Knowledge - RISC

Knowledge Happiness Science

Happiness Science

ธรรมชาติกับการพัฒนาการของเด็กและความสัมพันธ์ของครอบครัว

โดย RISC | 1 เดือนที่แล้ว

เชื่อว่าหากเลือกได้ ใครหลายคนคงเลือกที่จะอยู่อาศัยท่ามกลางพื้นที่ธรรมชาติ ที่ได้ใกล้ชิดทะเล ภูเขา น้ำตก ต้นไม้ หรือลำธารในทุกๆ วัน โดยไม่ต้องรอให้ถึงช่วงเวลาว่าง หรือวันหยุดยาว​เพราะการได้สัมผัสธรรมชาติ ใกล้ชิดพื้นที่สีเขียวมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งส่งผลดีต่อตัวเราทั้งทางสุขภาพกายและสุขภาพจิต ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ลดความเครียด ความวิตกกังวล ลดภาวะซึมเศร้า อีกทั้งมีอายุยืนยาวมากขึ้น ลดโอกาสเสี่ยงของการเสียชีวิตจากโรคทางเดินหายใจและโรคมะเร็ง ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและเบาหวาน เสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกจากการได้รับแสงแดด รวมทั้งยังเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจากการสัมผัสจุลินทรีย์ในธรรมชาติ​ซึ่งที่ผ่านมามีงานวิจัยต่างๆ มากมายจากทั่วโลกที่สนับสนุนในเรื่องนี้ อย่างเช่น งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Oxford Academic ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า การอาศัยอยู่ในละแวกที่มีพื้นที่สีเขียวปกคลุมมากกว่าร้อยละ 20 จะช่วยลดอัตราความเครียดและภาวะซึมเศร้าลงได้ และหากอาศัยอยู่ในละแวกที่มีพื้นที่สีเขียวปกคลุมมากกว่าร้อยละ 30 จะสามารถช่วยลดอัตราการวิตกกังวลลงได้อีกด้วย จึงไม่น่าแปลกใจ ว่าทำไมเราถึงรู้สึกพึงพอใจต่อพื้นที่สีเขียว และรู้สึกโหยหาการใช้ชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติ​พื้นที่สีเขียวเพียงแค่ได้มองเห็นก็ช่วยให้เราผ่อนคลายแล้ว และจะดีแค่ไหน? หากสมาชิกทุกคนในครอบครัวได้มีโอกาสทำกิจกรรม หรือใช้เวลาในพื้นที่ธรรมชาติร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการเดินเล่น ออกกำลังกาย หรือแม้แต่การนั่งเล่นพูดคุยแบ่งปันประสบการณ์ระหว่างกัน นับเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีได้อย่างไม่ยากเลย​โดยกิจกรรมห้ามพลาดที่แนะนำให้ชวนทุกคนในครอบครัวมาทำร่วมกัน เพื่อส่งเสริมทั้งสุขภาพกาย และสุขภาพจิตที่ดี ได้แก่ กิจกรรมการทำสวน (Gardening) และกิจกรรมการเล่น (Play)​การทำสวน หรือปลูกต้นไม้ จะช่วยฝึกทักษะการเคลื่อนไหวควบคู่พัฒนาการของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ และมัดเล็กไปพร้อมๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นการขุดดิน พรวนดิน การดึงวัชพืช การเด็ดใบไม้ดอกไม้แห้ง การรดน้ำ นอกจากนี้ การทำสวนยังมีส่วนช่วยลดความเครียดได้เป็นอย่างดี โดยการทำสวนเพียง 30 นาที ก็สามารถช่วยลดระดับคอร์ติซอลจากระดับความเครียดสูง ลดลงสู่ระดับปกติได้​​ส่วนการเล่นนั้นมีประโยชน์กับคนทุกวัย นอกจากได้ในเรื่องความสนุกสนานแล้ว การเล่นก็ยังช่วยส่งเสริมพัฒนาการทั้งทางด้านร่างกาย ภาษา สติปัญญา ความคิดสร้างสรรค์ รวมทั้งการเข้าสังคม ซึ่งการเล่นในแต่ละรูปแบบ ก็จะส่งผลต่อพัฒนาการด้านต่างๆ ที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น​- Active Play: การวิ่งเล่น ปีนป่าย กระโดด กระดานลื่น ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ทักษะการเคลื่อนไหว และการทรงตัว​- Sensory Play: ฝึกการใช้ประสาทสัมผัสต่างๆ เช่น การศึกษาลักษณะรูปทรงสีสันที่แตกต่างกันของพันธุ์ไม้ แมลงหลากสายพันธุ์ ฟังเสียงน้ำไหล ใบไม้ไหว เสียงนกบรรเลงเพลง การเก็บความสวยงามของธรรมชาติด้วยการถ่ายรูป หรือวาดรูป​- Social Play: การล้อมวงคุยกัน หรือการเล่นแบบกลุ่ม เป็นการสร้างทักษะการอยู่ร่วมกัน และการเข้าสังคม ​- Passive Play: การเดินเล่น นั่งเล่น ไกวเปล หรือเล่นกิจกรรมเบาๆ พักเหนื่อยจากการเล่นอื่นๆ และหากได้มีการพูดคุยกันระหว่างกิจกรรมก็จะช่วยฝึกทักษะการเข้าสังคม ร่วมด้วย​หากพื้นที่อยู่อาศัยของเรานั้นถูกแวดล้อมไปด้วยพื้นที่สีเขียวโดยรอบที่เอื้อให้เกิดกิจกรรมทางเลือกต่างๆ นับเป็นความโชคดีอย่างมาก เพราะการได้อยู่อาศัยใกล้ชิดธรรมชาติในทุกวัน และมีกิจกรรมครอบครัวร่วมกัน เป็นการช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กตามวัย เสริมสร้างความแข็งแรงให้กับทุกคนทุกวัย ลดการเสื่อมถอยของร่างกายผู้สูงวัย ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต ลดความวิตกกังวลและความเครียด และเมื่อทุกคนในครอบครัวมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดีแล้ว ผลลัพธ์ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือ ครอบครัวมีความเข้าใจกันมากขึ้นจากการได้บอกเล่า และรับฟัง เห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวแน่นแฟ้น และมีความสุขมากขึ้นได้อีกด้วย​เนื้อหาโดย คุณ สริธร อมรจารุชิต ผู้ช่วยผู้อำนวยการ RISC​อ้างอิงข้อมูลจาก​Beyer, K. M., et al., Exposure to Neighborhood Green Space and Mental Health: Evidence from the Survey of the Health of Wisconsin, 2014.​Cox, D. T. C., et al., Doses of Neighborhood Nature: The Benefits for Mental Health of Living with Nature. Bioscience, 2017.​Elizabeth Pegg Frates, Time spent in green places linked with longer life in women, 2017.​James P, Hart JE, Banay RF, Laden F, Exposure to Greenness and Mortality in a Nationwide Prospective Cohort Study of Women, 2016.​Maureen Bennie, How Does Your Garden Grow? Mental Health, Wellness & Skills Development Through Gardening, 2020.​Rook, G.A.W. Regulation of the immune system by biodiversity from the natural environment: an ecosystem service essential to health, 2013.​Soga, M., et al., Health benefits of urban allotment gardening: improved physical and psychological well-being and social integration. International Journal of Environmental Research and Public Health, 2017.​Van Den Berg, A. E., & Custers, M. H., Gardening promotes neuroendocrine and affective restoration from stress. Journal of Health Psychology, 2011.​

