้ากากเพื่อป้องกันการหายใจเอาเขม่า รวมถึง PM 2.5 เข้าสู่ร่างกาย​เนื้อหาโดย คุณ สุพรรณภางค์ รักษาวงค์ นักวิจัยวัสดุ Sustainable Building Material ​อ้างอิงข้อมูลจาก​Safety Data Sheet: Pyrolysis Gasoline, https://www.vitol.com/wp-content/uploads/2023/01/25.-Pygas_SDS_US_V3.0.pdf​

1186 viewer

ยิ่งสูงยิ่งหนาว แล้วเกี่ยวกับ PM2.5 ได้อย่างไร?

โดย RISC | 1 ปีที่แล้ว

หลายคนคงคิดว่า ยิ่งอยู่สูงจะยิ่งหนาวขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่ใช่แบบนั้นทั้งหมด เพราะอะไรวันนี้ RISC มาช่วยไขข้อสงสัยนี้ให้​“ยิ่งสูงยิ่งหนาว” เราคงเคยมีประสบการณ์โดยตรงเวลาที่ขึ้นบนภูเขาหรือดอยสูงๆ กันมาบ้าง นั่นก็เพราะอุณหภูมิอากาศจากพื้นดินจะลดลงตามความสูงที่เพิ่มขึ้น ตามหลักการ Lapse rate โดยอุณหภูมิจะลดลงประมาณ 9.8 °C ต่อความสูงทุก 1 กิโลเมตร และเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นเราจะขอเรียกชั้นนี้ว่า "ชั้นที่ 1" หรือ "Urban Boundary Layer" ​แต่พอความสูงถึงจุดๆ นึง ความหนาวจะค่อยๆ หายไป เนื่องจากเมื่อสูงถึงระดับหนึ่งในชั้นบรรยากาศ อุณหภูมิจะเปลี่ยนเป็นเพิ่มสูงขึ้นตามระดับความสูง ขอเรียกชั้นนี้ว่า "ชั้นที่ 2" หรือ “Inversion Layer” ซึ่งโดยทั่วไปชั้นนี้จะอยู่ที่ความสูงประมาณ 1-2 กิโลเมตร หรือในบางช่วงเวลาอาจอยู่ต่ำกว่านี้ และเมื่อพ้นชั้นนี้ไป อุณหภูมิก็จะเปลี่ยนกลับมาเป็นลดลงตามความสูงที่เพิ่มขึ้นจนพ้นชั้นบรรยากาศโลก ซึ่ง “Inversion Layer” ที่ว่านี้ ก็เปรียบเสมือน “ฝาชี” ที่ครอบพื้นที่และกีดขวางการกระจายตัวของอนุภาคต่างๆ ออกไปจาก "Urban Boundary Layer" นั่นเอง​นั่นหมายความว่า ควันไอเสียจากรถ ฝุ่นจากแหล่งกำเนิดต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่จะสามารถลอยตัวขึ้นได้สูงและมีโอกาสเจือจางกับอากาศได้มาก ก็ขึ้นอยู่กับระดับความสูงจากระดับพื้นดินของ “Inversion Layer” ถ้ายิ่งสูงก็ส่งผลให้อากาศระบายได้ดี ทำให้มลพิษที่ปนเปื้อนในชั้นบรรยากาศมีความเข้มข้นต่ำ แต่ในทางกลับกัน ถ้า “Inversion Layer” อยู่ต่ำ มลพิษทางอากาศที่เกิดขึ้นมีความเข้มข้นสูง ไม่สามารถลอยตัวขึ้นได้ หรือเจือจางกับอากาศได้น้อยลง ส่งผลให้อากาศระบายได้ไม่ดี​“Inversion Layer” จะอยู่สูงหรือต่ำจากระดับพื้นดิน ขึ้นอยู่กับช่วงเวลากลางวัน-กลางคืน และฤดูกาล โดยในช่วงเวลากลางวันเมื่อชั้นบรรยากาศได้รับความร้อนของแสงอาทิตย์ ทำให้อากาศขยายตัวและลอยขึ้น แต่ในช่วงเวลากลางคืน อากาศเย็นลง ส่งผลให้มีความหนาแน่นสูง ชั้นของ “Inversion Layer” จึงกดลงมาและอยู่ในระดับต่ำลง ส่วนในช่วงฤดูหนาวมีแรงกดอากาศเพิ่มขึ้น ความหนาของ "Urban Boundary Layer" จึงน้อยกว่าในช่วงฤดูฝนและร้อน ทั้งกลางวันและกลางคืน ทำให้หลายๆ พื้นที่มักเกิดปัญหา PM2.5 เข้มข้นสูงในช่วงฤดูหนาวมากกว่าฤดูอื่นๆ​ปัญหาฝุ่นในหลายๆ พื้นที่ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ เกิดทั้งจากปัจจัยมนุษย์ที่สร้างแหล่งกำเนิด บวกกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติในบางช่วงเวลาที่มีการระบายอากาศต่ำ ดังนั้น การศึกษาเพื่อเข้าใจธรรมชาติ การพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันฝุ่นและการควบคุมกิจกรรมบางอย่างของมนุษย์ในช่วงที่ธรรมชาติมีการระบายอากาศต่ำ จึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่ช่วยให้เราทุกคนนำมาหาวิธีและปรับตัวอยู่กับสถานการณ์คุณภาพอากาศไม่ดีได้​เนื้อหาโดย อ.ดร.ภาคิน มาสกุลรัตน์ อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ คุณ ธนวัฒน์ จินจารักษ์ นักวิจัยอาวุโส ฝ่ายสิ่งแวดล้อม Urban Environmental & Biodiversity Engineer, RISC​

2164 viewer

รับข่าวสาร

ลงทะเบียนเพื่อรับข่าวสารกับเรา

© 2025 Magnolia Quality Development Corporation Limited - A DTGO Company
ผลลัพธ์
การยืนยัน
การยืนยัน