173 viewer

Quality Time ของครอบครัว ส่งเสริม Quality of Life

โดย RISC | 2 เดือนที่แล้ว

ผ่านพ้นเทศกาลเฉลิมฉลองปีใหม่ หลายท่านคงได้มีโอกาสใช้เวลาร่วมกับครอบครัว และคนที่เรารักอย่างเต็มที่ ถึงแม้เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่เราทุกคนตั้งตาเฝ้ารอในทุกๆ ปี​เราทุกคนอาจให้คุณค่ากับ “คุณภาพ” มากกว่า “ปริมาณ” รวมทั้งในมิติของเวลาด้วย เพราะการใช้เวลาอย่างมีคุณภาพ (Quality Time) นั้นให้ประสิทธิภาพที่ดีมากกว่าเวลาทั้งหมด (Quantity Time) ที่ถูกใช้ไป แต่อย่างไรก็ตาม หากเราสามารถจัดสรรเวลาให้มีจำนวนชั่วโมงที่ทำให้เราอยู่ร่วมกันเพิ่มมากขึ้น ก็ย่อมสร้างโอกาสสำหรับช่วงเวลาดีๆ ที่มีคุณภาพกับครอบครัวมากขึ้นด้วยเช่นกัน​ครอบครัวที่อบอุ่น เข้มแข็ง มีความสัมพันธ์อันดี จะสามารถรักษาสมดุลระหว่าง "มากเกินไป" กับ "ไม่เพียงพอ" ในการใช้เวลาร่วมกันได้ การรับประทานอาหารหรือทำอาหารร่วมกัน การนั่งเล่นพูดคุยแบ่งปันประสบการณ์ที่พบเจอในแต่ละวัน การเดินเล่นหรือออกกำลังกายด้วยกัน หรือแม้แต่การช่วยกันทำงานบ้าน ล้วนเป็นตัวอย่างของกิจกรรมครอบครัวที่สามารถทำได้ในทุกวัน อีกทั้งลูกๆ จะเรียนรู้การสร้างสมดุลในชีวิต เมื่อพวกเขาเห็นพ่อแม่จัดสรรเวลาให้กับครอบครัวได้ดีเป็นตัวอย่าง​การได้ใช้เวลาร่วมกับพ่อแม่มีความสำคัญอย่างมากต่อความเป็นอยู่ที่ดีของวัยรุ่น ส่งผลต่อการมีทักษะทางสังคมที่ดีกับผู้อื่น เช่น ทักษะการสนทนา ทักษะการสร้างมิตรภาพ หรือทักษะการจัดการอารมณ์ อีกทั้งการใช้เวลาร่วมกับพ่อแม่ตามลำพังจะช่วยส่งเสริมความภาคภูมิใจในตนเองได้อีกด้วย​นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างปู่ ย่า ตา ยาย และหลาน มักชี้ให้เห็นถึงสายสัมพันธ์ครอบครัวที่แข็งแกร่ง การดูแลลูกหลานสามารถลดความเสี่ยงของความเหงา ผู้สูงอายุจะรู้สึกได้รับความไว้วางใจ อีกทั้งช่วยลดอาการซึมเศร้าในคนทั้งสองวัยได้เป็นอย่างดี ซึ่งตรงกับผลการศึกษาวิจัยจาก Boston College ที่รวบรวมข้อมูลจากปู่ ย่า ตา ยาย จำนวน 374 คน และหลานที่เป็นผู้ใหญ่จำนวน 356 คน ตลอดระยะเวลา 19 ปี (ค.ศ. 1985-2004)​แต่ด้วยภาระหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบ และด้วยวิถีชีวิตคนเมืองในปัจจุบัน ที่ไม่อาจส่งเสริมให้เราอยู่ร่วมกันแบบครอบครัวใหญ่เหมือนเดิมได้ การได้พบหน้า หรือทำกิจกรรมร่วมกันจึงเกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งเท่าที่ควร ช่วงเทศกาลหรือวันสำคัญต่างๆ จึงนับเป็นช่วงเวลาพิเศษที่จะได้แสดงความรัก ความห่วงใย การดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน เสมือนได้รับการบำบัดจากครอบครัว (Family Therapy) เพื่อให้เราได้ชาร์จพลังให้แก่กัน เสริมแรงใจในการต่อสู้ต่อไป​สำหรับครอบครัวใดที่มีโอกาสอยู่พร้อมหน้ากัน หรือได้พบปะกันอย่างสม่ำเสมออยู่แล้ว คงจะเป็นการดีมากหากพื้นที่บ้านของเราเอื้อให้เกิดช่วงเวลาคุณภาพกับครอบครัวได้มากขึ้น ส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมร่วมกัน และเสริมสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันโดยไม่ลดทอนความเป็นส่วนตัว และจะยิ่งดีมากขึ้นไปอีก หากครอบครัวได้ใช้ช่วงเวลาที่มีคุณภาพด้วยกันในพื้นที่ใกล้ชิดธรรมชาติ เช่น สวนภายในบ้าน สวนหย่อมในพื้นที่ส่วนกลาง หรือสวนสาธารณะต่างๆ ซึ่งเป็นการช่วยลดความเครียดและความเหนื่อยล้า กระตุ้นให้เด็กและผู้สูงอายุได้เคลื่อนไหวร่างกาย ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการให้กับเด็กๆ จากการที่ได้เล่นและเรียนรู้ธรรมชาติไปพร้อมกัน​แม้เทศกาลปีใหม่สิ้นสุดแล้ว แต่โอกาสสำคัญยังมีอีกตลอดทั้งปี ขอให้ทุกครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกันในวันเด็กที่จะถึงนี้ อย่างมีคุณภาพ​เนื้อหาโดย คุณ สริธร อมรจารุชิต ผู้ช่วยผู้อำนวยการ RISC ​อ้างอิงข้อมูลจาก​Ami Albernaz, The Boston Globe (December 14, 2015).​Danielle Cohen. Child Mind Institute (November 13, 2024).​Susan McHale, Penn State Social Science Research Institute (August 21, 2012).​Suzanne Pish, Michigan State University Extension (June 15, 2013).

235 viewer

Neuromarketing กับการใช้เทคโนโลยีตรวจจับอารมณ์ผ่านใบหน้า เพื่องานการตลาด

โดย RISC | 4 เดือนที่แล้ว

จากโพสต์ที่แล้วเราได้รู้จัก "Neuromarketing" หรือการตลาดประสาทวิทยา (อ่านคอนเทนต์นี้ได้ https://bit.ly/40LGLjL) กันไปบ้างแล้ว ซึ่งนอกเหนือจากวิธีการติดตามการเคลื่อนไหวของดวงตา (Eye Tracking) และการวัดการตอบสนองทางผิวหนัง (GSR) แล้ว ก็ยังมีเทคโนโลยีที่นำมาใช้ที่น่าสนใจอีก อย่างเช่น การตรวจจับอารมณ์ทางสีหน้า​การตรวจจับอารมณ์ทางสีหน้ายังเป็นอีกหนึ่งวิธีในการทำความเข้าใจความรู้สึกของลูกค้าได้อย่างลึกซึ้ง โดยที่บางอารมณ์อาจไม่สามารถสื่อได้ผ่านคำพูดหรือการทำแบบสอบถาม ซึ่งเทคนิคสำคัญในการตรวจจับอารมณ์ผ่านใบหน้า ก็มีตั้งแต่...​การวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของจุดสำคัญบนใบหน้า (Action Units: AU)​Facial Action Coding System (FACS) ได้จำแนกการเคลื่อนไหวของใบหน้าออกเป็นหน่วย "Action Units" หรือการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อที่แตกต่างกัน เช่น การยกคิ้ว (AU1) หรือการหรี่ตา (AU7) ซึ่งการเคลื่อนไหวเหล่านี้จะช่วยให้ตีความอารมณ์ได้ละเอียด และแม่นยำมากขึ้น อย่างเช่น การขมวดคิ้วอาจบ่งบอกถึงความสับสน ในขณะที่การยกแก้ม และยิ้มแสดงถึงความสุข​การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligent: AI)​ด้วยความก้าวหน้าของ AI การใช้โครงข่ายประสาทเทียมแบบ Convolutional Neural Networks (CNNs) จะช่วยให้การตรวจจับอารมณ์มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น โดย CNNs จะผ่านการเรียนรู้ข้อมูลใบหน้าจากกลุ่มคนที่หลากหลายที่มีการแสดงทางอารมณ์ที่มากมายและซับซ้อน ซึ่งสามารถระบุอารมณ์ได้อย่างแม่นยำ แม้ในสภาพแสงและความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่ต่างกัน​แล้วการนำเทคโนโลยีตรวจจับอารมณ์ผ่านใบหน้าไปใช้ใน Neuromarketing นั้น โดยหลักๆ จะใช้ในด้านใดบ้าง?​- การประเมินอารมณ์ในงานอีเวนต์: การตรวจจับอารมณ์ใบหน้าเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ในการติดตามอารมณ์ของผู้ชมในงานอีเวนต์ได้เป็นอย่างดี เพื่อให้ผู้จัดงานรับรู้ถึงความพึงพอใจ และระดับการมีส่วนร่วมของผู้เข้าร่วมแบบเรียลไทม์ โดยข้อมูลเหล่านี้มีค่าอย่างยิ่งในอีเวนต์ขนาดใหญ่ เพราะการสำรวจความคิดเห็นแบบรายบุคคลทำได้ยาก​- การตอบสนอง และปรับปรุงโฆษณา: ในการทดสอบโฆษณา ผู้ประกอบการสามารถใช้การตรวจจับอารมณ์ใบหน้าเพื่อตรวจสอบการตอบสนองทางอารมณ์ต่อแคมเปญใหม่ๆ หากผู้ชมแสดงอารมณ์ความสุข ความประหลาดใจ หรือความไม่สนใจ สามารถปรับปรุงโฆษณา เพื่อเพิ่มอารมณ์เชิงบวก และลดอารมณ์เชิงลบได้​- การออกแบบผลิตภัณฑ์ให้น่าดึงดูด: เมื่อมีการเปิดตัวบรรจุภัณฑ์หรือคุณสมบัติใหม่ สามารถใช้การตรวจจับอารมณ์ใบหน้าเพื่อประเมินการตอบสนองทางอารมณ์ตั้งแต่แรกเห็น โดยการปรับปรุงการออกแบบ สี หรือข้อความตามอารมณ์ของกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน ซึ่งหากบรรจุภัณฑ์สามารถสร้างอารมณ์ และความรู้สึกที่ดี ย่อมเพิ่มโอกาสในการดึงดูดลูกค้า​- การวัดความสนใจ และปรับปรุงร้านค้า: การเข้าใจการแสดงออกทางสีหน้าของลูกค้าในร้านค้าสามารถช่วยสร้างประสบการณ์การเลือกซื้อสินค้าที่ก่อให้เกิดอารมณ์เชิงบวก โดยข้อมูลจากการตรวจจับใบหน้าช่วยบอกว่าบริเวณใดของร้านค้าทำให้ลูกค้ารู้สึกสนใจ หรือสับสน เพื่อให้สามารถปรับปรุงการจัดวางได้​แม้การตรวจจับอารมณ์จะเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ แต่ก็มีข้อจำกัดในเรื่องความเป็นส่วนตัว เนื่องจากเทคโนโลยีการตรวจจับอารมณ์ใบหน้าเป็นการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว บริษัทควรขอการยินยอมจากผู้ใช้อย่างชัดเจน และมีความโปร่งใสในการใช้งานข้อมูล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในผู้บริโภค นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงการแสดงทางอารมณ์ที่มีความแตกต่างกันในแต่ละวัฒนธรรม และข้อจำกัดทางเทคโนโลยี เช่น แสงสว่าง คุณภาพของกล้อง และสิ่งที่บดบังใบหน้า เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำที่สุด​ในโลกที่การตัดสินใจส่วนใหญ่มาจากอารมณ์ การตรวจจับอารมณ์ผ่านทางสีหน้าจึงเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงวงการ Neuromarketing ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าใจความรู้สึกของผู้บริโภคได้ ทำให้สามารถปรับปรุงกลยุทธ์ทางการตลาดให้เข้าถึงอารมณ์ที่แท้จริงของผู้บริโภค ซึ่งมีหลายหลายกลุ่มได้อย่างเหมาะสม และมีประสิทธิภาพ​หากบุคคล หน่วยงาน หรือองค์กรใด สนใจในการทำ Neuromarketing สามารถติดต่อ RISC ได้ที่ ​RISC FB: https://www.facebook.com/riscwellbeing  ​หรือ RISC LINE Official: risc_center ​----------------------------------------------------​เนื้อหาโดย คุณ สิทธา ปรีดาภิรัตน์ นักวิจัยอาวุโส ปฏิบัติการเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ Happiness Science Hub, RISC​

467 viewer

Neuromarketing คืออะไร?​ ช่วยคุณเพิ่มยอดขายได้อย่างไร?

โดย RISC | 5 เดือนที่แล้ว

ปัจจุบัน หลายๆ บริษัทได้ให้ความสำคัญในการลงทุนกับการตลาด (Marketing) มากขึ้น เพื่อที่จะกระตุ้นให้ยอดขายเป็นไปตามเป้า นำมาซึ่งรายได้เข้าสู่บริษัท​ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไปไกล ทำให้มีการนำเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ มาใช้ในการทำการตลาด เพื่อใช้ศึกษาความคิด ความรู้สึก ความสนใจของลูกค้า เมื่อเห็นสินค้า โฆษณา หรือป้ายข้อมูลต่างๆ รวมถึงการตัดสินใจซื้อสินค้า ซึ่งวันนี้เราจะมาทำความรู้จักเครื่องมือและศาสตร์ที่ว่านั้นกัน นั่นก็คือ “Neuromarketing”​Neuromarketing เป็นศาสตร์ที่เกิดจากการรวมกันของคำว่า Neuroscience กับ Marketing โดยมีจุดมุ่งหมายในการใช้องค์ความรู้และเครื่องมือที่ใช้ศึกษาด้านประสาทวิทยาศาสตร์ (Neuroscience) ร่วมกับ จิตวิทยา (Psychology) ในมนุษย์มาใช้กับงานที่เป็น Marketing เพื่อพัฒนาคุณภาพการสื่อสารด้านการตลาดให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย และตอบโจทย์ Campaign ที่ทีมการตลาดพัฒนาขึ้น เช่น การออกแบบ Packaging ของผลิตภัณฑ์, Poster, โฆษณาบนโทรทัศน์ หรือสื่อออนไลน์, Billboard ต่างๆ, Website โดยทำการศึกษาจิตวิทยาเพื่อหาตำแหน่งการวางสินค้าบนชั้นวางสินค้า, ตำแหน่งป้าย Billboard ที่คนจะมองเห็นได้ชัดเจน และอ่านได้ทันในจุดที่ต้องการสื่อสารหลัก หรือแม้แต่การออกแบบเส้นทางการเดินการชมของลูกค้าในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ซึ่งนอกจากตัวอย่างเหล่านี้ ก็ยังมีการนำ Neuromarketing ไปใช้ในหมวดอื่นๆ อีกมากมาย​Neuromarketing นับเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จึงมีการนำเครื่องมือหลายรูปแบบเพื่อใช้ทำความเข้าใจ ความรู้สึก และความสนใจ อย่างเช่น การใช้ Eye-tracking เครื่องมือติดตามสายตา นำมาใช้เพื่อพิจารณาว่าลูกค้ากำลังสนใจอะไร อ่านอะไร ดูอะไรบนผลิตภัณฑ์ หรือโฆษณาที่พัฒนาขึ้นมา โดยตัว Eye-tracking สามารถอ่านค่าได้ 2 รูปแบบ คือ...​ การดูแบบ Heatmap ส่วนนี้จะเห็นภาพรวมของการมองในโฆษณา ผลิตภัณฑ์ พื้นที่ร้าน โปสเตอร์ และอื่นๆ​ การดูแบบ Gaze Plot ส่วนนี้เป็นการดูลำดับ และระยะเวลาของการมอง ทำให้เรารู้ได้ว่าความสนใจของลูกค้าแบบอัตโนมัตินั้นเป็นอย่างไร เราจะนำความเข้าใจนี้ไปปรับใช้กับการออกแบบและวางตำแหน่งสินค้าต่อไปได้​ อีกตัวอย่างที่นิยมมากเช่นกัน ก็คือ Galvanic Skin Response (GSR) เป็นเครื่องมือที่ใช้วัดความต้านทานบนผิวหนัง ซึ่งโดยปกติแล้ว เมื่อร่างกายของมนุษย์มีความเครียดเกิดขึ้น ผิวหนังของเราก็จะมีความต้านทานเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย เพราะร่างกายจะมีการขับเหงื่อออกมา โดย GSR นี้นิยมใช้ในโฆษณาวิดีโอ เรื่องสั้น หรือภาพยนตร์ เพื่อวิเคราะห์ว่า ขณะที่ผู้ชมกำลังชมอยู่นั้น มีอารมณ์ผ่อนคลาย หรือตึงเครียดมากขึ้นในช่วงไหนของโฆษณาบ้าง และตรงตามวัตถุประสงค์ของโฆษณา หรือวิดีโอนั้นๆ หรือไม่​คิดว่าทุกคนคงได้รู้จักศาสตร์ Neuromarketing ที่น่าจะเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มยอดขายได้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ สำหรับในครั้งต่อไป เราจะมาเจาะลึกรายละเอียดของ Neuromarketing กันต่อ ติดตามได้ที่เพจของ RISC​หากบุคคล หน่วยงาน หรือองค์กรใด สนใจในการทำ Neuromarketing สามารถติดต่อ RISC ได้ที่​RISC FB: https://www.facebook.com/riscwellbeing ​หรือ RISC LINE Official: risc_center ​เนื้อหาโดย คุณ ณัฐภัทร ตันจริยภรณ์ นักวิจัยอาวุโส ปฏิบัติการเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ RISC​

626 viewer

ทำไม "แสงแดด" ถึงสำคัญต่อเรา?​

โดย RISC | 5 เดือนที่แล้ว

อย่างที่เรารู้กัน “แสงแดด” มีความสำคัญต่อต้นไม้เป็นอย่างมาก และเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการการผลิตอาหารจากการสังเคราะห์แสงนั่นเอง แน่นอนว่าถ้าต้นไม้ไม่ได้รับแสงแดด มันจะมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้ และเฉาตายไปในท้ายที่สุด​ส่วนมนุษย์นั้น การขาดแสงแดดแม้จะไม่อันตรายต่อชีวิตอย่างต้นไม้ แต่เราก็อาจจะเฉาได้เหมือนกัน เพราะอะไรนั้น? เราจะมาหาคำตอบกัน​โดยปกติ มนุษย์เราจะนอนตอนกลางคืนแล้วตื่นขึ้นมาในตอนเช้าของทุกวัน เพราะภายในร่างกายของเรานั้น มีฮอร์โมนตัวหนึ่งที่ชื่อว่า เมลาโทนิน (Melatonin) ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการควบคุมวงจรการนอนหลับของเรา ควบคุมให้เราได้นอน ร่างกายได้พักผ่อนในเวลากลางคืน และตื่นเช้าขึ้นมาอย่างสดใส โดยใช้แสงเป็นตัวแปรสำคัญในกระบวนการนี้ วิธีการก็คือ ช่วงเวลากลางคืนร่างกายจะหลั่งเมลาโทนินออกมามากขึ้นเรื่อยๆ จากต่อมไพเนียล (Pineal Gland) เมื่อร่างกายมีฮอร์โมนตัวนี้มากขึ้น ร่างกายของเราก็จะรู้สึกง่วงนอนมากขึ้น แต่เมื่อพระอาทิตย์เริ่มขึ้นช่วงเวลาเช้าตรู่ ร่างกายได้รับแสงแดด ฮอร์โมนเมลาโทนินก็จะลดต่ำลง ทำให้เราตื่นตัว และพร้อมทำกิจกรรมต่างๆ ตลอดทั้งวัน​จากกระบวนการร่างกายที่เล่ามาเรียกว่า "นาฬิกาชีวภาพ (Circadian Rhythm)" ซึ่งเป็นการทำงานของร่างกายตามเวลาชีวภาพโดยจะสอดคล้องกับช่วงเวลากลางวัน - กลางคืนพอดิบพอดี ซึ่งนอกจากจะมีเมลาโทนินเป็นสมาชิกแล้ว ยังมีฮอร์โมนอื่นๆ อีกที่ทำงานตามเวลาที่ร่างกายรับรู้ เช่น ระดับคอร์ติซอลที่จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นตลอดทั้งวัน ช่วยให้ร่างกายสามารถตื่นตัวได้ตลอดวัน, ฮอร์โมนเซโรโทนิน ที่ช่วยควบคุมเรื่องของอารมณ์ หรือกระบวนการย่อยอาหารที่เหมือนจะรู้ดีว่า เวลาไหนเป็นเวลาที่เราต้องรับประทานอาหารแล้ว​ถ้าเราไม่ได้เจอแสงแดดเป็นเวลานานๆ จะเกิดอะไรขึ้น?​ผลกระทบหลักคือ ร่างกายก็จะมีการทำงานที่ผิดเพี้ยนไป เพราะไม่มีแสงแดดค่อยช่วยให้ร่างกายรับรู้เวลาที่ถูกต้อง หรือก็คือ เมลาโทนินที่ควรจะหลั่งตอนกลางคืนก็จะไม่หลั่ง คอร์ติซอลตอนกลางวันก็จะไม่มา ถึงเวลาที่ต้องนอนเราก็จะไม่ง่วง แล้วตอนกลางวันเราก็จะกลับง่วงซึมตลอดเวลาแทน นอกจากนี้ระบบย่อยอาหาร ระบบขับถ่ายก็จะรวนไปหมด ทำให้การทำงานของระบบร่างกายไม่สอดคล้องกับช่วงเวลาของวัน เช่น รู้สึกหิวมากในช่วงกลางดึก หรือไม่หิวเลยในเวลากลางวัน ทำให้เป็นต้นตอของปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย​นอกจากผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อร่างกายแล้ว ด้านจิตใจเองก็มีผลกระทบด้วยเหมือนกัน โดยประเทศแถบยุโรปจะมีช่วงเวลากลางคืนยาวนานกว่าช่วงกลางวันในช่วงฤดูหนาวนั้น ทำให้มีอาการซึมเศร้าที่เรียกว่า Seasonal Affective Disorder (SAD) หรือซึมเศร้าตามฤดูกาล ซึ่งมีต้นเหตุมาจากการไม่ได้รับแสงแดดในช่วงเวลากลางวันนั่นเอง แถมยังอยู่ในอากาศที่เย็นตลอดเวลา ทำให้ระดับเซโรโทนินลดลง รู้สึกซึมเศร้า และหงุดหงิดได้ง่ายขึ้น​นี่แหละ!! ความสำคัญของแสงแดดที่ผู้คนมักจะมองข้าม หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ให้ทุกคนหาเวลาไปโดนแสงแดดบ้าง สร้างความตื่นตัว และช่วยให้เรามีแรงทำกิจกรรมตลอดทั้งวัน​เนื้อหาโดย คุณ ณัฐภัทร ตันจริยภรณ์ นักวิจัยอาวุโส ปฏิบัติการเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ RISC​อ้างอิงข้อมูลจาก​1. The Impact of Sleep and Circadian Disturbance on Hormones and Metabolism​2. Circadian Rhythms and Hormonal Homeostasis: Pathophysiological Implications​3. Circadian rhythm disruption and mental health​4. The Impact of Sleep and Circadian Disturbance on Hormones and Metabolism​

685 viewer

เสียงน้ำ สายฝน มีผลต่ออารมณ์ของเราอย่างไร?

โดย RISC | 8 เดือนที่แล้ว

สายฝนที่โปรยปรายกระทบหน้าต่าง เสียงหยดน้ำที่กระทบพื้นเป็นจังหวะ กลิ่นหอมสดชื่นของดินที่ลอยอยู่ในอากาศ สิ่งเหล่านี้เป็นความรู้สึกดีๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงหน้าฝน แต่...เราเคยสงสัยมั้ยว่าเพราะอะไร?​ประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสเหล่านี้มีอิทธิพลอย่างมากต่ออารมณ์และความเป็นอยู่ของเรา แม้บางคนจะมองว่าฝนเป็นอุปสรรคต่อกิจวัตรประจำวัน ทำให้เกิดความล่าช้าและความไม่สะดวกสบาย หรือเชื่อมโยงกับความรู้สึกเศร้า ตามบทความก่อนหน้านี้ที่เน้นการพูดถึงประสาทสัมผัส "การมองเห็น" เป็นหลัก ฝนตกทำให้ท้องฟ้ามืดครึ้ม แสงแดดน้อย ส่งผลต่อสารเซโรโทนินไม่สมดุล รู้สึกเศร้าได้ (อ่านเพิ่มเติมที่ https://www.risc.in.th/knowledge/does-the-rain-make-you-lonely) แต่มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ระบุว่า จริงๆ แล้วฝนมีผลเชิงบวกมากมายต่อสุขภาพจิตและร่างกายของเรา​วันนี้เรามาสำรวจกันว่าฝนส่งผลต่อเราได้อย่างไร โดยเน้นไปที่ประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสของกลิ่นและเสียง กันดูบ้าง รวมทั้งประโยชน์ที่ตามมา​เรามาเริ่มที่ "กลิ่น" กันก่อน...หลายคนคงคุ้นเคยกับกลิ่นสดชื่นของฝนหรือกลิ่นไอดินที่ลอยขึ้นมาจากผิวดิน กลิ่นนี้เราเรียกว่า "เพทริเคอร์" (Petrichor) ซึ่งค้นพบโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวออสเตรเลียในปี ค.ศ. 1964 โดยเพทริเคอร์มีส่วนประกอบสำคัญ คือ โอโซน จีโอสมิน (Geosmin) และน้ำมันของพืชบางชนิด จีโอสมินเกิดจากจุลินทรีย์ในดินที่ชื่อว่า สเตรปโตมัยซีส (Streptomyces) เมื่อฝนตกลงมากระทบพื้นดิน สปอร์ของแบคทีเรียและโมเลกุลของจีโอสมินจะลอยขึ้นไปในอากาศ ทำให้เรารับรู้ถึงกลิ่นนี้ นอกจากนี้ น้ำมันของพืชที่ผลิตในช่วงฤดูแล้งก็จะถูกปลดปล่อยสู่อากาศด้วยเช่นกัน จากการศึกษาพบว่า กลิ่นฝนนี้สามารถกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกสงบ ลดความเครียด และส่งเสริมการผ่อนคลาย ทำให้เรารู้สึกเชื่อมโยงกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น​ในส่วนของ "เสียง" เสียงฝนมีผลดีต่อความเป็นอยู่ของเรา เนื่องจากเสียงฝนมักจะมีจังหวะ ท่วงทำนอง และความถี่ที่สม่ำเสมอ ซึ่งจัดอยู่ในประเภทเสียงรบกวนที่มีความถี่เฉพาะ เช่น เสียงสีชมพู (Pink Noise) หรือเสียงสีขาว (White Noise) เสียงเหล่านี้จะช่วยกลบเสียงรบกวนจากสิ่งแวดล้อม ทำให้เรามุ่งความสนใจไปที่ช่วงเวลาปัจจุบันได้ มีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่า การฟังเสียงธรรมชาติ เช่น เสียงฝน จะสามารถเพิ่มสมาธิ ลดความเครียด และความวิตกกังวลลงได้ และยังเสริมสร้างความสงบ ความผ่อนคลายที่เอื้อต่อการนอนหลับอีกด้วย​มีศิลปิน นักเขียน และนักดนตรีหลายคนค้นพบแรงบันดาลใจท่ามกลางสายฝน เนื่องจากเสียงฝนช่วยปลดล็อกความคิดสร้างสรรค์ และให้สมาธิ นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาพบว่า การฟังเสียงฝนขณะแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ จะช่วยลดเวลาในการคำนวณ และเพิ่มประสิทธิภาพการคำนวณได้ดีกว่าสภาพแวดล้อมที่เงียบ ซึ่งบ่งชี้ได้ว่าเสียงฝนช่วยขจัดสิ่งรบกวนจากภายนอก เพิ่มความจดจ่อ และส่งเสริมการทำงานของสมองอีกด้วย​ไม่เพียงแค่นั้น ฝนยังส่งผลต่อ "ประสาทสัมผัสทางผิวกาย" สร้าง "การรับรู้และประสิทธิภาพการทำงาน" เนื่องจากฝนมีแนวโน้มที่จะทำให้อุณหภูมิเย็นลง ซึ่งจากงานวิจัยพบว่า อุณหภูมิที่สูงเกินไป (มากกว่า 32.22 องศาเซลเซียส) หรือเย็นเกินไป (น้อยกว่า 10 องศาเซลเซียส) มีส่วนทำให้ประสิทธิภาพของสมองในการประมวลผลข้อมูลและการตัดสินใจลดลง อุณหภูมิเย็นๆ ถึงปานกลางที่เกิดจากฝนจึงเหมาะสมในการทำงาน สามารถเพิ่มความคิดสร้างสรรค์และความสามารถในการแก้ปัญหาได้​เราจะเห็นได้ว่า ทั้งหมดนั้นล้วนส่งผลกับร่างกายและความรู้สึกของเรา ฝนไม่ได้เป็นเพียงแค่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ แต่ยังเป็นแหล่งที่มาของแรงบันดาลใจ และการผ่อนคลายอีกด้วย ช่วงหน้าฝนนี้จึงอยากเชิญให้ทุกคนลองสัมผัสถึงประสบการณ์ดีๆ และสิ่งดีๆ ที่เราจะได้รับจากฝนกันดูนะ​เนื้อหาโดย คุณ สิทธา ปรีดาภิรัตน์ นักวิจัยอาวุโส ปฏิบัติการเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ Happiness Science Hub, RISC ​อ้างอิงข้อมูลจาก : ​1. https://www.bbc.com/news/science-environment-44904298​2. Amiri, M. J., Sadeghi, T., & Bonabi, T. N. (2017). The effect of natural sounds on the anxiety of patients undergoing coronary artery bypass graft surgery. Perioperative Medicine, 6(1). https://doi.org/10.1186/s13741-017-0074-3​3. Bentley, P. R., Fisher, J. C., Dallimer, M., Fish, R. D., Austen, G. E., Irvine, K. N., & Davies, Z. G. (2022). Nature, smells, and human wellbeing. Ambio, 52(1), 1–14. https://doi.org/10.1007/s13280-022-01760-w​4. Pilcher, J. J., Nadler, E., & Busch, C. (2002). Effects of hot and cold temperature exposure on performance: a meta-analytic review. Ergonomics, 45(10), 682–698. https://doi.org/10.1080/00140130210158419​5. Proverbio, A. M., De Benedetto, F., Ferrari, M. V., & Ferrarini, G. (2018). When listening to rain sounds boosts arithmetic ability. PloS One, 13(2), e0192296. https://doi.org/10.1371/journal.pone.0192296​6. Yoon, H., & Baek, H. J. (2022). External Auditory Stimulation as a Non-Pharmacological Sleep Aid. Sensors, 22(3), 1264. https://doi.org/10.3390/s22031264​

1429 viewer

"ฝนตก" ทำให้คนเหงา จริงหรือคิดไปเอง?

โดย RISC | 8 เดือนที่แล้ว

เคยสงสัยกันมั้ย? ว่าทำไมพอเข้าหน้าฝนแล้ว เรามักจะรู้สึกเหงากว่าช่วงหน้าร้อน​สาเหตุเป็นเพราะอะไร...มาหาคำตอบไปพร้อมๆ กัน...!!​หากใครที่รู้สึกเหงาและเศร้าเวลาฝนตก หรือรู้สึกขี้เกียจกว่าปกติ ขอบอกเลยว่าไม่ได้คิดไปเองแน่นอน เพราะสภาพอากาศนั้นส่งผลต่ออารมณ์ของเราได้จริง แต่ความรู้สึกนี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน และอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นทุกครั้งที่ฝนตก บางคนก็อาจส่งผลให้เกิดภาวะซึมเศร้าที่เรียกว่า ภาวะซึมเศร้าตามฤดูกาล หรือ (Seasonal Affective Disorder: SAD) ได้เลย​ปัจจุบันมีงานวิจัยที่เกี่ยวกับผลกระทบของสภาพอากาศที่ส่งผลต่ออารมณ์ของมนุษย์ออกมามากมาย ซึ่งได้มีการระบุเอาไว้ว่า ปัจจัยของแสงอาทิตย์นั้นส่งผลต่อการผลิตฮอร์โมนเซโรโทนิน (Serotonin) โดย "ฮอร์โมนเซโรโทนิน" จะหลั่งออกมามากขึ้นเมื่อมนุษย์ได้รับแสงแดด หรือคาร์โบไฮเดรต และจะลดลงเมื่อท้องฟ้ามืดครึ้ม แสงแดดน้อย หรืออยู่ในช่วงฤดูหนาว​ซึ่งเจ้าเซโรโทนิน นั่นคือ สารเคมีที่มีอยู่ในร่างกายของเราทุกคน มีบทบาทสำคัญที่ส่งผลต่ออารมณ์ ความรู้สึก และพฤติกรรมที่แสดงออกมาของเรา โดยในสภาวะปกติเมื่อสารเซโรโทนินอยู่ในระดับสมดุล จะส่งผลให้เรามีความรู้สึกและอารมณ์ที่เป็นไปในทางบวก เช่น ความสุข ความสงบ มีสมาธิ และอารมณ์มั่นคงไม่อ่อนไหวง่าย แต่เมื่อระดับเซโรโทนินต่ำกว่าปกติก็จะส่งผลให้อารมณ์อ่อนไหว เป็นกังวล เศร้าง่าย โมโหง่าย ไม่มีสมาธิ และยังส่งผลให้การตัดสินใจการจดจำแย่ลงอีกด้วย หากเราปล่อยให้ระดับของเซโรโทนินอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน จะเพิ่มความเสี่ยงของปัญหาในด้านอารมณ์และความรู้สึก อย่างเช่น ภาวะซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคเครียด โรคสมาธิสั้น โรคกลัว และรวมถึงพฤติกรรมของเราอีกด้วย​หากใครมองฝนแล้วเกิดเหงา ลองหากิจกรรมที่ช่วยให้ร่างกายได้เคลื่อนไหว อย่างเช่น เก็บกวาดบ้าน ออกกำลังกาย ออกไปรับแสงธรรมชาติ หรือแสงแดดอ่อนๆ บ้าง รวมถึงหาของอร่อยที่มีประโยชน์กิน อย่างอาหารที่มีทริปโตเฟน (Tryptophan) สูง เช่น เนื้อสัตว์ นม ไข่ ถั่วเหลือง ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ดาร์กช็อกโกแลต จะช่วยเพิ่มระดับเซโรโทนินในร่างกายได้ และหวังว่าหน้าฝนปีนี้หรือไม่ว่าจะฤดูไหน จะมีคนเหงาน้อยลงนะ​เนื้อหาโดย คุณ กชกร รัตนมา นักวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพ RISC​อ้างอิงข้อมูลจาก​(1) คลังความรู้สุขภาพจิต (Mental Health Knowledge Base) กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข​(2)  Baylor Scott,(2019), Rainy day blues? "8 ways to boost your mood when the sun is away. Retrieved 9 July 2024, from https://www.bswhealth.com/blog/rainy-day-blues-ways-to-boost-your-mood-when-the-sun-is-away

1243 viewer

ความเครียด ภัยอันตรายที่ต้องใส่ใจ

โดย RISC | 9 เดือนที่แล้ว

ในยุคที่ทุกอย่างเร่งรีบ และกดดันไปหมด ทำให้ยากที่เราจะหลีกหนี “ความเครียด” ตัวการสำคัญที่นำมาสู่โรคต่างๆ ตามมา​“ความเครียด” เป็นคำที่แสดงถึงภาวะการตอบสนองของอารมณ์ที่มีต่อสถานการณ์รอบตัว โดยเป็นการตอบสนองอัตโนมัติของร่างกาย เพื่อปรับตัวให้สามารถเข้ากับสถานการณ์ในขณะนั้นๆ อย่างเช่น ช่วงอ่านหนังสือสอบ ทำโปรเจกต์ หรือนำเสนอแผนงานต่อหัวหน้า เป็นต้น ซึ่งปกติแล้วการเกิดความเครียดเพื่อปรับร่างกายให้เข้ากับการทำงานในขณะนั้น (Acute Stress) จะทำให้ร่างกายเราสามารถทำงาน ขบคิด แก้ปัญหา และรับมือกับสถานการณ์ที่กำลังพบเจอได้ดีขึ้น​แต่...จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเราเกิดเครียดซ้ำไปซ้ำมา จนเราร่างกายเริ่มมีปัญหา?​ความเครียดที่เกิดซ้ำๆ จนกลายเป็น "ความเครียดเรื้อรัง" ที่ร่างกายไม่สามารถขจัดออกไปได้ (Chronic Stress) จะส่งปัญหาต่อร่างกายในระยะยาว เมื่อเรากำลังทำงาน เราจะเกิดความเครียด แล้วร่างกายของเราก็จะตอบสนองโดยการเตรียมความพร้อมต่างๆ ดึงพลังงานจากทั่วร่างกาย มาเสริมประสิทธิภาพของอวัยวะบางส่วน เพื่อให้เราทำงานได้ดีขึ้น เช่น มีสมาธิมากขึ้น สมองทำงานได้ไวมากขึ้น เร็วมากขึ้น แต่ถ้าเราทำงานต่อไปเรื่อยๆ อวัยวะที่มีความเครียดนั้น จะถูกใช้งานอย่างต่อเนื่องจนพังในที่สุด ให้เราลองคิดภาพเปรียบเทียบง่ายๆ ว่าเหมือนกับเราเปิดโน้ตบุ๊คโดยไม่เคยปิดให้มันพักเลย สุดท้ายโน้ตบุ๊คก็พัง ซึ่งปัญหาร่างกายพังจาก Chronic Stress นั้น ไม่ได้ส่งผลแค่บางอวัยวะเท่านั้น แต่ยังส่งผลไปถึงทุกๆ ส่วนในร่างกายของเราด้วย​ด้านสภาพร่างกายนั้น ปัญหาของความเครียดสะสม มักจะสะท้อนออกมาในสภาพความเสียหายของอวัยวะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ระบบหลอดเลือดและหัวใจ การขับถ่าย การหายใจ ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบเผาผลาญของร่างกาย และด้านอื่นๆ ซึ่งพบข้อมูลจากงานวิจัยโดย Yuli Huang และคณะ [1] พบว่า ความเครียดจากการทำงานที่เรื้อรังสะสมในร่างกาย เพิ่มโอกาสการเป็นโรคหลอดเลือดสมองกว่า 22% หรือ Tanya M. Spruill [2] พบว่า ความเครียดเรื้อรัง เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นได้ และเพิ่มโอกาสการเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจมากกว่าคนปกติที่ไม่มีภาวะเครียดเรื้อรังกว่า 50% เช่นกัน หรือแม้แต่ปัญหาการนอนก็สามารถเกิดจากความเครียดเรื้อรังได้ พบข้อมูลจากงานวิจัยของ David A. Kalmbach และคณะ [3] ได้อธิบายถึงกลไกปัญหาการนอนที่เกิดจากความเครียดเรื้อรัง โดยร่างกายขณะที่มีความเครียด จะเหมือนถูกกระตุ้นให้พร้อมทำงานต่างๆ ตลอดเวลา ทำให้นอนหลับได้ไม่สนิท หรือนอนไม่หลับ ส่งผลต่อการเกิดปัญหาในระยะยาวนั่นเอง​นอกจากความเสียหายทางกายแล้ว ทางจิตใจเองก็ได้รับผลกระทบเหมือนกัน โดยความเครียดเรื้อรังนั้น เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคทางจิตตามมา ไม่ว่าจะเป็นโรคซึมเศร้า หรือโรควิตกกังวลก็ตาม พบอ้างอิงจากงานวิจัยของ Paula Cristóbal-Narváez และคณะ [4] พบความเชื่อมโยงระหว่างการเกิดของโรคซึมเศร้าและโรคเครียดเรื้อรัง ซึ่งความเครียดเรื้อรังนั้น เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คนเป็นโรคซึมเศร้าได้ หรือจากงานวิจัยของ Nuria Daviu และคณะ [5] ได้อธิบายความเชื่องโยงของโรควิตกกังวล (Anxiety) ที่เกิดจากความเครียดเรื้อรัง​เราเห็นได้ชัดเลยว่า "ความเครียดเรื้อรัง" เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ร่างกายมีปัญหาตามมา ไม่ว่าจะทางร่างกายและทางจิตใจ ซึ่งในครั้งหน้า เราจะมาดูกันว่า เราจะพักจากความเครียดอย่างไรได้บ้าง​เนื้อหาโดย คุณ ณัฐภัทร ตันจริยภรณ์ นักวิจัยอาวุโส ปฏิบัติการเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ RISC​อ้างอิงข้อมูลจาก​[1] Association Between Job Strain and Risk of Incident Stroke​[2] Association Between High Perceived Stress Over Time and Incident Hypertension in Black Adults: Findings From the Jackson Heart Study​[3] The Impact of Stress on Sleep: Pathogenic Sleep Reactivity as a vulnerability to Insomnia and Circadian Disorders​[4] Perceived stress and depression in 45 low- and middle-income countries​[5] Neurological Links Between Stress and Anxiety​

851 viewer

อากาศร้อน ไม่ได้แค่ทำให้หัวร้อน แต่ยังส่งผลต่ออาชญากรรม

โดย RISC | 1 ปีที่แล้ว

ช่วงที่อากาศร้อนแบบนี้ หลายคนคงหนีเข้าที่ร่ม หรือไม่ก็เปิดแอร์ เปิดพัดลมเพื่อคลายร้อนกัน แน่นอนว่าความร้อน นอกจากจะทำให้คนหงุดหงิด อารมณ์เสีย หรือหัวร้อนมากขึ้นแล้ว ก็ยังส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานอีกด้วย​แต่รู้หรือไม่ว่า จริงๆ แล้วยังมีอีกด้านที่เราคาดไม่ถึงว่าความร้อนจะส่งผลให้เกิดขึ้นได้ นั่นก็คือ “การก่ออาชญากรรม”​จากงานวิจัย The Impact of Temperature on Productivity and Labor Supply: Evidence from Indian Manufacturing ในปี 2015 ประเทศอินเดีย ได้นำสถิติยอดการผลิตในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเหล็กกว่า 70,000 โรงงาน ในช่วงปี ค.ศ.1998–2013 (15 ปี) และอุณหภูมิอากาศเฉลี่ยในช่วงปีมาเปรียบเทียบกัน พบว่าประสิทธิภาพในการทำงานของลูกจ้างจะลดลง 4% ต่ออุณหภูมิอากาศที่สูงขึ้นทุกๆ 1 °C โดยประสิทธิภาพการทำงานจะลดลงที่อุณหภูมิอากาศ ตั้งแต่ 27 °C ขึ้นไป นอกจากนี้ยังพบว่า ทุกๆ 1 °C ที่เพิ่มขึ้น อัตราการขาดงานจะเพิ่มขึ้น 5% ในกลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอ และเพิ่มขึ้น 1% ในกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กอีกด้วย เราจะเห็นได้ว่า อากาศร้อนส่งผลต่อการทำงานจริงๆ​ นอกจากอากาศร้อนจะส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานแล้ว ก็ยังส่งผลกับเรื่องของอารมณ์ให้คนหงุดหงิด หรือหัวร้อนมากขึ้น จนนำไปสู่การก่ออาชญากรรมได้ง่าย​จากงานวิจัย The Association of Ambient Temperature and Violent Crime ในปี 2017 ประเทศฟินแลนด์ ได้นำสถิติการก่อเหตุอาชญากรรมและอุณหภูมิเฉลี่ยในช่วงปี ค.ศ.1996–2013 (17 ปี) และศึกษาจากตัวอย่างเกล็ดเลือดจากกลุ่มผู้ก่อเหตุอาชญากรรมเพศชายจำนวน 33 คน ที่เก็บข้อมูล ระหว่างปี ค.ศ.1996-1997 พบว่าทุกๆ 2 °C ที่เพิ่มขึ้น ทำให้อัตราการก่อเหตุอาชญากรรมเพิ่มสูงขึ้น 3% โดยช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม (ฤดูร้อน) มีอัตราการก่อเหตุสูงที่สุดเมื่อเทียบกับเดือนอื่นๆ โดยผลการตรวจเกล็ดเลือด พบว่า ระดับเซโรโทนิน หรือสารเคมีในร่างกายที่ช่วยเรื่องความรู้สึกสุขสงบ และระงับความโกรธหรือความก้าวร้าวจะลดลงในช่วงที่มีอากาศร้อนหรืออุณหภูมิอากาศสูง หากสรุปให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ อุณหภูมิอากาศในพื้นที่โดยรอบ (Ambient Temperature) เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมและการใช้ความรุนแรงของคนเรานั่นเอง​เราต้องยอมรับว่า ทุกวันนี้อากาศร้อนขึ้นมาก หนึ่งสาเหตุนั้นก็มาจาก “ภาวะโลกรวน (Climate Change)” ที่เกิดขึ้นจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่งทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นในทุกๆ ปี และหากเรายังคงใช้ชีวิตแบบเดิม ก็อาจส่งผลต่อสภาพแวดล้อมที่เราอยู่ จนทำให้เราไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสุขกายสุขใจได้อีกต่อไป หน้าร้อนนี้หากเป็นไปได้ นอกจากการเปิดพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศ อาจลองเริ่มจากการปรับสภาพแวดล้อมรอบบ้านให้มีการสะสมความร้อนน้อยลง ด้วยการปลูกต้นไม้รอบๆ บ้าน เพื่อสร้างร่มเงา ลดอุณหภูมิพื้นผิวโดยรอบ และสร้างคุณภาพอากาศที่ดี เพราะนอกจากต้นไม้จะช่วยลดความร้อนได้แล้ว การใช้ชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติ ยังช่วยลดอาการหัวร้อน และสร้างความผ่อนคลายได้ดีอีกด้วย​เนื้อหาโดย คุณจิราภา หอบรรลือกิจ นักวิจัยและการสื่อสาร RISC ​อ้างอิงข้อมูลจาก​Somanathan, E. & Somanathan, Rohini & Sudarshan, Anant & Tewari, Meenu. (2015). The Impact of Temperature on Productivity and Labor Supply: Evidence from Indian Manufacturing. Journal of Political Economy. 129. 10.1086/713733.​Tiihonen, J., Halonen, P., Tiihonen, L. et al. The Association of Ambient Temperature and Violent Crime. Sci Rep 7, 6543 (2017). https://doi.org/10.1038/s41598-017-06720-z

1399 viewer

"ตรุษจีน" เทศกาลของการพบกันของครอบครัว RISC ขอชวนทำแบบสอบถามประเมินสมองเสื่อม เพื่อคนที่คุณรัก

โดย RISC | 1 ปีที่แล้ว

ช่วงเวลาแห่งความสุข และการเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนใกล้เข้ามาถึงแล้ว ชาวจีนทั่วโลกและชาวไทยเชื้อสายจีนก็ต่างรอคอยช่วงเวลานี้เพื่อพบปะครอบครัวและญาติพี่น้อง เฉลิมฉลอง ไหว้เทพเจ้า และไหว้บรรพบุรุษที่ล่วงลับ​ช่วงเวลาที่ทุกคนมีโอกาสมาพบกันแบบนี้ การสังเกตและพูดคุยเกี่ยวกับสุขภาพผู้สูงวัยที่เราห่วงใยในครอบครัว จะช่วยให้ทุกคนมีความเข้าใจและเห็นถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพ เนื่องจากผู้สูงวัยเป็นวัยที่มีสภาพร่างกายเสื่อมถอยลง การเปลี่ยนแปลงบางอย่างเมื่อเสื่อมแล้วไม่สามารถทดแทนให้ดีได้ดังเดิม ซึ่งความเสื่อมถอยในร่างกายนี้อาจส่งผลต่อความรู้สึก อารมณ์ สภาพจิตใจ และอาจเป็นสาเหตุให้เกิดความเจ็บป่วยอื่นๆ ตามมา หรือหากรอให้มีอาการผิดปกติหรือเจ็บป่วยแล้วค่อยไปพบแพทย์ อาจเป็นช่วงเวลาที่ทำให้การรักษายุ่งยากและสิ้นเปลืองค่ารักษาพยาบาลมากขึ้น หรือเกิดอาการรุนแรงจนไม่สามารถรักษาได้ การดูแลผู้สูงวัยในครอบครัวอย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรละเลย โดยเฉพาะเรื่องของสมอง​ทำไมเราต้องให้ความสำคัญของการประเมินภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงวัย?​จากรายงานสถานการณ์ผู้สูงวัยในประเทศไทย กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าหนึ่งในโรคที่พบบ่อย และเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญของผู้สูงวัย คือ โรคสมองเสื่อม โดยสถิติในปี 2565 มีผู้สูงวัยที่มีภาวะสมองเสื่อมกว่า 770,000 คน หรือประมาณร้อยละ 6 ของจำนวนผู้สูงวัยทั้งประเทศ และที่น่าห่วงคือ ทิศทางผู้ป่วยนั้นมีจำนวนสูงขึ้นในทุกๆ ปี เฉลี่ยปีละหนึ่งแสนคน ​​ภาวะสมองเสื่อม คือ ภาวะที่มีการสูญเสียความสามารถทางสมอง เช่น ความจำ การรับรู้ ความเข้าใจ การใช้ภาษา ทิศทาง การใช้เหตุผลและการแก้ปัญหา มีการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมและบุคลิกภาพ โดยมีผลกระทบเกิดขึ้นทั้งด้านร่างกาย ด้านจิตใจ ความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวัน รวมไปถึงภาระในการดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมของครอบครัวอีกด้วย​การประเมินภาวะสมองเสื่อมเบื้องต้นจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะช่วยคัดกรองผู้ที่มีแนวโน้มหรือมีความเสี่ยงที่จะมีภาวะสมองเสื่อม โดยสามารถประเมินได้ด้วยตนเองอย่างง่ายและใช้เวลาน้อย ได้จากแบบประเมินภาวะสมองเสื่อมที่ถูกพัฒนาและออกแบบโดยกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข​ผู้ที่สนใจสามารถทำแบบประเมินภาวะสมองเสื่อม 14 ข้อคำถาม โดยกรมการแพทย์ ได้ที่ https://www.healthcheckup.in.th/self-test/8​นอกจากนี้ ยังมีแบบประเมินภาวะสมองเสื่อมที่ได้มาตรฐาน และได้รับความนิยมอื่นๆ อีก แต่ต้องอาศัยผู้ทำการประเมินร่วมด้วย ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที ได้แก่ แบบประเมิน MoCA (Montreal Cognitive Assessment) และแบบประเมิน TMSE (Thai Mental State Examination) ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ เพื่อประเมินของการทำงานของสมองด้านต่างๆ ทั้งเรื่องความตั้งใจ (Attention), สมาธิ (Concentration), การบริหารจัดการ (Executive function), ความจำ (Memory), ทักษะสัมพันธ์ของสายตากับการสร้างรูปแบบมิติสัมพันธ์ (Visuoconstruction), ความคิดรวบยอด (Conceptual Thinking), การคิดคำนวณ (Calculation) และการรับรู้สภาวะรอบตัว (Orientation) เป็นต้น ​ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปศึกษาเพิ่มเติม และทำแบบประเมิน MOCA ได้ที่ http://www.rbpho.moph.go.th/upload-file/doc/files/12012023-110708-6436.pdf, www.mocatest.org ​และทำแบบประเมิน TMSE ได้ที่ https://www.thainurse.org/wordpress/?p=12039​การทำแบบประเมินภาวะสมองเสื่อม เป็นการคัดกรองเบื้องต้นว่า เริ่มเข้าสู่ภาวะสมองเสื่อมระยะแรกหรือไม่ เพื่อสามารถเข้าสู่การตรวจและรักษาได้เนิ่นๆ ชะลอการดำเนินของโรคได้ และอาจช่วยบอกได้ว่าสูญเสียการทำงานของสมองด้านใด เช่น ความจำ หรือการใช้ภาษา แต่ไม่สามารถวินิจฉัยสาเหตุของภาวะสมองเสื่อมได้ทั้งหมด ซึ่งต้องมีการตรวจเพิ่มเติมอื่นๆ เช่น การตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการ และการตรวจเอกซเรย์สมอง เพื่อหาสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อม  ​การดูแลสุขภาพและประเมินสมองให้กับผู้สูงอายุภายในครอบครัว ไม่เพียงแต่เป็นการคัดกรองโรคสภาวะสมองเสื่อม แต่ยังสามารถเสริมสร้างความสัมพันธ์และความรักในครอบครัวได้อีกด้วย โดยเฉพาะเทศกาลตรุษจีนนี้ นับเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ดูแลสมาชิกครอบครัวได้อย่างใกล้ชิด​เนื้อหาโดย คุณ สิทธา ปรีดาภิรัตน์ นักวิจัยอาวุโส ปฏิบัติการเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ Happiness Science Hub, RISC​อ้างอิงข้อมูลจาก​https://pr.moph.go.th/?url=pr%2Fdetail%2F2%2F02%2F204159%2F

1230 viewer

รับข่าวสาร

ลงทะเบียนเพื่อรับข่าวสารกับเรา

© 2025 Magnolia Quality Development Corporation Limited - A DTGO Company
ผลลัพธ์
การยืนยัน
การยืนยัน